โลกในเงาสะท้อน
เสียงฝนที่กระทบกระจกหน้าต่างออฟฟิศชั้น 15 ก้องไปทั่ว น้ำก้มหน้ามองหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างเหนื่อยล้า สายตาของเธอเหลือบไปมองโพสต์อิทสีเหลืองที่แปะเรียงราย เต็มไปด้วยลิสต์งานที่ยังไม่เสร็จ ท่ามกลางความเงียบงัน เธอถอนหายใจยาวครั้งหนึ่ง ก่อนที่เสียงเปิดประตูจะทำลายบรรยากาศสงบ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เป้ หัวหน้าคนใหม่ในแผนกครีเอทีฟ เดินเข้ามาเงียบ ๆ เสื้อเชิ้ตสีขาวที่รีดเรียบเหมือนไม่เคยยับถูกกลัดถึงกระดุมเม็ดบนสุด เขาชำเลืองมองน้ำซึ่งกำลังรีบจัดท่าทางให้ดูยุ่ง “เสร็จงานไอเดียลูกค้าแล้วเหรอครับ?” เป้พูดเสียงเรียบ น้ำสะดุ้งนิด ๆ ก่อนจะตอบติดขัด
“หนู…ยังค่ะ กำลังวางเลย์เอาท์เพิ่มเติม…เดี๋ยวจบแล้วค่ะ” น้ำพูดแบบแอบกลั้นใจ
เป้เงียบ ไม่พูดอะไรอีก ก้มหน้าดูเอกสารในมือ วันนี้ทั้งคู่เงียบกันมากพอสมควร บรรยากาศระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องใหม่ดูเย็นจัดเสียยิ่งกว่าเครื่องปรับอากาศเวลาเที่ยงคืน น้ำคิดในใจว่าผู้ชายคนนี้น่ากลัวเกินไป…แต่พอเธอเหลือบตามอง เขากลับดูไม่ได้ใจร้ายอย่างที่คิด แค่มักนิ่งมากเกินไปเท่านั้นเอง
ตอนกลางวัน น้ำยืนต่อคิวซื้อกาแฟในร้านประจำ โต๊ะด้านหน้าเป้วนั่งอยู่คนเดียวอย่างเหม่อลอย ดวงตาเขาดูไกลออกไปไกลมากเหมือนไม่ได้อยู่ตรงนั้น ไม่เหมือนตอนอยู่ที่ทำงาน น้ำลังเลอยู่ครู่ก่อนจะเดินเข้าไปทัก แบบที่ไม่รู้ว่าควรพูดอะไร
“เอ่อ…โต๊ะนี้ว่างรึเปล่าคะ?” น้ำพูดติดขัด พร้อมรอยยิ้มขัดเขิน เป้มองขึ้นมา แววตาเขาเปลี่ยนไปชั่วขณะหนึ่ง มุมปากมีรอยยิ้มบาง ๆ “นั่งได้ครับ” ประโยคเดียวสั้น ๆ แต่น้ำรับรู้ถึงความเป็นกันเอง แม้จะมีเส้นแบ่งบางอย่างกั้นอยู่
ทั้งสองนั่งด้วยกันโดยไม่พูดอะไรมาก น้ำหยิบโน้ตบุ๊คออกมาทำงานเงียบ ๆ ส่วนเป้หยิบมือถือขึ้นมาไถหน้าจออย่างเหม่อลอย เสียงขูดของช้อนกาแฟดังเบา ๆ ทุกอย่างเหมือนอยู่ในโลกส่วนตัวของแต่ละคน ไม่มีใครคิดจะรบกวนกัน
หลังจากนั้นในห้องประชุม พรีเซนต์งานต่อหน้าผู้ร่วมงาน น้ำตื่นเต้นมือสั่น เสียงในห้องเงียบจนน่ากลัว เป้ยืนมองอยู่อีกฝั่ง สายตาเหมือนกำลังประเมินอะไรบางอย่าง เมื่อเธอพูดผิด พรีเซนต์สะดุด เป้แทรกขึ้นมาว่า “ลองอธิบายใหม่อีกทีครับ” น้ำกัดฟันแน่น สูดหายใจและเริ่มต้นใหม่ในขณะที่เพื่อนร่วมงานอีกสองคนแอบสบตาและยิ้มให้เป้ด้วยความโล่งใจในความใจเย็นของเขา
เย็นนั้น น้ำเดินลงมาจากบันไดหนีไฟ เจอเป้ยืนสูบบุหรี่อยู่ มุมสายตาที่เขาส่งมา ดูเหมือนคนมีเรื่องค้างคาในใจ น้ำลังเลอยู่นานก่อนจะกล้าถามออกไปแบบเบา ๆ “เหนื่อยเหรอคะ?” เป้พยักหน้า ไม่พูดสิ่งใดอีก หยิบบุหรี่ทิ้งลงถัง ก่อนหันมาถามด้วยเสียงแผ่ว
“คุณตั้งใจอะไรกับงานนี้เหรอ? ผมเห็นคุณทำหน้ามุ่ยกับโพสต์อิททุกคืนเลย” น้ำแทบไม่สบตา ตอบช้า ๆ “อยากเข้าฝ่ายครีเอทีฟแบบจริงจังค่ะ …แต่ก็กลัวว่าตัวเองจะไม่เก่งพอ” เป้านิ่งคิด น้ำรับรู้ได้จากอากัปกิริยา เงียบงันนั้นเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่มีใครพูดออกมา
วันต่อมาน้ำออกไปถ่ายงานนอกสถานที่กับทีม ขากลับรถติดยาว เพื่อนในทีมแซว “นายเป้เข้มเนอะ บางทีก็เหมือนมีอะไรติดค้าง” อีกคนเสริม “น้ำดูเหมือนสนใจเขานะ” น้ำหัวเราะกลบเกลื่อน “บ้าน่า ฉันกลัวมากกว่า” ทุกคนหัวเราะ แต่ในใจน้ำรู้ตัวว่าความรู้สึกที่เธอมีกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง ความกลัวผสานกับความสงสัยเป็นความสนใจแบบไม่ตั้งใจ
คืนวันศุกร์ ทีมจัดเลี้ยงเล็ก ๆ ในร้านใกล้บริษัท เสียงหัวเราะดังเปล่งประกายในแสงสลัว เป้นั่งเงียบอยู่มุมโต๊ะ น้ำจ้องมองภาพนั้น เธอสังเกตว่าทุกครั้งที่ใครพูดเรื่องอดีต เป้จะเปลี่ยนท่าที ดูเงียบ เศร้า และเหมือนไม่กล้าเปิดใจ น้ำลังเลอยู่นาน และในที่สุดก็ถามแบบไม่ตั้งใจนัก “พี่เป้เคยผิดหวังอะไรในชีวิตไหมคะ?” คำถามทำให้ทุกคนเงียบ เป้หัวเราะสั้น ๆ “ทุกคนก็มีอดีตทั้งนั้นแหละ” เขาตอบ แล้วลุกขึ้นขอตัวกลับ ถึงจะเป็นเพียงประโยคเดียว แต่น้ำรู้ทันทีว่าเป้ปิดกั้นหัวใจไว้แน่นหนากว่าที่คิด
เช้าวันต่อมา น้ำตั้งใจไปทำงานเช้า เห็นเป้เดินเข้ามาพอดี เธอกวักมือเรียก “พี่คะ …เมื่อคืนขอโทษนะคะ ถ้าทำให้รู้สึกไม่ดี” เป้ยิ้มบาง “ขอบใจที่ถาม น้ำ …แต่บางเรื่อง ผมยังไม่พร้อมจะพูด” น้ำพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะหยิบขนมปังในถุงให้เป้ “ของโปรดใช่ไหมคะ?” เป้ทำหน้าแปลกใจ นี่คือครั้งแรกที่เขาหัวเราะเต็มเสียง น้ำรู้สึกเหมือนได้แตะบางส่วนในใจผู้ชายขรึมคนนี้เข้าแล้ว
ที่ห้องประชุม เผชิญหน้ากับลูกค้าที่เรื่องมาก น้ำถูกตำหนิ เป้เข้ามาช่วยป้อง เถียงแทนได้อย่างแนบเนียน หลังจบงานเธอขอบคุณเขา เป้เพียงแค่ยักไหล่เบา ๆ “งานคนเยอะ อะไรก็เกิดขึ้นได้” น้ำจ้องมองเป้อย่างค้นหา น้ำอยากรู้จักตัวตนของเป้ให้มากขึ้น แต่ก็ยังกลัว คำถามผุดขึ้นในใจเป็นพันครั้ง ว่าเขาเป็นใครกันแน่ เบื้องหลังรอยยิ้มน้อย ๆ และคำพูดแสนสั้นนั้น
เวลาผ่านไป น้ำได้ย้ายโต๊ะมานั่งข้างเป้ ทั้งสองเริ่มสื่อสารกันมากขึ้น เสียงหัวเราะเริ่มเข้ามาแทนที่ความเงียบ ทุกบ่ายเวลางานเครียด เป้มักแวะชวนน้ำออกไปสูดอากาศที่ระเบียง น้ำเปิดใจพูดถึงความกลัวที่จะล้มเหลว เป้ฟังเงียบ ๆ ก่อนตอบว่า “ผมก็เคยกลัวมาก่อน…เคยผิดจนเสียคนสำคัญไป เดี๋ยวนี้เลยไม่คาดหวังอะไรมาก” น้ำสบสายตาเป้ เธอสัมผัสได้ถึงความเสียใจบางอย่างที่ยังไม่ได้รับการให้อภัย ทั้งจากผู้อื่นและตัวเขาเอง
คืนหนึ่ง น้ำอยู่ดึก เคลียร์อาร์ตก่อนวันพรีเซนต์ เป้วางมือบนบ่ากำลังจะพูดแต่เปลี่ยนใจ น้ำพูดขึ้นก่อน “พี่เป้…ถ้าชีวิตไม่ให้โอกาสเราอีก เราสร้างมันใหม่ได้ไหมคะ?” เป้ชะงักไปนาน ก่อนพูดเบา ๆ “บางที…ผมก็ไม่แน่ใจ” เสียงเงียบงันต่างคนต่างเฝ้ารอให้ใครอีกคนกล้าข้ามเส้นของความกลัวที่ผูกติดในใจทั้งสองคน
เมื่อโปรเจกต์ใหญ่จบ เป้ถูกเลื่อนขึ้นเป็นผู้อำนวยการฝ่าย น้ำดีใจแต่รู้สึกเหมือนห่างกันมากขึ้น พวกเขาต่างยุ่งกับภาระหน้าที่แทบไม่มีเวลาเจอหน้า วันหนึ่งน้ำไปกินข้าวกับกลุ่มเพื่อน เพื่อนแซวว่าสนิทกับเป้จัง “แต่เหมือนเขาไม่เคยพูดเรื่องส่วนตัวเลยนะ” น้ำเงียบคิดตาม เหมือนความสัมพันธ์ของทั้งคู่กำลังติดอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ไม่สามารถขยับไปข้างหน้าได้
เช้าวันหนึ่ง น้ำเดินสวนกับเป้ในโถงใหญ่ เป้ดูเคร่งเครียดกว่าปกติ เธอพยายามจะถามแต่เขารีบเดินหนีไป น้ำใจหาย ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อนร่วมงานกระซิบว่า “เป้โทรศัพท์กับใครไม่รู้ ท่าทางไม่ดีเลย” น้ำสงสัยมากขึ้น พยายามหาโอกาสคุยแต่เป้ก็เหมือนหายตัวไปทั้งอาทิตย์
สุดสัปดาห์ น้ำไปห้องสมุดคนเดียว เธอบังเอิญเจอเป้ยืนอยู่ริมหน้าต่าง ความเงียบระหว่างทั้งสองหนักอึ้ง “หนูรอพี่เป้มาทั้งอาทิตย์…กลัวนะคะว่าเราจะห่างกันไป” เป้มองหน้าน้ำด้วยสายตาเศร้า “ขอโทษ…ช่วงนี้มีเรื่องยุ่งๆ ที่บ้าน คุยอะไรไม่ได้เลย” น้ำพยักหน้าเบา ๆ เสียงของเธอสั่น “บางอย่าง…ถึงอยากรู้ก็ไม่กล้าถาม” เป้ยิ้มเศร้า ๆ “ผมให้ใครเข้าไปในชีวิตไม่ได้ง่าย ๆ…วางใจยากมากนะน้ำ…”
น้ำคิดถึงเป้อีกหลายวัน เธอรู้สึกว่างเปล่ายามที่ขาดการติดต่อกัน ความใกล้ชิดที่สะสมมาตลอดหลายเดือนคล้ายจะพังลง เธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าเธอรักผู้ชายคนนี้จริงไหม หรือแค่สงสารเขากันแน่
วันจันทร์ เช้าที่งานยุ่ง น้ำทำแก้วกาแฟแตก เป้ยืนมอง แล้วก้มมาช่วยเก็บเศษแก้ว “ขอโทษนะคะ…” น้ำพูดพลางหลบตา เป้แตะมือเธอเบา ๆ “ไม่ต้องขอโทษอะไรทั้งนั้น…ผมเองที่ผิดหวังกับอดีตจนอยู่กับปัจจุบันไม่ได้” น้ำเงียบ เหมือนจะเข้าใจโลกเงาสะท้อนในแววตาเป้เป็นครั้งแรก
คืนวันศุกร์ น้ำเดินลำพังริมสะพานลอย ด้านล่างฝนตกสาด น้ำส่งข้อความบอกเป้ว่าเธอขอเวลาอยู่คนเดียว เป้ตอบกลับมาแค่ “เข้าใจแล้ว ดูแลตัวเองด้วยนะ” น้ำอ่านแล้วน้ำตาซึม ไม่รู้ว่าเธอเริ่มกลัวที่จะสูญเสียเขาตั้งแต่เมื่อไหร่
อาทิตย์ถัดมาฝ่ายครีเอทีฟมีงานสัมมนาต่างจังหวัด ทุกคนพากันขึ้นรถบัส น้ำเลือกนั่งคนเดียว เป้เดินมานั่งข้าง ๆ แต่ทั้งสองไม่พูดกันเกือบชั่วโมง สุดท้ายเป้าเริ่มพูดก่อนด้วยเสียงแผ่ว “บางทีเราก็ต้องให้อภัยตัวเองก่อนไหม ถึงจะมีที่ให้อภัยคนอื่น” น้ำฟังนิ่ง ๆ น้ำตาคลอปลายตา “ใช่ค่ะ…แต่บางทีการให้อภัยตัวเองก็ยากที่สุดเหมือนกัน” ทั้งสองต่างคนต่างเงียบ แต่การได้ยินเสียงใจของกันและกันในความเงียบนั้น ไปไกลกว่าเสียงคำพูดใด ๆ
วันสุดท้ายของสัมมนา น้ำพรีเซนต์ไอเดียโปรเจกต์ใหม่ให้ทั้งทีม เป้ฟังด้วยรอยยิ้มภูมิใจเป็นครั้งแรก น้ำมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เธอเดินเข้ามาหาเป้หลังเลิกประชุม เป้พูดครั้งแรก “ผมดีใจที่คุณมั่นใจในตัวเองแล้ว” น้ำยิ้ม รับรู้ได้ถึงกำลังใจและความไว้ใจที่ค่อย ๆ ก่อตัว
หลังงานนั้น ทั้งสองกลับมาใช้ชีวิตในออฟฟิศแบบเดิม บางวันห่างกันเพราะหน้าที่งาน บางวันนั่งคุยกันเรื่องชีวิตจิปาถะ น้ำหยิบยื่นความห่วงใย เป้เปิดใจทีละน้อย ความสัมพันธ์ค่อย ๆ ก่อร่างขึ้น แม้ยังไม่มีใครกล้าพูดว่ารักหรือแสดงออกอย่างชัดเจน
แต่แล้ววันหนึ่ง น้ำพบสมุดไดอารี่ของเป้หล่นจากโต๊ะ เธอส่งคืนให้แต่เป้กลับรีบคว้า น้ำมองสบตาเขาด้วยความกังวล “มีอะไรที่ไม่อยากให้ใครรู้เหรอคะ?” เป้ยิ้มเจื่อน “มันเป็นอดีตที่ผมยังให้อภัยตัวเองไม่ได้ ทุกหน้ามันเกี่ยวกับคนที่ผมเคยรัก…แต่ทำลายเขาไป” น้ำอึ้ง แต่ไม่ถามต่อ เธอจับไหล่เป้เบา ๆ “ถ้าเมื่อไหร่พร้อมอยากเล่า หนูจะฟัง” เป้เงียบไปนาน ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
ฤดูฝนนี้ผ่านไป น้ำได้รับโอกาสไปเรียนต่อในคณะวางแผนโฆษณาต่างประเทศ เธอตื่นเต้นแต่กลัวการจากลา เป้หลบหน้ามาสองวันแล้ว น้ำโทรหาเขา “พี่เป้…เรื่องที่หนูจะไปเมืองนอก…” ยังพูดไม่ทันจบ เสียงในสายก็ติดขัด “ดีใจด้วย…ไปเถอะ มันคือโอกาสของน้ำ อย่าเสียดายอะไรเลย” น้ำเงียบ น้ำตาปริ่ม “ต่อให้กลับมาแล้วพี่อยู่ตรงนี้…หนูจะมองเห็นพี่ไหม” เงียบยาวก่อนที่จะมีเสียง “ถ้ารัก…ก็จะเห็น” ทั้งสองเงียบ ไม่มีใครกล้าพูดความรู้สึกที่ซ่อนลึกในใจ วันนั้นต่างคนต่างร้องไห้อยู่คนละฟากของเมืองใหญ่
หกเดือนต่อมา น้ำติดต่อกลับมา เป้ดูจะเปลี่ยนไป พูดคุยน้อยลงเหมือนมีขอบเขตที่ตั้งใจ น้ำคิดถึงวันเก่า ๆ เธอเก็บทุกความทรงจำและเดินหน้าต่อ ชีวิตที่นั่นให้ประสบการณ์ใหม่ ๆ แต่หัวใจเธอกลับรู้สึกว่าบางอย่างหายไป
วันหนึ่งน้ำกลับไทยโดยไม่บอกใคร เธอเดินเข้าสำนักงานเก่า พบเป้นั่งก้มหน้าอยู่ริมกระจก น้ำยืนเงียบก่อนค่อย ๆ เดินเข้าไปหา “พี่…ที่ผ่านมาหนูคิดถึงพี่ตลอด” เธอพูดเสียงสั่น เป้เงยหน้ามอง เห็นน้ำตาของน้ำ “คิดถึงเหมือนกัน …แต่ผมกลัว น้ำ …กลัวว่าจะทำร้ายคนที่รักอีก ผมไม่อยากให้มันซ้ำรอย” เสียงของเขาอ่อนแรงกว่าที่เคย
น้ำหัวเราะทั้งน้ำตา “หนูก็กลัว เหมือนกัน…แต่เรารู้จักตัวเองมากขึ้นแล้วใช่ไหมคะ” เป้มองสบตา “ใช่…ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าทุกคนมีอดีต เราเลือกจะเรียนรู้จากมันหรือปล่อยให้มันทำลายอนาคต …ขอโทษที่เคยทำให้เสียใจ” น้ำจับมือเขา “หนูให้อภัยพี่ค่ะ…และให้อภัยตัวเองด้วย”
ฝนด้านนอกหยุดตก ท้องฟ้าเปิด น้ำกับเป้นั่งมองกระจกด้านเดียวกับวันแรก แต่ครั้งนี้แววตาของทั้งสองสะท้อนความกล้าหาญและความหวังที่เพิ่งค้นพบ แม้ไม่ได้พูดว่ารักแต่หัวใจต่างก็เข้าใจในจังหวะและเวลาของตัวเองแล้ว