เส้นขอบฟ้าของสองใจ
เสียงฝนตกกระทบกระจกหน้าต่างดังก้องในเช้าวันจันทร์ ออฟฟิศชั้นสิบของบริษัทออกแบบชื่อดังกลางเมืองเต็มไปด้วยพนักงานที่กำลังวุ่นวาย ขวัญดาวเดินเข้ามาช้าเล็กน้อย เธอหยิบแฟ้มเอกสารแน่นในมือ สูดหายใจเข้าเถอะก่อนจะเดินเข้าไปยังที่ประชุมใหญ่ ทันทีที่สายตาเธอประสานกับนที วิศวกรโครงสร้างหน้านิ่ง เธอก็เบือนหน้าหนี
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงหัวหน้าฝ่ายสถาปัตย์เอ่ยขึ้น “โปรเจค ‘Horizon Avenue’ ต้องการทีมที่แข็งแกร่ง” บรรยากาศในห้องประชุมตึงเครียด เมื่อทุกสายตาหันไปยังขวัญดาวและนที “ทั้งสองคนจะดูแลร่วมกันนะ” หัวหน้ากล่าวย้ำ คนอื่น ๆ กระซิบกระซาบ ขวัญดาวกลืนน้ำลาย เหลือบมองนที เห็นเขานิ่งเหมือนผนังปูน
เดินออกจากห้องประชุม ใบหน้าขวัญดาวแดงน้อย ๆ ด้วยความโกรธ “แย่แล้ว ฉันไม่น่ารับโปรเจคนี้เลย นายก็ด้วยเหรอ?” เธอกระซิบใส่นทีเมื่อเดินสวนกันที่ระเบียงทางเดิน นทีตอบเสียงเรียบ “หน้าที่ก็แค่นั้น แค่ทำให้มันรอด เธอก็ทำของเธอ ฉันทำของฉัน”
ขวัญดาวเม้มปาก เบือนหน้า เดินจากไปอย่างขุ่นเคือง ทิ้งนทีไว้พร้อมแววตาคิดมาก ริมฝีปากเขาสั่นน้อย ๆ แต่สุดท้ายกลับยิ้มเอง
ในวันถัดมา พวกเขานั่งแก้งานด้วยกันในห้องประชุมเล็ก ๆ เสียงนาฬิกาบนผนังดังตลอดเวลา ไฟฟลูออเรสเซนส์เหนือลงบนกระดาษแบบก่อสร้าง “คำนวณรับน้ำหนักตรงนี้ใหม่ ฉันคิดว่ามันยังไม่พอ” นทีว่าแล้วขยับแปลนเล็กน้อย ขวัญดาวกัดริมฝีปาก “นายเคยฟังแค่ตัวเลขในนั้น นายเห็นความรู้สึกของคนใช้บ้างมั้ย?”
เขาเงียบไปนาน ขวัญดาวเหลือบตามองมือเขา ใจเธอเต้นแรง “บางที… ถ้าเธอวาดให้อ่อนนุ่มขึ้น ฉันจะลองปรับตาม” นทีพูดเบาหวิว ขวัญดาวเงียบ มือสั่นนิด ๆ ขณะขีดปากกาบนแบบ
เสียงหัวเราะและบทสนทนาของคนในออฟฟิศดังข้ามเข้ามา ขวัญดาวเหลือบตามองนทีอีก ท่าทางเขาเริ่มนุ่มขึ้น เธอหันหน้ากลับมา เพราะหัวใจตัวเองเต้นแรงเกินไป แวบหนึ่งเธอเห็นเขาอมยิ้มน้อย ๆ ตอนเขียนตัวเลขใหม่บนกระดาษ
ระหว่างทำแบบวันนี้ พวกเขาเริ่มโต้แย้งกันบ่อยขึ้น แต่ก็พัฒนาการฟังกันจริงจังขึ้น ทุกคำพูดมีความหมายซ่อนในนั้น “จริง ๆ แบบนี้จะพังในสามปี” นทีพูดเชิงเหน็บ ขวัญดาวขำ “งั้นนายตั้งใจจะออกแบบแค่สามปีเหรอ?” เขาส่ายหน้าเบา ๆ “ฉันแค่อยากแน่ใจว่าคนข้างในจะไม่เจ็บเหมือนฉัน” เขาหลุดปาก ขวัญดาวหันขวับมายิ้มเจื่อน รู้สึกถึงอะไรบางอย่างลึกเข้าไปในแววตานั้น
วันหนึ่ง ระหว่างเดินไปซื้อกาแฟที่หน้าตึก ขวัญดาวลังเลจะพูด ‘ขอบคุณ’ หรือไม่ แต่เธอก็ปล่อยมันผ่านไป “ไม่คิดบ้างเหรอว่าสิ่งที่นายกลัว…เป็นแค่ภาพในหัวตัวเอง?” เธอพูดเบา ๆ ระหว่างรอคิว นทีนิ่ง “ถ้าฉันกลัวจริง ๆ ก็คงไม่มาอยู่ตรงนี้แล้ว”
ค่ำวันศุกร์ฝนตกหนัก นทีนั่งอยู่คนเดียวใต้สะพานลอยหน้าออฟฟิศ ขวัญดาวเพิ่งออกเวรงาน เธอเห็นเขานั่งเหม่อ น้ำฝนไหลตามข้างแก้ม “จะกลับบ้านมั้ย?” เธอยืนกางร่มข้าง ๆ เขาไม่เงยหน้า “ยัง…ขออยู่ตรงนี้แป๊บ” ขวัญดาวนั่งลงข้าง ๆ ร่มแนบไหล่กับร่างเขา เงียบ ๆ จนได้ยินเสียงฝนชัดเจน
“บ้านนายไกลไหม?” ขวัญดาวถามเสียงเบา “ไกลพอให้คิดถึงความฝันเก่า ๆ” นทีตอบนิ่ง ๆ ใจเขามีอะไรบางอย่างที่ไม่กล้าพูด
ขวัญดาวเหลือบมอง พยายามจะถาม แต่ก็กลืนคำถามนั้นกลับลงไป เธอเองก็เพิ่งหนีความฝันหนึ่งมาเหมือนกัน
ในวันถัดมา นทีเจอหัวหน้าตัวเองตะโกนใส่กลางออฟฟิศ “งบนี่มันเกินจริงไหม? นายคิดอะไรอยู่!” นทีเงียบ กำหมัดข่มไว้ ขวัญดาวเห็น เหลือบมองพนักงานที่มุงดู ฉุดแขนนทีออกมาที่มุมเงียบ ๆ “ทำไมไม่อธิบาย นายไม่ได้ผิดนี่”
เขาหันหน้าหนี “ไม่มีใครอยากฟังฉันหรอก” เสียงเขาแผ่ว “นายกลัวถูกปฏิเสธ?” เธอถามพลางสบตาซื่อ ๆ นทีถอนหายใจหนี “อะไรที่เคยเกิดขึ้น…มันติดอยู่ในหัวตลอด อยู่ที่นั่น…เสมอ”
บรรยากาศในทีมเริ่มตึงเครียดขึ้นเพราะโปรเจคชะงัก หัวหน้าขวัญดาวกดดันให้เธอเลือกความฝันระหว่างทำโปรเจคกับไปทำงานในฝรั่งเศสตามที่ครอบครัววางแผนไว้ ขวัญดาวลังเล นทีจับความเงียบในตาเธอได้
“จะไปฝรั่งเศสจริงเหรอ?” เขาเอ่ยระหว่างเดินออกนอกร้านสะดวกซื้อ ขวัญดาวไม่ตอบ เดินนิ่ง “แล้วนายล่ะ…ถ้าเธอเลือกที่นี่เพราะใครสักคน นายจะดีใจมั้ย?” เธอเสียงสั่น
นทีไม่พูดอะไร ดวงตาเต็มไปด้วยความกลัวและสับสน เขายิ้มจาง ๆ พลางเบือนหน้า “อย่าเลือกที่นี่เพราะคนอื่น…ถ้าเธอเสียใจทีหลัง…มันจะเจ็บกว่าการต้องลืมฉัน”
วันถัดมา ขวัญดาวเดินสวนกับนทีที่โถงทางเดินใหญ่ นทีหลบตา “พรุ่งนี้จะไปดูไซท์งาน” ขวัญดาวกล่าว นทีพยักหน้า แต่ยังไม่สบตาเธออย่างทุกที
ขวัญดาวเดินช้าลง มองตามหลังเขา รอยยิ้มแบบเก่า ๆ กลับมา นทีเหลือบเห็นเงาสะท้อนเธอในกระจก เขาอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ติดขัด
ขณะเดินสำรวจงานด้วยกัน เสียงขวัญดาวเงียบหายไปขณะฟังวิศวกรพูด นทีสังเกตเห็นสีหน้าเธอผิดปกติ “มึนหัวเหรอ?” เขาถามสั้น ๆ เธอส่ายหน้า “เปล่า แค่กลัวไม่พอ…”
“ไม่มีใครพอหรอก ขนาดฉันเองก็ยังกลัวว่าจะไม่พอเหมือนกัน” เขากล่าวพลางกลืนความจริงที่คาอยู่ในอก
คืนนั้น นทีตัดสินใจนั่งทำแบบต่ออยู่คนเดียว เขาเปิดเมล์เก่า ๆ เห็นจดหมายตอบรับฝรั่งเศสของขวัญดาว “เป็นเธอสินะ ที่มีสิทธิ์เลือก” เขาพึมพำกับตัวเอง เหงา ๆ
สายอีกวัน ขวัญดาวเดินเข้าบริษัท น้ำตาคลออยู่นาน เธอหยิบแฟ้มโปรเจคมาส่งหน้านที “ถ้านายเป็นฉัน…นายจะยอมละทิ้งความฝันเพราะใครบางคนมั้ย?” นทีก้มต่ำ ไม่กล้ามองตา “เราไม่ควรต้องเสียสละตัวเองเพื่อคนอื่น… แต่ถ้าเธอเลือกเพราะเธออยากอยู่จริง ๆ ฉันจะอยู่ด้วย” น้ำเสียงเขาอ่อนโยนกว่าทุกครั้ง
“แล้วถ้าไม่ได้อยู่ด้วยล่ะ?” เธอถาม ตาแดง นทีเงียบนาน “ฉันก็ยังจะขอให้เธอได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุด”
วันที่โปรเจคเข้าประชุมสรุปท้ายสุด ขวัญดาวยื่นแบบรอบสุดท้าย หัวหน้าถามเธอ “สุดท้ายแล้วจะเดินตามฝันไหม?” ขวัญดาวนิ่ง มองนทีตรงหน้าเขียนเลขบนแบบในอ้อมแขน
“ฉันเดินตามหัวใจดีกว่า” เสียงสั่น ๆ ของเธอสั่นไปถึงหัวใจนที
คืนเดียวกัน ขวัญดาวยืนบนดาดฟ้าตึก มือถือแสงจันทร์ นทีเดินมาหาโดยไม่เอื้อนเอ่ยความในใจ เขานิ่งอยู่นาน “ฉันเคยกลัว…แต่วันนี้ได้เห็นเธอกลับใจเพราะตัวเอง ไม่ใช่เพราะฉัน ฉันดีใจนะ”
ขวัญดาวยิ้ม น้ำตาคลอ “บางทีเส้นขอบฟ้าของเรามันอาจต้องไกลกันก่อน ถึงจะเดินมารวมกันได้” เธอพูดเบา ๆ
สองเดือนผ่านไป ขวัญดาวกลับมาจากฝรั่งเศส เธอแบกกระเป๋าใบหนึ่งมายืนหน้านทีในวันแถลงเปิดงาน “เรากลับมาแล้ว… รู้ไหมว่าคิดถึงตรงนี้สุด” นทียิ้ม หยิบแฟ้มแบบจากมือเธอมาแนบแน่นด้วยมือซ้าย มือขวาวางทาบปลายนิ้วเธอไว้
ขวัญดาวสะอึกเล็กน้อย ยิ้มให้ทั้งน้ำตา “ถ้ามีใครถามว่าฉันเลือกใคร ณ จุดนี้ ฉันเลือกตัวเอง… และเลือกนาย…ในเวลาเดียวกัน”
นทีมองตาเธอ ถามเบา ๆ “แน่ใจนะ?”
เสียงขวัญดาวหัวเราะกังวาน “แน่ใจที่สุดในรอบชีวิต”
ทั้งคู่ยืนเงียบอยู่ในโถงตึก เสียงฝนโปรยปลายฤดูลงมาอีกหน พลางเห็นสายรุ้งน้อย ๆ ผุดตรงขอบฟ้ากลางเมืองใหญ่
ไม่มีคำสารภาพ ไม่มีจูบ ไม่มีคำกล่าวอ้างถึงรักแท้—แต่ในจังหวะที่ต่างคนต่างเงียบอยู่ข้าง ๆ เสียงหัวใจก็ชัดเจนเกินกว่าคำใด ๆ