เพื่อนบ้านหัวใจ (Heart Next Door)
เสียงเปียโนดังก้องลอดผนังบางๆ ข้ามมายังห้องของขวัญ เมื่อไหร่ก็ตามที่ฝนตก หญิงสาวมักได้ยินท่วงทำนองเศร้าๆ นั่นเงียบงันในอากาศราวกับร้องไห้ร่วม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ขวัญลดหนังสือนิยายที่อ่านค้างลง ถอนใจแรง พยายามเพิกเฉยต่อเสียงที่สะกิดใจ แต่ครั้งนี้กลับรู้สึกว่าเพลงเศร้ากว่าทุกคืน มือแตะกระจกหน้าต่าง ลมเปียกชื้นพัดเข้ามาจากช่องเล็กๆ ของห้องเช่ากรุงเทพฯ ราคาถูกที่เก่าแก่ แต่เต็มไปด้วยเสียงผู้คนและความโดดเดี่ยวแฝงซ่อน
จู่ๆ เสียงโน้ตทุ้มก็หยุดลงเหมือนเจ้าของมือเปียโนเองก็ขาดใจ ลากเสียงปิดฝาคีย์บอร์ดไว้ช้าๆ ขวัญสูดหายใจลึกครู่หนึ่ง ตั้งใจจะกลับไปอ่าน แต่พลันเสียงโทรศัพท์ดังกริ๊งขึ้นมาแทน
“อ้าว…แม่เอง ไม่หลับหรอ ขวัญฝนตกใหญ่เลย”
ขวัญยิ้มใส่โทรศัพท์ทั้งนี้ดวงตากลับล้าแบบคนที่ไม่ได้ยิ้มบ่อย “ยังค่ะแม่ หนูกำลังอ่านนิยาย แล้วก็ฟังเพลงบ้านข้างๆ ไปพลางๆ”
แม่หัวเราะเบาๆ “สงสัยจะเปียโนเจ้าเก่า คนฝั่งห้อง 503 นั่นหรือเปล่า ทำไมไม่ลองทำความรู้จักดูบ้าง เผื่อเหงาจะได้น้อยลง”
ขวัญนิ่งไปนิด “ไม่เอาหรอกแม่ คนอะไรเล่นแต่เพลงเศร้า แล้วก็เสียงดังทุกคืน รำคาญจะตาย บางทีก็งี่เง่า น่าจะรู้ตัวบ้าง…”
เสียงเพลงเปียโนบ้านข้างๆ คงจะไม่ได้ยินคำบ่นของเธอ เขาคือ คีต มือเปียโนอาชีพ มักซ้อมดึกๆ ค่ำๆ อย่างไม่รู้จักเหนื่อยแบบคนไร้เพื่อน พรุ่งนี้ยังมีงานเล่นดนตรีแต่เขากลับฝังอยู่ในร่องของเสียงที่ใครอีกคนจะได้ยินหรือไม่ก็ช่าง
คืนนั้นฝนเทเพิ่มขึ้น ขวัญปล่อยโทรศัพท์ตกข้างเตียง ถอนใจหนักกว่าเก่า
เช้าต่อมา ในโถงทางเดินแคบ ผนังสีเก่าบางส่วนลอกล่อน ขวัญกำลังเดินก้มหน้า กอดแฟ้มงาน แล้วชนเข้ากับคีตอย่างจัง “โอ๊ย! เอ่อ…ขอโทษค่ะ”
คีตถือกล่องใส่โน้ตเพลงเต็มสองมือ หน้าตาอดหลับอดนอนผมเผ้ายุ่ง ปากบางๆ เม้มแน่นไว้ ขวัญรู้สึกกระดากใจที่เปิดประตูผิดเวลามาเจอคนที่เล่นเปียโนเสียงดังทุกคืน
“วันหลังช่วยลดเสียงหน่อยได้ไหมคะ ห้องฉันนอนยากมาก คุณซ้อมดึกเกินไป” เธอว่า หน้าตาอมบูด
คีตเงยหน้าช้าๆ สายตามองเธอแบบจืดจาง “ถ้าคุณจะนอนยากเพราะเปียโน ก็น่าจะชินได้แล้วนะ เราอยู่กันมาหลายเดือน…”
ขวัญหน้าขึ้นสี เสียงขุ่น “คนอื่นน่ะ เขาก็บ่นเหมือนกัน คุณเคยคิดถึงคนอื่นบ้างหรือเปล่า”
สายตาคีตแข็งขึ้นนิดหนึ่งพลางโค้งหัวเบาๆ “ครั้งหน้าจะพยายามครับ” เขาเดินผ่านไป เหลือกลิ่นแชมพูกลิ่นสะอาด กับความเงียบงันให้ขวัญจ้องมองหลังเขานิ่ง
ในเย็นวันนั้น หลังเลิกงาน ขวัญเดินขึ้นบันได เห็นคีตกำลังนั่งกินข้าวกล่องเงียบๆ ที่ระเบียงส่วนกลาง เธอเดินผ่านแต่ก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบตามอง ชายหนุ่มดูโดดเดี่ยวเกินไป
คีตเหลือบตาขึ้นมาเห็นสายตาเธอ ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีคำทักทาย เพียงความนิ่งเฉยเหมือนดนตรีของเขา นั่นยิ่งทำให้ขวัญหงุดหงิดใจอย่างไร้เหตุผล
คืนต่อไป บางจังหวะคีตยังเล่นเปียโน เสียงเบากว่าก่อน ขวัญรับรู้แต่ไม่พูดอะไร เพียงแค่เอนหัวกับหมอน ปล่อยให้เสียงค่อยๆ ล่องลอยมา
อีกสัปดาห์ ถัดมา ห้องเช่ายังจืดจาง ขวัญนั่งเขียนนิยายที่โต๊ะทำงาน ภายในห้องแคบ มีแค่กาแฟและหน้าต่างบานเดียว เธอมักสบตากับต้นไม้กระถางที่คีตวางไว้นอกห้องบ่อยขึ้นทุกวัน
วันหนึ่ง เสียงเคาะประตูดังขึ้น ขวัญเปิดประตู พบคีตยืนถือโน้ตเพลงไว้ในมือ เขาเลี่ยงสายตาจากเธอ
“ครับ…ขอโทษเรื่องเสียงเมื่อคืนก่อน พอดีมือมันเผลอ… ผมซ้อมเพลงนี้อยู่ ฝาก… นี่โน้ต อยากฟังคุณวิจารณ์ไหม”
ขวัญงงไปนิด ไม่เข้าใจว่าเขาล้อจริงหรือพูดเล่นก่อนจะยิ้มจางๆ “ฉันไม่เก่งดนตรีนะ แค่ชอบฟังเฉยๆ”
คีตพยักหน้า กำโน้ตไว้แน่นขึ้น “ผมแค่…อยากได้ความคิดเห็นจากคนที่ฟังทุกคืนเท่านั้นเอง ขอบคุณนะ” แล้วเขาก็เดินจากไป
ขวัญปิดประตู กลับมาโต๊ะ นั่งลงละสายตาไปยังโน้ตเพลงในมือ ไม่กล้าฟังเสียงหัวใจตัวเองว่ากำลังรู้สึกอะไรต่อเขา
เมื่อตกกลางคืน ขวัญลองเปิดฟังเพลงเดียวกันจากยูทูบ เอียงหูตั้งใจฟัง พบว่าทำนองเดียวกับของคีต มีท่าทีลังเลตามสัมผัสนิ้วเปียโนของเขาจริงๆ
เช้าวันถัดไป ขวัญนำโน้ตเพลงส่งกลับหน้าประตูห้องคีต พร้อมแปะกระดาษโพสท์โน้ตสั้นๆ
“เพลงเพราะมากแต่ยังขาดอะไรบางอย่างที่หัวใจ คนฟังจะรอวันคุณเติมเต็มมัน”
คีตอ่านแล้วยิ้มบางๆ ก่อนเก็บโน้ตเข้าห้องเขาเอง เช้าต่อมา เขาเอากระถางต้นไม้เล็กๆ มาวางที่หน้าห้องขวัญ
เธอมองดูกระถางนั้นและหัวเราะเบาๆ ในอก
สัมพันธ์ของทั้งสองค่อยๆ เติบโตผ่านการแลกโน้ต กระถางต้นไม้ และเสียงดนตรียามค่ำคืน หรือบางทีอาจเพียงแค่การสบตากันในโถงทางเดิน
ค่ำหนึ่ง ขวัญได้ยินเสียงเคาะประตู เธอเปิดพบคีตยืนถือจานข้าวผัดและยิ้ม มือนั้นสั่นนิดๆ เหมือนคนไม่คุ้นชินกับการแบ่งปันใคร “อะ…ทำเยอะไป กินด้วยกันนะ”
ขวัญลังเลนิดหน่อยก่อนตอบรับ “งั้น…เชิญค่ะ”
คีตเดินเข้ามาด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆ วางจานข้าวลงที่โต๊ะ ขวัญหยิบช้อนส่งให้ พลางถามเบาๆ “คุณอยู่ที่นี่คนเดียวเหรอ”
คีตพยักหน้า “คนเดียวมาหลายปีแล้ว… จริงๆ ผมไม่ได้ชอบอยู่คนเดียว แค่มีคนรอบตัวแล้วอึดอัด เลยเลือกแบบนี้”
ขวัญเงียบ ขณะกินข้าว ชายหนุ่มตักข้าวเข้าปากช้าๆ ไม่พูดอะไร
สักพัก ขวัญพูดขึ้นเบาๆ “ฉันยังเขียนนิยายไม่จบสักเล่มเลย บางทีมันคงต้องมีใครสักคน…เติมเต็มเหมือนเปียโนของคุณ”
คีตเหลือบตาขึ้นสบตาเธอครู่หนึ่ง ก่อนเปลี่ยนเรื่องด้วยรอยยิ้มจืดจาง
ฤดูเปลี่ยน หนังสือนิยายของขวัญยังค้างคาเหมือนใจของเธอเอง ส่วนคีตก็ถูกจ้างไปเล่นงานแต่งงานแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด
วันก่อนไป คีตถือกระเป๋าใบใหญ่เดินออกมา ขวัญเห็นจึงเอ่ยเบาๆ “เดินทางปลอดภัยนะ”
เขามองเธอ และพยักหน้า พลางส่งกระดาษโน้ตให้เธอเป็นครั้งสุดท้าย
“ขอให้คุณเขียนตอนจบได้สักวัน”
หลังจากคีตจากไป ห้องเช่ากลายเป็นเงียบงัน ขวัญเสียหลักกับความเงียบที่หนักแน่น เธอลองแตะเปียโนคีย์บอร์ดของคีตที่เขาฝากไว้กับเธอ ลองกดคีย์นิ้วช้าๆ แม้ไม่ถนัดแต่เริ่มค้นพบจังหวะบางอย่างในตัวเอง
เย็นวันหนึ่งสายฝนเปียกชื้นอีกหน ขวัญเดินไปที่ระเบียง ปล่อยให้น้ำฝนไหลผ่านปลายนิ้ว เปิดหน้าต่างรับกลิ่นฝนและเสียงเมือง เธอหยิบโน้ตเพลงคีตมาอ่านพลางนิ่งคิด แล้วเริ่มเขียนนิยายของตนเองต่อ
สัมพันธ์ของทั้งคู่เหมือนหยุดนิ่งไปหลายเดือน ไม่มีข้อความ ไม่มีเสียงเปียโนยามค่ำคืน ชีวิตขวัญเต็มไปด้วยเสียงในหัวและความคิดถึงพร่ามัว
วันหนึ่งเธอได้รับจดหมายจากเพื่อนบ้านที่สนิทกันในห้องข้างใต้ แจ้งว่าคีตได้กลับมาแล้ว แต่ดูเหมือนไม่สดใสเท่าเดิม และข่าวลือว่าเขากำลังจะย้ายออกไปเพราะได้รับทุนไปเรียนที่ต่างประเทศ
ขวัญลังเลกับตัวเอง ในตอนนั้นนิยายของเธอใกล้จบแต่หัวใจเหมือนจะขาดอะไรบางอย่าง
ค่ำวันเสาร์หนึ่ง ฝนเทกระหน่ำ ขวัญตัดสินใจเดินไปห้องคีต เคาะประตู เสียงเปียโนหยุดลงกะทันหัน คีตเปิดประตูออกมาพร้อมสีหน้าประหลาดใจอย่างคนที่เฝ้ารอแต่ไม่กล้ายอมรับ
“มีอะไรหรือเปล่า…”
ขวัญเงียบไป แววตากังวล “ฉัน…ได้ยินมาว่าคุณจะย้ายออก?”
คีตหลบตา อ้ำอึ้ง ก่อนตอบเบาๆ “ใช่…ผมได้ทุนไปเรียนต่อเรื่องการแต่งเพลงที่ลอนดอน อาจจะ…นานถึงสองปี”
เงียบไปอีกระยะ ขวัญกัดริมฝีปาก “แล้ว…คุณจะกลับมาไหม”
คีตถอนหายใจ เนื้อตัวเขาเหมือนเศร้ากว่าตอนอำลา “ผมก็ไม่รู้ ตอนนี้ผมต้องเลือก…ใช้โอกาสนี้ อะไรหลายอย่างมันก็ยาก”
ขวัญคล้ายจะพูดอะไรสักอย่างแล้วหยุดไว้ เธอกอดอกแน่น “งั้น…ขอให้คุณไปได้ดี ฉันจะคิดถึงเสียงเปียโนของคุณ”
คีตสบตาเธอครู่หนึ่ง ราวกับเขากำลังต่อสู้กับอะไรในใจเอง
“ผมก็จะคิดถึงคุณเหมือนกัน”
ทั้งสองเงียบงัน มีแต่เสียงฝนกระทบหน้าต่าง ขวัญทำท่าจะเดินกลับแต่หันมาทิ้งท้ายเบาๆ
“บางเรื่องถ้าไม่เลือกสักที อาจไม่มีโอกาสแก้ไขเลย…”
คืนนั้น ขวัญนั่งอยู่ในห้องมือคีบปากกา เขียนตอนสุดท้ายของนิยายจบลง โดยใส่ตัวละครที่เลือกจะเดินไปพร้อมกับความกลัวและหวังว่าจะได้เดินย้อนกลับมาอีกครั้ง
เวลาผ่านไปหลายเดือน ขวัญพยายามใช้ชีวิตปกติ แต่มือก็ยังไปวางบนคีย์เปียโนที่คีตทิ้งไว้ให้บ่อยๆ นิยายของเธอกลายเป็นเล่มวางขายในร้านหนังสือเล็กๆ
แล้ววันหนึ่ง ขวัญเดินสวนกับชายหนุ่มแปลกหน้าในร้านหนังสือ เสียงคุ้นๆ ทักขึ้น
“ขอโทษครับ…หนังสือเล่มนี้ เขียนโดยใครเหรอ”
ขวัญหันกลับ สีหน้าเหลือเชื่อ คีตยืนอยู่ตรงหน้าในชุดเรียบร้อยแบบผู้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เขายิ้มเขินๆ “ผมกลับมาแล้ว…คิดถึงเสียงเปียโนบ้านนี้ไหม”
ขวัญหัวเราะ น้ำตาเอ่อคลอในตา “มากค่ะ….ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”
เขาและเธอยืนสบตากันในร้านหนังสือกลางเสียงกระซิบของหนังสือเล่มใหม่ โลกภายนอกยังวุ่นวายแต่ในร้านทุกอย่างนิ่งสนิท ราวกับดนตรีบทใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในใจทั้งคู่