เสียงหัวเราะกลางเกาะสาบสูญ
ระลอกคลื่นกระเพื่อมสะท้อนสายแดดสาดแสงแรง กับเสียงโยนขวดพลาสติกรอดเข้าชายฝั่งด้วยมือเปื้อนทราย ขวัญชนก หรือ ขวัญ เด็กสาวขี้เล่นผมหยิกสีแดงสุกจิกข้อมือผอมของตัวเองไว้แน่น พลางเหลียวหาใครสักคนในกลุ่มครึ่งวงกลมตรงหน้า เสียงบ่นอื้ออึงปะปนคลื่นลม “เรือสปีดโบ๊ทล่มเพราะน้ำมันหมด ไม่ใช่ว่าต้องมีคนรับผิดชอบรึไง?” ญาณิน สาวแว่นหน้าดุในชุดลายดอกทักออกมาก่อน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ก็ไม่เห็นมีใครสั่งให้เติม” พน ผู้ชายผิวสีเข้มเสียงดังเถียงพลางถ่มทรายออกจากปากขณะที่ทิวทัศน์รอบตัวเป็นผืนป่าทึบรกร้าง หมอกขาวบางลอยเคลือบไหล่เขามืด ทุกคนรวมตัวหอบกระเป๋าเป้ คนละใบไม่เหมือนกันแม้แต่ใบเดียว
“สรุป เราทุกคนติดเกาะจริงๆ ใช่ไหม?” ศิลา เด็กหนุ่มร่างใหญ่พูดช้าๆ จริงจัง ก้มลงหาโทรศัพท์ เงยมองทุกคนอย่างประหม่า “ไม่มีสัญญาณครับ”
เสียงถอนหายใจดังระงม ญาณินเริ่มประกาศด้วยเสียงเฉียบขาด “เราต้องตั้งแคมป์หาที่มั่น คืนนี้นอนบนชายหาดไม่ได้ ถ้าขึ้นน้ำหลากหรือมีสัตว์ป่า เราตายแน่”
ขวัญยิ้มมุมปากหันไปแหย่จอมยุทธ์ “กลัวผีเปล่า?” เด็กชายตัวเล็กเอนตัวหลบ เงียบไม่ตอบ ขวัญหัวเราะเบาๆ ไทยังเงียบสงบอย่างไม่น่าไว้ใจ
ญาณินหยิบสมุดโน้ตจดรายชื่อ “ขวัญ พน ศิลา จอมยุทธ์ หล่อ วินนี่ และตัวฉันเอง พวกเราทั้ง 7”
จอมยุทธ์ปรายตามองรอบข้าง “แล้วถ้าเจอคนท้องถิ่นล่ะ”
“ก็อยู่ให้ห่างเข้าไว้ดิ” วินนี่ สาวเปรี้ยวบลอนด์โผล่มา กอดแขนตัวเองแน่น อากาศเริ่มเงียบเยียบ
กลุ่มนึงโวยทันที ขวัญรีบแทรก “เรามารวมข้าวของกันดีกว่า ใครมีไฟแช็ก ใครมีขนม ใครมีอะไรขอเลย”
“ของฉันมีแต่เทียนวันเกิด” หล่อ สาวหน้านิ่งเปรยขึ้นเสียงเรียบ ทุกคนชะงัก ก่อนที่เสียงหัวเราะจะหรี่ลงเพราะเสียงอะไรบางอย่างดังแว่วเข้ามาจากแนวป่าลึก
ญาณินวางสมุด เงยหน้าชั่วครู่ “ทุกคนมาเป็นวงแล้วจับตามองของเราไว้ ถ้ามีอะไรผิดปกติเราจะเดินทางด้วยกัน ห้ามแตกกลุ่ม”
ระหว่างทางลัดป่า พนถือมีดพับออกหน้า จอมยุทธ์เดินตามหลังอย่างระวัง วินนี่ถอนหายใจ “หวังว่าทุกคนจะไม่ตายตั้งแต่คืนแรกนะ” ขวัญหัวเราะให้กำลังใจ “อย่าคิดมาก เดี๋ยวก็รอดเอง” เสียงกลืนลมหายใจดังแน่นขณะฝ่าใบไม้รกชื้น ทุกคนต่างลุ้นหัวใจตัวเอง
ยามค่ำลง แสงไฟจากเทียนวันเกิดสาดส่องวงหน้า ทุกคนล้อมรอบคบไฟแบบปะทุ นักเรียนต่างมีบทสนทนาเงียบๆ และเสียงหัวเราะเคลือบความกลัว ขวัญหยิบขนมปังแข็งโยนกลางวง “เห็นไหม ยังมีหวังนะพวกเรา!”
ญาณินเบือนหน้าหนี “พรุ่งนี้เราต้องหาทางขึ้นยอดเขา เผื่อจะเจอเรือหรือบ้านคน” จอมยุทธ์จับแขนตัวเองแน่น “ผม ไม่ค่อยอยากปีน…” พนแขวะทันที “จะกลัวอะไร อยู่ที่นี่ก็มีแต่ตายกับตาย”
กลางดึกเสียงงึมงำคล้ายคนร้องไห้ดังแว่ว ทุกคนผวา ขวัญขยับเข้าใกล้ญาณิน กระซิบ “ไม่ใช่เธอกลัวผีจริงใช่ไหม?” ญาณินนิ่ง “ไม่หรอก…แต่ชักรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่คนเดียว” ทุกคนนอนหลับในสถานะระแวงสุดขีด
รุ่งเช้า กลุ่มตื่นขึ้นแบบซมเซา วินนี่ถอนหายใจ “หน้าฉันเหมือนซอมบี้เลย” ศิลาเดินออกสำรวจรอบนอก สะดุดรอยเท้าประหลาดตรงริมหาด “ให้ตาย…นี่มันรอยเท้ามนุษย์แน่ๆ”
เสียงฮือฮาเริ่มดังอีกครั้ง ขวัญล้อเลียน “พวกเรามีเพื่อนใหม่แล้ว!” ท่ามกลางความตึงเครียด มีรอยยิ้มบางประปราย
ญาณินเรียกทุกคนประชุมอย่างเด็ดขาด “เราจะตามรอยเท้าไป ถ้าเหนื่อยไปหรือหลงทางกลับมาจุดนัดหมายทันที ห้ามล้อเล่น”
ระหว่างปีนเนินพงหนาทึบ กลุ่มคนเริ่มแตกแถว วินนี่เดินนำลิ่ว ขวัญกับจอมยุทธ์พยายามแอบหยิบผลไม้แปลกสีม่วงใส่กระเป๋าเสียงดัง “อย่า…ใครรู้ว่ากินได้รึเปล่า!” หล่อเตือนเสียงตึงตัง
ศิลาจู่ ๆ หยุดเดิน “ชู่ว เงียบก่อน!” ทุกคนหยุดกึก เสียงขยับกรอบแกรบดังมาจากหลังพุ่มไม้ เงาร่างหนึ่งแลบวูบแล้วหายไป—ทุกคนเบิกตากว้าง จอมยุทธ์ตะโกน “ใครน่ะ!”
ความเงียบอึดอัดกั้นทุกลมหายใจ ญาณินกลืนน้ำลาย ก่อนจะตัดสินใจเดินนำเข้าไปเอง “จงอยู่รวมกัน อย่าขยับ!” ขวัญหันไปหาพน “ถ้าเป็นคนจะรอด ถ้าเป็นสัตว์…ก็ขอให้พวกเราโชคดี”
เมื่อแหวกพงออกไปพบแต่…ซากกระเป๋าเป้ขาดรุ่งริ่งกับรองเท้าข้างเดียว ขวัญกลั้นขำ “ว้าว ไม่เข็ดกับการเดินป่ากลางคืนแล้วล่ะ” พนยักไหล่ “อย่างน้อยก็ยังมีอะไรให้คุ้ย”
บนเกาะแต่ละวันเต็มไปด้วยการถกเถียง ญาณินพยายามจัดตารางงานให้ทุกคน วินนี่ลุกขึ้นเถียง “ฉันไม่ใช่เด็กอนุบาล แค่ขอไม่ต้องเจอกบอีกก็พอ” พนหัวเราะ จอมยุทธ์นั่งซ่อนอยู่มุมไฟ มองขวัญอย่างชั่งใจ
คืนนั้น ท่ามกลางฝนที่เพิ่งตก (หลังจากเรื่องเริ่มไปแล้ว) ศิลาบอกความจริง “ฉันเคยทำคนตกน้ำตอนไปแคมป์ปีที่แล้ว มันยังฝังใจอยู่” ขวัญเงียบ ญาณินลอบจับมือเขาเบา ๆ ศิลาน้ำตาซึมแต่ฝืนยิ้ม “ขอโทษนะ ฉันกลัวตัวเองเหมือนกัน”
เช้าวันถัดมา ขวัญกับจอมยุทธ์แอบปีนหน้าผา หวังจะเห็นดวงไฟหรือเรือในทะเลยามเช้า ขวัญแหย่ “ถ้าเราติดอยู่ที่นี่ตลอดชีวิต นายจะทำอะไร?” จอมยุทธ์กระพริบตา “…คงแต่งนิทานหลอกผีเล่นทุกคืน” ทั้งคู่หัวเราะ เสียงหัวเราะนั้นเบาเหมือนหมอกกระจาย
ใต้ต้นไม้ใหญ่ หล่อกับวินนี่พูดคุยกันเรื่องบ้าน วินนี่ลอบปัดน้ำตา หล่อหยิบก้อนหินกลม ๆ มอบให้ “เก็บไว้นะ เวลาเครียดบีบทีนึง” วินนี่หัวเราะ “ขอบคุณ เธอแปลกดีนะ”
จู่ ๆ รอยเท้าประหลาดที่ศิลาพบวันแรกกลับลามใกล้ขึ้น ญาณินเริ่มระแวงขีดสุด “วันนี้ให้ทุกคนอยู่ในสายตาฉัน ห้ามแยกตัวเด็ดขาด” พนแซวขำ “หืม แม่หมีแล้วเหรอ?” ญาณินเขม่นขวัญ “เธออย่าเลยนะ!”
หลังมื้อเย็น กลุ่มได้ยินเสียงกระซิบจากเนินสูง “กลับบ้านเถอะ…” ทุกคนขนลุก ญาณินจับมือหล่อแน่น ศิลากำกระเป๋าจนเส้นเลือดปูด
ตกกลางดึก ขวัญแอบเห็นจอมยุทธ์นั่งร้องไห้ข้างกองไฟ จึงเดินไปนั่งข้าง ๆ “นายกลัวอะไร?” จอมยุทธ์พูดเสียงสั่น “กลัวต้องอยู่คนเดียวตลอดไป” ขวัญยิ้มบาง “ฉันด้วย” ทั้งสองเงียบยาว ต่างคนต่างคิดถึงบ้านกับใครบางคนที่ทิ้งไว้ข้างหลัง
รุ่งเช้า ญาณินกับหล่อวางแผนสำรวจอีกเส้นทาง พบปากถ้ำลับ ท่ามกลางความมืดมิด วินนี่ตะโกนด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เข้าไปเลย! ถ้ามีสมบัติจะไม่แบ่งนะ” เสียงหัวเราะแผ่วเบา หล่อถอนหายใจ “โวยวายแบบนี้ เดี๋ยวผีตกใจหนีหมด”
จู่ ๆ ภายในถ้ำมีเสียงดัง โครม! ก้อนหินถล่มปิดปากถ้ำ ศิลารีบเข้าไปช่วย หล่อแกล้งร้องเสียงโหวกเหวก “ช่วยด้วย ฉันติดอยู่กับผู้หญิงบ้าพลัง!” วินนี่ต่อว่ากลับ “ถ้าฉันตาย นายต้องรับผิดชอบ!”
ด้านนอก ขวัญกับจอมยุทธ์นำกลุ่มพยายามหาวิธีงัดหิน ญาณินตะโกนถาม “ข้างในโอเคไหม?” วินนี่แทบจะกรีดร้อง “ถ้าหนูรอดออกไป ฉันจะหยุดด่าคนสามวัน!”
วิกฤติช่วยชีวิตกินเวลานาน ศิลาเงียบ ๆ พยายามใช้ไม้ค้ำ ขวัญดุล “ต้องแรงกว่านี้” จอมยุทธ์กระซิบ “อย่าเพิ่งท้อ…” ใบหน้าทุกคนเคร่งเครียด
ในที่สุด ทั้งกลุ่มร่วมด้วยช่วยกันผลักหิน ก้อนหินเคลื่อนออก วินนี่กับหล่อผลักกันออกมา หัวเราะทั้งน้ำตา ญาณินโผกระโดดกอดทุกคนพร้อมเสียศูนย์ซะเอง
คืนนั้น ทุกคนรวมตัวรอบกองไฟ ศิลาพูดเบา “ถ้าเราเอาชีวิตรอด เราจะทำอะไรต่อ?” พนหัวเราะ “กลับไปเติมน้ำมันก่อน!” ทุกคนระเบิดเสียงหัวเราะ วินนี่กระซิบเบา “…หวังว่าจะได้กลับ”
รุ่งเช้า พบร่องรอยเก่า ๆ ของชาวประมงทิ้งไว้ กองเครื่องยนต์พัง ขวัญเดินดูเงียบ ๆ พลันหยิบผ้าพันคอขาด ๆ ขึ้นมา แววตาเศร้ารวดเร็วแต่มุมปากยังยิ้ม “ขอจิ๊กไปทำธงดีไหม?” จอมยุทธ์นั่งลงข้าง ๆ “ฉันจะวาดหน้าตลกให้”
ในขณะที่วาดธง กลุ่มมีความหวังใหม่ ญาณินจัดเวรยาม หล่อเดินเก็บน้ำฝน วินนี่สะสมเปลือกหอย ศิลาเก็บฟืน ขวัญกับจอมยุทธ์สร้างธง ทั้งหมดดูเป็นทีมที่ประหลาดแต่เหนียวแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
พลันเสียงหวูดเรือหาปลาลอยมาแต่ไกล ทุกคนวิ่งกรูกันขึ้นเนิน “ส่งสัญญาณ!” ขวัญชูธงอย่างภูมิใจ มิตรภาพ ความกล้าหาญ และเสียงหัวเราะพลุ่งขึ้นพร้อมกัน
ก่อนที่เรือจะเทียบท่า ญาณินมองรอบวง ทุกคนต่างมีรอยแผล รอยยิ้ม น้ำตา วินนี่ลูบหินในมือ หล่อเงียบ ๆ เก็บธงผ้าไว้ ศิลาวางกระเป๋าแล้วพูดเสียงกังวาน “เราทุกคน เปลี่ยนไปแล้ว จริงไหม?”
เสียงหัวเราะกลบเสียงคลื่น ฝุ่นควันและเศษซากอดีตบนเกาะนั้น ไม่อาจเทียบเทียบรอยแผลแห่งการเติบโต อารมณ์ขันยามวิกฤติ ขวัญหันกลับไปเหลียวตรึกตรอง “คงไม่มีใครอยากกลับมาอีก…แต่ก็จะไม่ลืมเกาะนี้ตลอดชีวิต”
ท้ายสุด ภาพสุดท้ายคือขวัญยืนบนหัวเรือ หัวเราะทั้งน้ำตากับผ้าธงโบกปลิว เป็นหลักฐานว่าทุกความกลัว ต่างฝ่าข้ามด้วยเสียงหัวเราะและมิตรภาพแท้ที่ไม่มีวันลบเลือน