เงื่อนปมแห่งเกาะลอยฟ้า
ลมแรงจัดจนเสียงอื้ออึงในหู อคินลืมตาขึ้นกลางลานโล่งกว้าง บนผิวหินที่เย็นเฉียบ ร่างกายเขาตึงปวดไปหมด ขอบฟ้าที่เห็นตรงหน้าไม่ใช่เส้นขอบฟ้าบนดิน หากแต่เป็นหมอกบางขาวขุ่นที่ล้อมรอบ เขาค่อยๆ ยันกายลุกนั่งอย่างงุนงง สายตาพบกำแพงศิลาเก่าแก่ปรากฏอยู่รายรอบ และกลิ่นเกลือคละเคล้าดินหอมแปลกปลอมลอยโชยมาตามสายลม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงหวีดหวิวแล่นผ่านมา อคินมองไปยังต้นกำเนิด เห็นเด็กสาวผมเหมือนหญ้าขึ้นดกวาวกับสาหร่าย สวมผ้าคลุมปักลายเมฆเดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้ากังวล “นายเป็นใคร?” เธอถามอย่างระวัง จ้องตาเขาเหมือนจ้องหาสัตว์ประหลาดในเงามืด
อคินลังเล สะดุ้งน้อยๆ ก่อนตอบเบา ๆ “ผม…ชื่ออคิน ผมไม่รู้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง คุณคือ…?”
เด็กสาวนิ่งไปชั่วครู่ สายตาไหววูบเหมือนชั่งน้ำหนักคำตอบ “ฉันชื่อเทียน่า นี่เกาะลอยฟ้า ถ้านายไม่ใช่ลูกบ้าน…นายก็คง—”
ก่อนคำพูดจะหลุดพ้น เด็กชายตัวเล็กผมยุ่งๆ กับหญิงวัยกลางคนกึ่งลากกึ่งวิ่งพรวดมาทางพวกเขา เทียน่าพยักหน้าให้พวกเขาด้วยใบหน้ากล้ำกลืน แล้วเอ่ยเสียงเบา “อย่าให้น้าอัลรู้ว่านายมาคนเดียว เขาไม่ชอบแปลกหน้า”
ในขณะที่อคินกำลังพยายามรวบรวมความกล้า ผู้หญิงคนนั้น—น้าอัล—มองเขาคมกริบ “แกเป็นใคร? มาจากไหน?” น้ำเสียงแฝงแววตึงเครียด
อคินยืนนิ่งอึดอัด จ้องเท้าตัวเอง ไม่กล้ามองตาใคร เทียน่าเข้ามายืนข้างเขา “เขาล้มอยู่ริมโขดหิน น่าจะหลงมา…”
น้าอัลขมวดคิ้ว “ถ้าพูดจริง ก็ตามมาหาข้างใน ไม่มีหรอกใครหลงขึ้นเกาะนี้ได้ง่าย ๆ” เธอหมุนตัวเดินนำ ทุกคนขยับตามอย่างจำนน
ดวงอาทิตย์ยังคงลอยต่ำเหนือขอบฟ้า ที่นี่ไม่มีใครยิ้มให้ใครจริงจัง หมู่บ้านหินที่ทุกบ้านมีเครื่องรางไม้แขวนประตู ทำให้รู้สึกเหมือนทุกหลังคากำลังจับตามองอคินด้วยความระแวดระวัง
บ้านของเทียน่าเรียบง่ายแต่แข็งแรง ข้างในกลิ่นกำยานฟุ้ง เทียน่าเอามือแตะแขนเขา “นายไม่ต้องกลัวนะ ถ้ามีอะไรพูดกับฉันได้ทุกเมื่อ”
อคินไม่ได้ตอบ แต่สายตาที่มองเทียน่าเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจและ…เศร้าลึกซึ้ง เขากำผ้าคลุมแน่น มองสัญลักษณ์จารึกบนผนังบ้าน—วงกลมล้อมด้วยเกล็ดคล้ายปีกนก—อย่างสงสัย
คืนแรกที่นี่เงียบงัน เสียงสวดมนต์แผ่ว ๆ ลอยมากับสายลม อคินนั่งชิดประตู พยายามหลับตา ทว่าในใจเต็มไปด้วยคำถาม กลิ่นหอมของกำยานกลับเย้ายวนให้นึกถึงบ้าน…บ้านที่เขาเลือกจะไม่พูดถึงอีกต่อไป
รุ่งเช้า อคินลุกขึ้นเดินย่องออกมาดูรอบหมู่บ้าน เด็กๆ ในหมู่บ้านจับกลุ่มกันมองเขาเป็นตาเดียว กระซิบกระซาบกันเบา ๆ เขาเห็นเด็กหนุ่มอายุไล่เลี่ยกับเขาชื่อเซฟ—เด็กนิ่ง ขรึม มีรอยช้ำใต้ตา เซฟเดินมาใกล้ “นายจะอยู่ที่นี่นานแค่ไหนล่ะ?” เสียงสั่นคล้ายไม่เริ่มเอง
อคินอ้ำอึ้ง “…ฉันไม่รู้ ฉันแค่ไม่อยากกลับไปที่เดิมนั่นเอง”
เซฟจ้องหน้าเขา “มันไม่มีใครอยากอยู่ที่นี่จริง ๆ หรอก นายรู้มั้ย? ถ้านายไปทางป่าท้ายเกาะก็จะรู้เอง…แต่ฉันเตือนไว้ก่อน”
“เตือนอะไร?”
เซฟถอนหายใจ เดินผละไปไม่มีคำอธิบาย ทิ้งคำพูดนั้นไว้ในอากาศ อคินมองไปยังปลายป่าอย่างลังเล…
เย็นวันเดียวกัน เทียน่าชวนอคินไปขนฟืนในป่า ป่าท้ายเกาะทั้งหมอกขาวและกลิ่นชื้นปกคลุม อคินเริ่มคุ้นกับน้ำเสียงเทียน่า เธอเล่าเรื่องตลกขบขันเกี่ยวกับ ‘คุณยายบิน’ ที่มีร่มวิเศษ แต่บทสนทนาหยุดชะงักลงเมื่อเธอหยิบหัวข้อสำคัญขึ้นมา
“นายมีบ้านไหม?”
อคินนิ่ง เลี่ยงสายตา “…ฉันเคยมี แต่มันไม่ได้มีอีกแล้ว”
เทียน่าสังเกตสีหน้าของอคิน “ขอโทษนะที่ถามแบบนั้น…”
เพียงครู่ในเงื้อมไม้ เสียงผิดปกติดังแว่ว เด็กชายตัวเล็กที่เคยเห็นปะทะกัน สบตาอคินแล้ววิ่งหายเข้าไปในป่า อคินรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล เทียน่าเร่งฝีเท้า “รีบกลับกันเถอะ”
ในคืนนั้นเอง เด็กชายตัวเล็กคนนั้นกลับหายตัวไป ไม่มีใครในหมู่บ้านพบเขา เทียน่าหลบตาทุกคน สีหน้าเต็มไปด้วยความกลัว อคินรู้สึกผิดแปลกในใจ—เขาเคยเห็นเด็กคนนั้นครั้งสุดท้าย…
เสียงชาวบ้านโกลาหล น้าอัลร้อนใจ พวกผู้ใหญ่เริ่มออกค้นหา ทุกคนต่างกล่าวโทษสายลมและคำสาปเก่าแก่บนเกาะว่าเป็นต้นเหตุมาตลอด อคินเฝ้ามองการวุ่นวาย เขากำหมัดแน่น เจ็บในใจเพราะรู้สึกถึงบาดแผลบางอย่างกำลังเปิดกว้างขึ้นอีกครั้ง
เช้าตรู่ อคินพบเซฟนั่งอยู่ริมหน้าผา สายลมพัดผ่านจนเสียงหายไป เสียงพูดของเซฟแผ่วเบา “ตั้งแต่ฉันเสียพ่อ ฉันก็ไม่อยากพูดกับใครแล้วนะ”
อคินอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับได้แค่นั่งข้าง ๆ เงียบ ๆ
“นายกลัวอะไร?” เซฟหันมาถาม จ้องเขานิ่ง
เด็กหนุ่มอมยิ้มเศร้า “กลัวเสียทุกอย่าง กลัวไม่มีบ้านอีก กลัวว่าถ้าไว้ใจใครมากไป…จะต้องเสียใจที่หลัง”
เซฟนิ่งไป ถอนหายใจยาว แล้วพูดเบา ๆ ว่า “ทุกคนบนเกาะนี้กลัวอะไรสักอย่างทั้งนั้นแหละ”
กลางดึกคืนนั้น อคินฝันเห็นเงาดำขนาดใหญ่โฉบลงจากหมอก แลบลิ้นยาวเหมือนงู เสียงของเด็กชายที่หายไปแว่วมาในฝันว่า “ช่วยด้วย…” อคินสะดุ้งตื่นเหงื่อโทรมกาย
วันรุ่งขึ้นเขาเริ่มตั้งใจสังเกตสัญลักษณ์รอบหมู่บ้าน—พบว่าวงกลมปีกนกนั้นถูกขูดขีดไว้ที่ประตูบ้านที่เด็กชายหายไป อคินเล่าให้เทียน่าฟัง เทียน่าหน้าเสียและสารภาพว่า “นั่นเป็นเครื่องรางป้องกัน ร้อยปีนี้มีเด็กหายหลายครั้ง ทุกครั้งก่อนหน้าบ้านจะมีสัญลักษณ์พวกนี้ด้วย”
“ทำไมทุกคนเชื่อว่ามันเป็นคำสาป?” อคินถาม
เทียน่าเงียบไปราวลังเล น้ำเสียงสั่น “มีเรื่องเล่าว่า อดีตเคยมีใครคนหนึ่งทรยศเกาะนี้ คนคนนั้น…นำคำสาปมาสู่พวกเรา”
อคินใจเต้นแรง ไม่ใช่เพราะกลัวคำสาป แต่เพราะเรื่องราวคล้ายอะไรในชีวิตตนเองที่เขาไม่อยากเผชิญ
คืนนั้นกลุ่มเด็กๆ ในหมู่บ้านตัดสินใจตั้งเวรยาม เพราะทุกคนกลัว แต่เซฟกลับไม่หยิบอาวุธเหมือนคนอื่น เขานิ่งเงียบเดินเข้าไปในป่าเพียงลำพัง อคินเห็นเข้ารีบตามไป
“นายจะไปไหน?”
เซฟตอบเสียงห้วน “ฉันจะพิสูจน์ว่าคำสาปน่ะ ไม่มีอยู่จริง”
ทั้งสองเดินฝ่าหมอกสู่เบื้องลึก เสียงเทียน่าไล่ตามมา “นายจะทิ้งเพื่อนจริงๆ ใช่ไหม?” เซฟหยุดเดินกะทันหัน หันมามองเทียน่า บรรยากาศตึงเครียดจัด
“ฉันไม่กลัวอะไรแบบนั้น”
อคินเอื้อมมือแตะบ่าเซฟ “อย่า…ฉันขอโทษ ถ้าฉันไม่พูด เด็กคนนั้นอาจ…ไม่หายไปก็ได้”
เซฟชะงัก ลมหายใจสั้น อารมณ์ในตาสะท้อนความกราดเกรี้ยว “นายโทษตัวเองตลอดเวลาแล้วมันช่วยอะไรได้!” เขาตะคอกก่อนเดินลับไปในเงาไม้
เสียงหวีดหวิวของลมเกิดดังขึ้นอีกครั้ง พวกเขาสามคนลังเลแต่ก็เดินลึกเข้าไปในป่าด้วยกัน ในความมืดและละอองหมอก อคินเริ่มหวาดผวา เขาระแวงว่ามีบางสิ่งจ้องมองอยู่ตลอดเวลา
ทันใดนั้น กลุ่มหมอกขยับเหมือนมีชีวิต เงาดำโผล่ออกมาในพุ่มไม้ เด็กชายที่หายตัวไปยืนตัวสั่นอยู่ด้านใน เธอสะอื้น “มันจับฉันไว้…”
อคินรีบวิ่งเข้าไปคว้าแขนเด็กคนนั้น เทียน่าสวดมนต์เป็นภาษาประหลาด เส้นลมหอบไหว บรรยากาศปั่นป่วน เงาดำเข้าประชิด เซฟปรี่เข้าช่วยอีกแรง
ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุด อคินตัดสินใจ—ด้วยเสียงกรีดร้องในใจ—คว้าสัญลักษณ์วงกลมปีกนกที่เคยเห็น ขูดเป็นรอยบนพื้นดิน เงาดำหยุดชั่วขณะก่อนจะดึงลมหอบสุดท้ายหายไป หมอกแตกกระจาย
เสียงเด็กร้องไห้ เทียน่าโผเข้ากอด มิตรภาพระหว่างสามคนแน่นแฟ้นขึ้นในความตื่นกลัว อคินทรุดลงกับพื้นเหนื่อยหอบ แต่แววตาสะท้อนความกล้าที่ฝืนออกมาจากใจ
เด็กชายที่หายไปปลอดภัยแต่วิตกจริต ทุกคนกลับหมู่บ้านพร้อมกัน สายตาชาวบ้านมองทั้งกลัวและชื่นชม หลายคนเข้ามาขอบใจอคินแต่ด้วยสายตาสงสัย
น้าอัลถามเสียงเย็น “เธอทำอะไรในป่า?”
อคินกลืนน้ำลาย “ผมแค่อยากพาคนกลับมา ผมแค่ไม่อยากเสียใครไปอีก…”
น้าอัลนิ่งไป ก่อนพึมพำเบา ๆ ว่า “ในที่สุดก็มีคนกล้ายืนหยัดกับคำสาปนี่”
หลายวันต่อจากนั้น หมู่บ้านค่อย ๆ คืนความสงบ แต่มิตรภาพของทั้งสาม–อคิน เทียน่า เซฟ—แน่นแฟ้นขึ้น เทียน่าบอกกับอคิน “บางที…นายอาจจะมีบ้านที่นี่ในที่สุด”
อคินหันมามองเธอ ยิ้มทั้งน้ำตา “ฉันจะลองเชื่อดูสักครั้ง”
เมื่อฤดูเปลี่ยน เมฆหนาขึ้น อคินรับหน้าที่ดูแลเครื่องรางของหมู่บ้าน เขากล้าสบตาเช้าวันใหม่ ไม่กลัวการสูญเสียอีกต่อไป ในใจเข้าใจดีว่าบ้าน—บางทีมันคือคนที่เรากล้าไว้ใจและปกป้อง แม้ว่ามันจะเสี่ยงต่อการเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม
เสียงหัวเราะของเด็กๆ ลอยอยู่เหนือหมอก อคิน เทียน่า เซฟ ยืนอยู่ริมหน้าผา สายลมและแสงอาทิตย์โอบล้อมทุกคนไว้ด้วยความหวังใหม่ บนเกาะลอยฟ้าแห่งนี้ ภาพสุดท้ายคือวงกลมปีกนกที่อคินวาดไว้กับพื้น ลมแรงจัดยังพัดวูบแต่ในใจกลับอบอุ่นและมั่นคงยิ่งกว่าเก่า