คืนเพลิงในสตูดิโอศิลปะ
แสงไฟหลอดนีออนในสตูดิโอศิลปะขนาดกลางใจกลางย่านเก่าเปล่งประกายกระพริบเป็นจังหวะแปลกประหลาด ราเมศยืนอยู่ข้างหน้าภาพเขียนผืนใหญ่ ฝุ่นขาวกระจายรอบร่าง บนพื้นใกล้กัน ม่านจันทร์กำลังปาดสีใส่ผ้าใบเล็ก ๆ ด้วยสีหน้าแน่นิ่ง ส่วนณรัชชายหนุ่มร่างสูงที่หลังเพิ่งโก่งจากการขนเฟรม เดินวนไป-มาระหว่างชั้นวางอุปกรณ์ด้านหลัง กวินท์นั่งขดตัวเงียบอยู่ข้างเตาไฟฟ้า กระเป๋าเป้ถูกวางระเกะระกะใต้เท้า ความเงียบงันหนักอึ้งราวกับฝุ่นผงที่ลอยค้างในอากาศ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ราเมศ แกจะนั่งจ้องไปอีกกี่คืนวะ” เสียงณรัชดังขึ้นคล้ายระบายความเครียด ม่านจันทร์สะดุ้งเล็กน้อยก่อนแกล้งทำเป็นยุ่งกับจานสี กวินท์ไม่ละสายตาจากขวดน้ำชาในมือ
ราเมศเงียบ กวาดตามองทุกคนอย่างลังเล “ก็…ถ้าวันนี้แกไม่วาดต่อ แกอาจจะไม่ได้จบงานนี้อีกเลย” เสียงนั้นเบาจนแทบไม่ได้ยิน ทว่าแฝงความเศร้าลึกซึ้ง
ณรัชถอนใจ “แกรู้อยู่นี่ว่าปีนี้ต้องแคปสโตน — แม่ง ถ้ายังไม่จบจะโดนไล่ออกยกแก๊งเลยมั้ย” เขาวางเฟรมลงเสียงดัง
ม่านจันทร์ขบกรามแน่น ลอบมองกวินท์ที่ยังนิ่ง “แต่ถ้าทำโดยไม่ได้ตั้งใจ ผลงานจะเป็นยังไงเหรอ” เธอถามเบา ๆ
ราเมศก้มหน้า “แม่กูไม่เข้าใจศิลปะ กูก็เลยต้อง —” เขาหยุดกะทันหัน เมื่อจู่ ๆ ระฆังใบเก่าที่แขวนมุมห้องสั่นงึก ๆ ราวกับมีลมพัดไม่มีใครเห็น
เสียงแก้วกระทบโต๊ะทำให้ทุกคนผงะ กวินท์ลุกขึ้น เงาสะท้อนใบหน้าจากหน้าต่างบิดเบี้ยว “…เมื่อกี้ใครไปแตะ?” เขาชี้ไปที่ระฆัง
ทุกคนส่ายหน้า เหงื่อเม็ดเล็กๆ เริ่มซึมตามไรผมของเฉพาะราเมศ
ม่านจันทร์ทำท่าจะพูดอะไร แต่เสียงกระจกแตกดังขึ้นจากห้องน้ำข้างสตูดิโอ ทุกสายตาหันควับ ราวกับโลกทั้งใบหยุดนิ่ง ณรัชเดินนำหน้าออกไปช้า ๆ
บานประตูห้องน้ำเปิดแง้ม ในนั้นไม่พบใคร เศษแก้วกระจายรอบชามน้ำที่กวินท์ใช้ล้างพู่กัน “เมื่อคืนก็เกิดแบบนี้…” เสียงเขาเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ
ราเมศมองหน้ากวินท์ “หมายความว่าไง? แกเคยเจอเหรอ?”
ม่านจันทร์กลืนน้ำลาย “หรือเราควรโทรหาอาจารย์ดี?”
ณรัชหัวเราะสั้น ๆ แบบฝืดฝืน “จะไปกลัวไร ของตกแตก …หรือว่ามีผีในสตูนี้วะ?”
ทุกคนหัวเราะแผ่วเบาแต่ขม; ไม่มีใครกล้าพูดต่อ
กวินท์เดินกลับมาที่เตา ด้วยสีหน้ากังวล “แม่ง ถ้ามันมีจริง ๆ ล่ะ…”
เสียงสายลมหวีดหวิวลอดเข้าต่าง เหมือนเสียงคนกระซิบ ราเมศขยับเข้าใกล้จิตรกรรมของตัวเอง มือไม้สั่นพร่า
“จะว่าไป…” ณรัชเปรย “ทำไมแกถึงวาดไม่จบสักทีวะ?”
ราเมศเม้มปากแน่น ไม่ตอบ เขาค่อยๆ หยิบพู่กันขึ้นมือ …และมือของเขาเย็นเฉียบจนสะดุดใจตัวเอง
ม่านจันทร์เดินมาเงียบ ๆ วางมือบนไหล่ราเมศ กระซิบเบา “แกไม่ต้องกลัว บางที …แค่อดีตมันยังตามมาหา”
เสียงหัวเราะแผ่วเบาของผู้หญิงดังจากมุมห้อง ทุกคนหันขวับ …แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
ณรัชขอออกไปสูบบุหรี่ที่ระเบียง ท่ามกลางหมอกควันจากไฟถนน กลิ่นน้ำมันสนคลุ้ง ม่านจันทร์ชำเลืองตามเงาบนผนังอย่างระแวดระวัง “แกเชื่อเรื่องอาถรรพ์ไหม?” เธอถามกวินท์ คำตอบไม่มี …มีแต่เสียงเครื่องมือศิลป์ที่ล้มหงายลงเองทีละชิ้น
ราเมศจ้องผลงานตรงหน้า มือเริ่มสั่นจนคุมไม่อยู่ “กูเคยโกงไอเดียรูปนี้มาจากคนอื่น …กูผิดเอง” เขากระซิบกับตัวเอง แต่เสียงนั้นดังกว่าใจคิด
ณรัชเพิ่งเข้ามา …ได้ยินข้อความ ริมฝีปากขยับเล็กน้อย “ถ้าแกสารภาพ ตอนนี้จะสายไปมั้ย?”
ม่านจันทร์มองราเมศ น้ำตาคลอ “ทุกคนล้วนมีของที่ซ่อนไว้ …แค่เป็นคนกล้าจะยอมรับหรือเปล่า”
กระแสไฟห้องขาดพรึ่บ ทิ้งทุกคนไว้ในความมืด สายลมเย็นวาบเฉียดผ่าน กวินท์กำผ้ากันเปื้อนแน่น
เสียงฝีเท้าดังใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ จากบันไดไม้ด้านข้าง ไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไร สายตาทุกคู่แทบหยุดหายใจ กำแพงห้องเย็นเยียบผิดธรรมดา
ม่านจันทร์เอื้อมมือคว้าราเมศ พลางถามเสียงเครือ “เกิดอะไรขึ้นกับรูปนั้นกันแน่?”
ราเมศส่ายหน้า ดวงตาแดงก่ำ “กู…แค่ อยากดัง กูขโมยไอเดียรูปนี้จากรุ่นพี่ที่ตายไปเมื่อปีที่แล้ว” เสียงเขาสั่นสะท้าน
ณรัชสบตากับกวินท์ ริมฝีปากขยับและหยุด “…งั้นผีที่อยู่ที่นี่…” กวินท์พูดไม่จบ
เงามืดรูปร่างคล้ายผู้หญิงค่อย ๆ ปรากฏออกมาจากมุมห้อง แสงจากมือถือที่ม่านจันทร์ถือส่องให้เห็นใบหน้าเศร้า ๆ ของเธอ ทุกคนตะลึงงัน
“หนู…อยากให้รูปจบตามความตั้งใจ” เสียงผู้หญิงเงียบ ๆ ปรากฏขึ้นในอากาศเย็นชา ราเมศแทบทรุด
หัวใจของแต่ละคนเต้นแรงจวนแตก ณรัชสูดหายใจ “ขอ…ขอโทษนะครับ อะไรคือสิ่งที่คุณต้องการ?”
เงานั้นหันหน้ามาหราเมศ “ขอให้ภาพนี้สะท้อนความจริง ไม่ใช่ความผิด – ไม่ใช่เรื่องโกหก”
น้ำตาราเมศไหลอาบแก้ม ม่านจันทร์ค่อย ๆ ก้าวถอย ราเมศทิ้งพู่กันบนพื้น แน่นิ่งชั่วขณะ ก่อนจะนั่งลงเบื้องหน้าผลงาน
กวินท์เอ่ยเบา ๆ “จะทำยังไงต่อ?”
ราเมศเงยหน้า ดวงตาถือศักดิ์ศรีและความเสียใจ “ฉันจะวาดรูปนี้ใหม่ด้วยตัวเอง โดยไม่โกงใครอีก” เสียงหนักแน่นเต็มไปด้วยความกลัวและความกล้า
เงาผู้หญิงค่อย ๆ เลือนหายแทรกไปกับอากาศ ความรู้สึกหนักในห้องคล้ายถูกปลดปล่อย
ณรัชยันตัวนั่งกับพื้น มองเพื่อนทั้งสาม “เราเคยพลาด แต่คืนนี้อย่างน้อย …ยังได้กล้ายอมรับ”
ม่านจันทร์หัวเราะเยาะตัวเองน้ำตาซึม “บางทีศิลปะก็เหมือนความผิด–ต้องกล้ายอมรับว่ามีบ้าง?”
เสียงนาฬิกาเดินต่อไปอย่างเชื่องช้า ราเมศเริ่มวาดภาพใหม่ ท่ามกลางความเงียบสงบ น้ำตายังเปื้อนแก้มแต่สีในมือก็แน่วแน่ขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ความสั่นในใจพลันเปลี่ยนเป็นพลังใจชีวิต
แสงเช้าแรกแทรกผ่านกระจก ทอแสงอ่อนบนผลงานใหม่ ซึ่งเป็นจิตรกรรมที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ราวกับสิ่งลึกลับได้ถูกเปิดเผยและปลดปล่อยในคืนนั้น