เงาบนผนังที่ไม่มีใครพูดถึง
ยามเย็นของต้นฤดูฝน เส้นทางลูกรังที่เคลียบไปด้วยต้นสักสูงตระหง่านเงียบจนได้ยินเสียงรองเท้าบนกรวดแม้จะเดินคนเดียว หนึ่ง-ธนพงศ์ อาจารย์หนุ่มวัยยี่สิบห้าเดินลากกระเป๋าขึ้นบ้านพักครูไม้เก่าแก่หลังใหญ่ ถัดจากโรงเรียนประถมกลางหมู่บ้านซึ่งแม้จะเพิ่งหกโมงเย็น ฟ้าก็ครึ้มและเหมือนทั้งชุมชนถูกขังอยู่ในเงาของต้นไม้ รู้สึกเหมือนที่นี่ไม่มีใครอยากพูดเสียงดัง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงบานพับเก่าครางเอื่อยเมื่อเขาเปิดประตู เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นเต็มไปด้วยฝุ่นและผ้าม่านซีดจนแทบดูไม่ออกว่าตั้งใจใช้สีอะไร หนึ่งโยนกระเป๋าทิ้งลงบนโซฟาแคบแล้วเดินตัดไปเปิดหน้าต่าง ถึงกับชะงักเมื่อเห็นบนผนังไม้ตรงข้าม มีรอยฝ่ามือจาง ๆ เหมือนเด็กปีนป่าย รอยนิ้วมือเหมือนจะชื้นขึ้นทุกครั้งที่มอง
เขาเดินเข้าไปใกล้ ลูบรอบเบา ๆ ก่อนไปล้างมือทิ้งในห้องน้ำ เปิดน้ำจนไหลท่วมหัวนิ้วสั่น แต่รอยบนฝ่ามือยังรู้สึกอุ่นแผ่ว ๆ ติดอยู่ พอเงยหน้าส่องกระจก เห็นเงาของตัวเองมุมปากกระตุกเบาอย่างไร้เหตุผล
คืนนี้หนึ่งจมในห้องนอนที่ผนังตะปุ่มตะป่ำเหมือนเคยมีอะไรโตเกาะฝังข้างใน เขานอนตะแคงเอียงหน้าหลีกสายตาจากรอยมือ เปลือกตาหนักลงด้วยเสียงกบและจิ้งหรีดที่ต่างจากความคุ้นเคยในเมือง หมอนเปียกชื้นกลิ่นอับเหมือนมีของหายใจใกล้ ๆ
รุ่งเช้า เขาตื่นด้วยเสียงกริ่งโรงเรียน หยิบเสื้อใหม่ที่ค้นจากกระเป๋าขึ้นมาใส่ ขณะเดินจะออกบ้านเหลือบเห็นรอยมือดูจะมากกว่าคืนแรก ร่องนิ้วเพิ่มอีกหนึ่ง จางบางจุดเข้มบางจุดจนนึกแปลกใจ แต่รีบขับไล่ฟุ้งซ่านด้วยการผลีผลามเดินออกไปยังโรงเรียน
ที่ห้องพักครู อาจารย์โสภณ หัวหน้าครู ให้อารมณ์คล้ายแมวดำขี้ระแวงนั่งอยู่ริมหน้าต่าง “คืนนี้นอนหลับดีไหมครูหนึ่ง?” คำทักทายแฝงรอยล้อเลียนกับสายตาพิกล หนึ่งยิ้มกลบเกลื่อนแล้วเปลี่ยนเรื่องถามถึงหลักสูตรการสอน นักเรียนในห้องแต่ละคนดูก้มหน้าทุกครั้งเขาเดินเข้าไป แม้แต่เด็ก ๆ ก็เหมือนมีอะไรอุบอั้น ไม่กล้ามองตา
ช่วงสาย หนึ่งเดินสวนกับ ป้านอม เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดประจำโรงเรียนแกเงียบและก้มหน้าเช่นเดียวกับใคร ๆ ในหมู่บ้าน เขาทักทายแต่เธอตอบแบบไม่สบตา เหมือนกลัวนักกับคำถามทุกชนิด เขาพยายามถามว่าบ้านพักหลังนั้นมีอะไรรึเปล่า แต่เธอแค่หลบสายตา มือหล่นหยุดถูผ้า แล้วพูดเบา ๆ ว่า “อยู่เงียบ ๆ เถอะ จะไม่เหนื่อย ไม่เจ็บตัว”
คืนนั้นระหว่างทำการบ้านเด็ก พบซองจดหมายเก่าติดมุมตู้ สมุดบันทึกเก่าเหลืองบนแผ่นรองเขียน หนึ่งเปิดอ่านทีละแผ่น ตัวอักษรขยุกขยิก เหมือนลายมือเด็กประถม พูดถึงการแอบเล่นหลังโรงเรียน เสียงคนเรียกจากใต้ถุนบ้าน แล้วมีอยู่หน้าหนึ่งที่ถูกฉีกขาดตอนจบ เหลือสิ่งสุดท้ายว่า “ถ้าใครเห็น อย่าส่งเสียง”
เสียงประตูหลังบ้านปิดดังปึง เขาสะดุ้ง รีบลุกเดินไปสำรวจแต่ไม่พบอะไร มีเพียงลมเย็นฉ่ำกับเงาพลิ้วของต้นมะฮอกกานีไกวไปมา รอยมือบนผนังวันนี้เหมือนมีละอองน้ำปรากฏตรงขอบบานหน้าต่าง เลอะบนผ้าปูเตียงที่เขาแน่ใจว่าเปลี่ยนใหม่ก่อนนอน
เขาถามครูโสภณในวันต่อมาว่า บ้านหลังนี้มีคนอยู่ก่อนไหม แล้วทำไมทุกคนถึงดูไม่อยากเข้าใกล้ ครูโสภณหลบตา “เมื่อก่อนครูเกษียณชื่อครูแดงอยู่…แต่แกป่วยตายไปแล้ว คนนอกก็ว่าปกติ มันก็เมืองเงียบ ๆ นี่แหละ” แล้วสารภาพคล้ายขอร้องว่าให้หนึ่งอดทนถึงสิ้นปี อย่าย้ายออกเหมือนครูก่อน ๆ
วันหนึ่งในขณะที่หนึ่งนั่งจัดห้อง เริ่มเห็นเงาลาง ๆ ในกระจกเงาบนชั้น เลือนเหมือนควันบาง แต่ขยับเยื้องไม่ตรงกับการเคลื่อนไหวของเขา พอลองคว้าผ้ามาเช็ดกระจกกลับพบแค่ภาพตนเองมุมปากกระตุก
เสียงกระซิบเบา ๆ ดังผ่านท่อน้ำกลางดึก เหมือนเสียงเด็กหลายคน “อย่าหันกลับนะ…อย่าหันกลับ…” ทำให้เขาพลิกตัวหลายครั้ง มือกำผ้าห่มแน่น หูขวาจนชาแต่ก็ไม่กล้าออกไปสำรวจเด็ดขาด
เช้าวันหยุด เขาเจอรอยมือสดใหม่บนประตูห้องนอน ร่องนิ้วลึกขึ้นกว่าทุกวันที่ผ่านมา หนึ่งเริ่มรู้สึกถึงแรงกดดันผิดปกติ ไม่อยากอยู่นาน แต่ความจำเป็นเรื่องงานและภาระที่บ้าน ทำให้เขายังคงต้องฝืนอยู่ต่อไป ทั้งที่หวาดหวั่นจนแทบจะทนไม่ได้
เขาลองโทรศัพท์ถามแม่บ้านเรื่องเดิมแต่ได้รับคำตอบว่า “ไม่ต้องไปใส่ใจหรอกจ๊ะ อยู่ ๆ ไปเดี๋ยวก็ชินเอง” อีกทั้งแขกที่แวะเวียนมาตรวจสอบกลายเป็นเดินเข้ามาเงียบ ๆ สอดสายตาสะกิดเตือน ให้อึดอัดเหมือนถูกจับตามอง
กลางคืนหนึ่ง เสียงเท้าเปล่าดังกรอบแกรบบนพื้นไม้ หยุดหน้าห้องนอน หนึ่งดึงผ้าห่มแนบหน้า เสียงเงียบสนิทจนน่ากลัว ก่อนจะได้ยินเสียงกระซิบอีกครั้ง คราวนี้คล้ายเสียงครูโสภณ “อย่าส่งเสียง ถ้ายังอยากอยู่รอด…”
วินาทีหน้านั้น รู้สึกเหมือนรอยมือกระดิกนิ้วได้ เล็บข่วนโค้งขีดลงบนฝาผนัง เสียงเสียดแหลมน่าขนลุก เขาลุกคว้าไฟฉายแล้วรีบส่อง เสียงเงียบสลายวูบไปอย่างรวดเร็ว แต่ทิ้งรอยขีดใหม่เอี่ยมไว้
เช้าวันต่อมาในขณะพูดคุยกับครูโสภณ หนึ่งเผลอหลุดปากพูดเรื่องเงาในบ้าน พอพูดจบ บรรยากาศรอบตัวเงียบวาบ ทุกคนในโรงเรียนหันมาดูราวพร้อมกัน ครูโสภณพูดเสียงต่ำว่า “บ้านนั้น…อย่าพูดออกมา อย่าทำเหมือนเห็นอะไร ถ้ามีอะไรอยู่ อย่าไปยุ่ง”
คืนนั้น เขานอนไม่หลับ ตัดสินใจเดินออกสำรวจรอบบ้านทั้งที่กลัวสุดขีด ในความมืด มีเสียงกุกกักจากใต้ถุนบ้าน มือเขาเย็นเฉียบ ค่อย ๆ ก้มลงส่องไปดูใต้ถุน รอยเงาดำขยับอย่างช้า ๆ เหมือนเฝ้ามองเขามานานแล้ว เขาถอยกรูดชนเสาไม้ลั่น แต่ย้อนถอยไม่ได้ เมื่อมองอีกครั้งเงาหายไป เหลือเพียงฝุ่นและรอยเลอะเหมือนเด็กคลานอยู่
หลังเหตุการณ์นั้น หนึ่งพยายามเปลี่ยนอารมณ์ พูดเล่นคุยขำกับเพื่อนครู แต่ไม่มีใครตอบสนองอย่างจริงใจ ทุกคนจนถึงนักเรียนดูเหมือนรับรู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นแต่ไม่เอ่ยถึงหรือช่วยอะไร หนึ่งเริ่มสังเกต ทุกบ้านในหมู่บ้านนี้มักเอาผ้าดำคลุมกระจกบ้านและเลี่ยงไม่มองเงาตัวเอง
หลังเลิกเรียนวันหนึ่ง เด็กหญิงชื่อมีนามาหาเขา เธอยืนก้มหน้า ชวนพูดถึงเรื่องเรียนมาต่อท้ายด้วยเสียงแผ่วว่า “ถ้าครูได้ยินเสียงอะไร…อย่าหันกลับนะคะ อย่าพูดออกมา…จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น” แล้วรีบวิ่งจากไป หนึ่งยิ่งสงสัยแต่ทำอะไรไม่ได้
วันรุ่งขึ้น รอยมือบนฝาผนังเพิ่มขึ้นอีก จัดเรียงคล้ายเป็นประโยค: “กลับมาด้วย…” หนึ่งเริ่มกังวลอย่างสุดขีด โทรหาคนรู้จักที่ทำงานในจังหวัด แต่ไม่มีใครกล้าหามาเยี่ยม
เขาตัดสินใจค้นหาข้อมูลบ้านพัก เจอข่าวเก่าสมัยสิบปีก่อน เล่าว่ามีเด็กนักเรียนหายในคืนหนึ่ง ไม่มีใครพบศพ และทั้งหมู่บ้านรวมถึงครูใหญ่ต่างปฏิเสธการสอบสวน บทความจบลงด้วยความเงียบของชุมชน
ในช่วงค่ำหลังเลิกเรียน ฝนตกหนัก ฟ้าร้อง หนึ่งติดอยู่ในบ้านกับไฟดับ กายชาเย็น เสียงฝีเท้าดังจากห้องนอน รอยมือบนฝาผนังเริ่มยืดยาวขึ้น เล็บขีดกระทบจนเกิดเสียงที่ชวนขนลุก หนึ่งหลบในมุมมืดอย่างหวาดกลัว
เสียงกระซิบเดิมดังใกล้ขึ้น “อยู่เงียบ ๆ จะได้ไม่เจ็บตัว…” เสียงนี้เหมือนมาจากผนัง รอยมือเริ่มขยายขึ้นจนเกือบทั่วห้อง ในมุมหนึ่งของไฟฉาย เห็นเงาเด็กนั่งขดตัวควบกับเงาผู้ใหญ่บนฝาผนังที่กำลังเอื้อมมือคว้าบางสิ่ง ร่างจริงกลับไม่มีอะไรเลย
หนึ่งสะท้อนใจถึงการหายไปของเด็กนักเรียนในข่าว กำลังตั้งสมติฐานว่าวิญญาณหรือความทรงจำในบ้านต้องการให้ใครสักคนรับรู้ เขาพยายามเอื้อมมือขึ้นลูบรอยมือบนฝาผนัง คราวนี้รอยมืออุ่นวาบและราวกับเงาบนผนังจะแตกกระจาย เสียงกรีดร้องเบาเปล่งออกมาเงียบ ๆ
วันถัดมา ในขณะทุกบ้านรวมตัวกันทำบุญปลอบขวัญ เขาสังเกตมีเด็กหญิงคนหนึ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน นั่งเงียบแอบอยู่ในมุม ผิวซีดเหมือนไม่มีกระดูก หนึ่งเดินเข้าไปทัก เธอหันหน้ามามองแล้วพูดเบา ๆ “ถ้าครูพูดชื่อหนู…หนูจะไม่หายไปอีก” ดวงตาเธอขุ่นมัวจนมองไม่เห็นตาดำ
หนึ่งลังเลสุดขีด ก่อนจะเผลอเอ่ยชื่อเด็กที่หายไปในข่าว เสียงรอบข้างดับลง คนในหมู่บ้านหันมามองเขาอย่างตกใจ เด็กหญิงยิ้มแล้วลุกเดินจากไป พอหนึ่งหันกลับไปมอง ทุกคนเงียบสนิทไม่มีใครพูดถึงเหตุการณ์นั้นอีก
รอยมือบนฝาผนังในบ้านพักคืนนั้นจางลงเกือบหาย แต่เงาแปลกที่ไม่ตรงกับตัวเขายังคงตามเฝ้าบนกระจกและในห้องนอน ทุกคราวที่เขาหลับ ตื่นขึ้นมาในเงียบงันและรู้สึกว่าถูกใครบางคนจ้องมองอยู่ในความมืดอย่างประหลาด
สุดท้าย หนึ่งยังคงต้องอยู่และสอนที่นั่นเพราะภาระ และรอยมือบนผนังค่อย ๆ กลับมาในคืนที่ฟ้าครึ้ม…