เสียงกระซิบในห้องว่าง
แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านม่านลูกไม้ฝุ่นจับ เหวี่ยงเงาบาง ๆ บนพื้นกระเบื้องที่แตกร้าว อนัญญาเอื้อมมือไปแตะประตูไม้บานหนึ่งซึ่งสีลอกเป็นชั้น ๆ ตึกนี้อยู่ในตรอกแคบหลังมหาวิทยาลัย ใกล้เคียงกับถนนที่เต็มไปด้วยเสียงแตรและตึกสูง แต่ที่นี่เงียบสงัดผิดปกติจนเหมือนทั้งย่านถูกดูดเสียงหายไป คนปล่อยเช่าชื่อคุณลำพูน ผู้หญิงวัยกลางคนพูดน้อย มีรอยแผลเป็นลึกที่ลำคอ เธอแค่พยักหน้า ไม่ถามชื่อ ไม่ถามประวัติ ขอค่าเช่าครั้งเดียวจบ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แกเช่าห้องสิบแปดนะ… ดูแลกันเองให้ดี” เสียงคุณลำพูนนิ่งเหงา ๆ ก่อนจะกลับขึ้นบันไดชั้นบนไปทิ้งอนัญญา ยุทธ และใบเตย ไว้กับกองกระเป๋าในห้องเก่าที่มีหน้าต่างบานเดียวกับม่านขาดรุ่งริ่ง
ใบเตยถอนหายใจ “ขนลุกจัง ทำไมรู้สึกว่า…อากาศที่นี่แน่น ๆ”
อนัญญารู้สึกเช่นกัน แต่เธอไม่พูด ปกติกลัวความเงียบ กลัวอยู่คนเดียว แต่ตอนนี้มาอยู่รวมกลุ่มเพราะอยากลดค่าใช้จ่าย มีโจทย์ในใจคือ เรียนจบให้ได้ และหลีกหนีบ้านพ่อแม่ที่เอาแต่บังคับทุกจุดในชีวิต
ผนังลายหยากไย่ พื้นไม้ลั่นเอี๊ยดทุกก้าว มีโถส้วมรั่ว ๆ ห้องน้ำกลิ่นชื้น
ตอนบ่ายสามทั้งสามช่วยกันทำความสะอาด มีเสียงเหมือนของตกเบา ๆ ในตู้เก่ามุมห้อง โถแตก ใบเตยสะดุ้ง “แมวรึเปล่า” แต่ห้องนี้แมวเข้าไม่ได้ ข้าวของไม่มีสัตว์เลื้อยคลาน ไม่มีหนู
“เอาเหอะ… เดี๋ยวก็ชิน” ยุทธทำเสียงขรึม เขาเป็นนักกีฬาชอบโผงผาง ไม่เชื่อเรื่องงมงาย
ตกเย็น ทั้งสามนั่งกินข้าวกล่องในห้องนั่งเล่น มีแค่โต๊ะแคบ ๆ ใบเตยเห็นเงาของใครบางคนสะท้อนผ่านกระจกเตี้ยท้ายห้อง เมื่อหันไปดูตรง ๆ สิ่งนั้นหายไป ทิ้งไว้แค่ความว่างเปล่าเงียบกริบ
“พวกมึง…ไว้ใจคุณลำพูนได้มั้ยวะ” เสียงยุทธถามขรึม ๆ
อนัญญาไม่กล้าสบตาใคร ทุกคนมีความกลัวส่วนตัว กินข้าวด้วยความระแวง จนเงียบลงอย่างหนักอึ้ง
ตอนกลางคืน เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นจากทางตู้เก่าเหมือนมีใครอยู่ข้างใน ใบเตยสะกิดอนัญญา “แกได้ยินไหม”
อนัญญาลุกนั่งทันที หูฟังเสียงแต่ไม่มีใครพูดออกมา เพียงเสียงเสียดสีเหมือนใครซ่อนอยู่หลังผนัง พอเปิดไฟทั้งห้องก็เงียบสนิท ไม่มีอะไรขยับ
รุ่งเช้า ยุทธหน้าเครียด “เมื่อคืนผมฝันว่ามีคนเอามือปิดปาก แต่มันจริง… ไม่ใช่แค่ฝันเลย”
“ทำไมรู้สึกเหมือน… ความฝันมันดูเหมือนจะต่อจากความจริง” ใบเตยฟังแล้วอึดอัด เธอเป็นคนหวาดกลัวจนชินแต่หลังจากเมื่อคืนรู้สึกเหมือนมีอะไรฝังลึกในใจยิ่งกว่าเดิม พวกเขายุ่งเรียนทั้งวัน แต่กลางดึกเมื่อเงียบลง เสียงกระซิบก็ดังขึ้นอีก
อนัญญานั่งจ้องหน้ากระจกในห้องน้ำ เธอสังเกตแสงไฟสาดเป็นเส้นจาง ๆ เหนือบ่าตนเอง ในกระจกเหมือนใครอยู่ด้านหลัง ทั้งๆที่ไม่มีใคร ใจเต้นรัว เธอรีบล้างหน้าแล้วออกจากห้องน้ำทันที
ยุทธเริ่มนอนกระสับกระส่าย เวลานอนคืนที่สองเขารู้สึกเหมือนถูกจับจ้องทุกฝีก้าว ทั้งห้องเหมือนบีบรัด ยามกลางคืนเงารอบๆดูรกทึบผิดปกติ เฮือกหนึ่งเหมือนเสียงลากของเก้าอี้ในห้องข้าง ๆ แต่ข้างห้องไม่มีใครอยู่
ช่วงประกาศสอบใหญ่ พวกเขาเหนื่อยจนเก็บตัวในห้อง ไม่อยากออกไปไหน ใบเตยเหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นเล็ก ๆ หล่นออกจากช่องลับใต้ตู้เก่า เขียนด้วยลายมือจาง ๆ ว่า “ได้ยินไหม” พร้อมวันเดือนปีที่เก่ากว่าสิบปี
“พวกพี่ที่เคยอยู่ที่นี่… ใช่มะ?” ใบเตยกระซิบเบา ๆ พร้อมทั้งกลืนน้ำลาย
ยุทธแค่นเสียง “อาจเป็นพวกขี้เล่น” แต่ความจริงสีหน้าเขาไม่มั่นใจเลย
กลางคืนวันศุกร์ เสียงกระซิบกลับมาอีก แต่คราวนี้ฟังดูชัดขึ้น เหมือนมีใครหลายคนพูดประโยคซ้ำ ๆ ว่า “ช่วยด้วย… ช่วยฉันด้วย…”
ใบเตยเริ่มเขียนไดอารี่บันทึกเสียงแปลก ๆ ที่ได้ยินทุกคืน เธอสังเกตว่าทุกครั้งเสียงจะดังขึ้นช่วงตีสอง ตรงกับเวลาที่ไฟทางเดินนอกห้องจะดับลงชั่วครู่ทุกคืน
อนัญญาแอบตามคุณลำพูนในวันที่เธอมาทำความสะอาดชั้นล่าง เห็นเธอคุยกับใครบางคนในห้องมืดที่ประตูปิดอยู่ คำพูดงึมงำ “แค่…อย่าให้เข้ามา…อย่าให้พวกนั้นลงไป…”
เมื่อคุณลำพูนเดินกลับ อนัญญาแสร้งทำเป็นเดินผ่าน เธอสังเกตว่าในแววตาของเจ้าของตึกเต็มไปด้วยความวิตกกังวลรุนแรง
ค่ำต่อมา ท่ามกลางฝนหลงฤดู น้ำขังใต้บันได เสียงตีกลองแว่วเบาราวกับมากจากอีกฝั่งของห้อง ใบเตยและอนัญญาตกใจตื่นขึ้นพร้อม ๆ กัน
ยุทธเปิดประตูออกดูโถงกลาง มีรอยเลอะคล้ายโคลนโผล่ตามพื้น รอยเท้าเล็ก ๆ นำทางไปยังห้องเก็บของที่ไม่เคยมีใครใช้
ทุกคนเดินตามอย่างไม่ตั้งใจ ใบเตยสั่นกลัวแต่ไม่กล้าพูดอะไร แจ่ม ๆ ได้ยินเสียงฟุตบอลกระทบผนังจากชั้นบนชั่วขณะ ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ชั้นนั้น
ยุทธหมุนลูกบิดเปิดห้องเก็บของ ชั่วขณะอากาศเย็นเฉียบจู่โจมเข้ามา ข้างในเงามืดทึบ มีเสียงกระซิบเหมือนลมซึมออกจากผนัง “อย่าเปิดประตู…อย่าเปิดประตู…”
“กลับไปเถอะ…เฮ้ย ให้มันจบเหอะ” ยุทธพยายามปิดประตูแต่บานประตูฝืดเหมือนมีมือจับค้างไว้
อนัญญาบอก “ถ้าไม่รู้… ทุกอย่างจะไม่เกิดขึ้นใช่มั้ย” แต่ไม่มีใครตอบ เธอสัมผัสถึงความรู้สึกผิดติดค้างอยู่ในห้อง
วันต่อมาอนัญญาพบว่าในสำนักงานใกล้ตึกมีแฟ้มข้อมูลผู้อยู่อาศัย เขาเปิดเจอประวัติ “เกศริน” หญิงสาวที่หายตัวไปเมื่อสิบปีก่อน ห้องที่อยู่ก็คือ “สิบแปด”
เธอยื่นแฟ้มให้ยุทธกับใบเตยดู
“เค้าตายรึเปล่า?” ใบเตยกลั้นเสียงสะอื้น
ยุทธปิดแฟ้มด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ไม่ใช่เรื่องของเรา อย่าขุดต่อเลย” แต่แววตากลับทาบด้วยความหวาดกลัว
คืนนั้นเสียงกระซิบดังขึ้นอีก “คืนนี้…คืนนี้” อากาศรอบห้องหนักอึ้งกว่าปกติ เงาตามกำแพงเหมือนคนหลายคนซ้อนทับ เด็กสาวในชุดนักศึกษานั่งอยู่ข้างตู้เก่า มองต่ำราวกับรออะไรบางอย่าง
ใบเตยร้องไห้ “ทำไมไม่หยุดสักที… ไปกันเถอะ!”
อนัญญายืนสั่น นึกถึงสัญญาในอดีตที่เธอเคยทำกับเพื่อนสมัยเรียน “จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เธอสูดหายใจลึก ก่อนเดินเข้าไปนั่งข้างเด็กสาวลึกลับในเงามืด
“ขอโทษนะ…ฉันขอโทษ” เงานั้นหายวับไปพร้อมเสียงสะอื้นแผ่วเบา เหลือเพียงกลิ่นชื้นค้างยาวข้ามคืน
เมื่อถึงเช้า ไฟห้องแวบติดแวบดับ อนัญญาได้ยินเสียงกระซิบอีกเป็นครั้งสุดท้าย “เธอเห็นฉันไหม”
อนัญญาตัดสินใจเดินออกจากห้องครั้งสุดท้าย หันกลับมองผนังที่เคยว่างเปล่า บัดนี้กลับมีเงาเด็กสาวปรากฏจาง ๆ มุมปากยกยิ้มเศร้า อนัญญาเดินออกมา มือกำแฟ้มประวัติแน่น ทุกอย่างรอบข้างเงียบสงัดเหมือนไม่เคยมีเธอตรงนั้น
ตึกยังคงยืนหยัดอยู่กลางกรุงเทพฯ เสียงกระซิบซ่อนอยู่ในความว่างเปล่า รอใครสักคนแวะเวียนมาอีก