เสียงต่อท้ายในหอพักร้าง
เสียงฝนกระหน่ำถล่มหลังคาเก่าเมื่อวิริยะก้าวลงจากรถสองแถว หอพัก “เดือนหาย” ตั้งตัวโดดเดียวอยู่ปลายซอย สายฝนและเปลวไฟจากป้ายหอที่ไหม้เกรียมสร้างเงาไหวอยู่บนพื้นลูกกรวด วิริยะขมวดคิ้วเมื่อได้กลิ่นอับเก่า ๆ รวมกับกลิ่นเหม็นไหม้ไล้เข้าจมูก สายตาเลื่อนไปเห็นหน้าต่างบานหนึ่งเปิดค้างแต่ไม่มีใครอยู่ จังหวะนั้นเสียงบางอย่างแทรกขึ้นมา แผ่วเบา เหมือนเสียงถอนหายใจจากชั้นบนสุด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เมื่อเดินเข้าไปข้างใน ล็อบบี้มืดสลัว ตู้จดหมายติดผนังหลายกล่องเปิดค้างเหมือนกำลังรอเจ้าของกลับมา เขาต้องมาตามสัญญาเพราะเงินและเพราะคำพูดของแม่ “อดทนนะ รอแค่สองเดือน เราจะจ่ายค่าหนี้หมด” สายตาวิริยะกวาดไปเห็นศักดิ์กับกล้านั่งรออีกมุม โต๊ะไม้เก่าสามตัวตั้งยาว วิริยะทำสีหน้าระอา ก่อนกล้าจะพูดออกมาอย่างกระอักกระอ่วน
“มาสักที เหลืออีกคนเดียวจะไม่รอก็ได้” ศักดิ์พูดเสียงห้วน ชุดนักศึกษายังคงเปียกน้ำเล็กน้อย กล้าก้มหน้า มือจับกระเป๋าแน่น
“ห้องสามคนเองใช่ไหม ชั้นสี่?” วิริยะถามพร้อมถอนใจ ศักดิ์พยักหน้าโดยไม่พูดอะไร ส่วนกล้าดูไม่แน่ใจ เงียบก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดไฟแต่มันกะพริบๆ แล้วดับลงอีกครั้ง
“ไฟเสียก็ยังไม่ซ่อม” กล้าพึมพำ เสียงฝนยังดังสะท้อนเข้าในผนังเหมือนโลกภายนอกกับในหอแห่งนี้แยกขาดกัน
วิริยะเดินนำขึ้นบันได เสียงฝีเท้าดังสะท้อนในโถงก้อง ห้อง 404 — ป้ายชื่อเดิมลอกลายจนแทบดูไม่ออก ประตูบานนั้นดูเหมือนไม่ค่อยได้เปิดมานาน ฉันผลักมันเข้าไป ไฟในห้องยังใช้ได้แต่อยู่ในสภาพเก่า เฟอร์นิเจอร์เต็มไปด้วยฝุ่น กลิ่นอับและอะไรบางอย่างที่น่าสะพรึง
ศักดิ์โยนกระเป๋าลงที่เตียงขวาสุด “ถามจริง คืนแรกกล้ากลัวไหม?” ศักดิ์พูดยิ้มมุมปากแต่แววตาไม่แน่ใจนัก
“กล้าแค่ไม่ชอบเสียงแปลกๆ เมื่อคืนตอนผมมาดูห้องได้ยินเหมือนเสียงคนลากเท้า…ทั้งที่…ไม่มีใครอยู่เลย” กล้ากระซิบต่ำ
วิริยะยักไหล่ “เฮ้ย เลิกพูดเถอะ เรื่องผีเชื่อมากเดี๋ยวก็โดน”
ศักดิ์เหล่มองประตูแล้วกลับไปเช็กมือถือ ไฟแฟลชฉายทั่วห้อง ในเงาสลัวมีเงาบางอย่างเลื่อนเข้ามุมหนึ่งเร็ววูบ…จนสายตาวิริยะเหมือนจะจับได้แค่แวลิบๆ
คืนนั้น — ทั้งสามนั่งกินข้าวกล่องเงียบ ๆ โทรทัศน์พัง โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ สีหน้าทุกคนแจ้งชัดว่าฝืนใจ
เสียงน้ำหยดจากห้องน้ำก้องในห้อง กล้าหันซ้ายขวา “คืนนี้ใครเข้าไปก่อน?”
ศักดิ์ยักไหล่ “เอ็งไปก่อนเถอะ ใจๆ”
กล้าเดินเข้าห้องน้ำประตูไม้สุดเก่า ไฟในห้องน้ำกระพริบ เขาถอนใจตั้งใจจะรีบจัดการทุกอย่างแต่รู้สึกเหมือนมีคนแอบมองอยู่จากรอยร้าวผนัง ขณะล้างมือเสียงกระซิบเบา ๆ แว่วมาจากเพดาน เหมือนเด็กผู้หญิงร้องหาแม่ กล้าขนลุกซู่แต่ฝืนใจบอกตัวเองว่าแค่คิดไปเอง
คืนนั้นหลังปิดไฟ หลายชั่วโมงผ่านไป วิริยะพลิกตัวไปมา พลันเสียงฝีเท้าเบามากดังแว่วเข้ามาท่ามกลางความเงียบ เขาเอื้อมเปิดมือถือส่องนาฬิกา 01:12 น. จังหวะนั้นเสียงกระซิบเบามากดังใกล้ใบหู
“…จะออกไปไหน”
วิริยะสะดุ้งเฮือก ลุกขึ้นนั่งทันที ศักดิ์กับกล้านอนพลิกหลังหันหน้าเข้าผนัง วิริยะไม่กล้าหันไปดูหน้าใคร ทุกอย่างเงียบงัน
ตอนเช้าหมอกลงหนามาก ศักดิ์เปิดประตูออกไปเจอเพื่อนหอข้างห้องเป็นชายวัยกลางคน สวมเสื้อเชิ้ตสีซีด มองพวกเขานิ่ง ๆ
“เมื่อคืนเสียงดังไปถึงข้างนอก รบกวนเลย” ชายคนนั้นพูดเสียงแข็ง
“พวกผมไม่ได้ทำเสียงเลย…” วิริยะรีบแก้ แต่ชายคนนั้นเดินเลี่ยงไปโดยไม่หันมาอีกเลย
“เขาเหมือนรู้จักอะไรบนชั้นนี้ดี” ศักดิ์กระซิบ กล้าพยักหน้าเงียบ ๆ
สามคนใช้เวลากลางวันสำรวจห้องและโถงเดิน เห็นว่าชั้นสี่เกือบครึ่งไม่ได้เปิดใช้งาน มีป้ายปิดกั้นหลายบาน ไม่พบใครนอกจากพวกเขาเอง
กลางคืนฝนเทกระหน่ำอีกครั้ง ไฟดับ ในห้องมีแค่แสงไฟมือถือ วิริยะตื่นด้วยเสียงกลิ่นอายเย็นยะเยือกแผ่เข้ารอบตัว ศักดิ์นั่งนิ่ง มือกำโทรศัพท์แน่น กล้าขยับตัวแล้วสะดุ้งเงยหน้ามองเพดาน “ใครเดินข้างบน?”
ไม่มีใครตอบ แต่เสียงคนเดินบนฝ้าเพดานดังต่อเนื่องลากเท้า สลับกับเสียงฮัมเพลงภาษาแปลก ๆ ไม่มีใครกล้าออกไปเปิดประตู ทุกคนได้แต่เงียบฟังเสียงนั้นจนหมดแรงหลับไป
เช้าสายต่อมา วิริยะถามแม่บ้าน “ห้องข้างๆ เคยมีคนตายหรือเปล่า” แม่บ้านนิ่งไป ไม่ตอบแต่สีหน้าหลบตาจนผิดสังเกต
“ถ้าไม่ลืมอดีต หอก็จะไม่ยอมลืมเอ็งเหมือนกัน” แกพูดขาดคำแล้วเดินเลี่ยงไปทันที
กล้าขุดหาประวัติตึก เจอรูปถ่ายขาวดำที่มีเด็กหญิงยืนหน้าห้อง 404 ในอดีต รอยยิ้มเธอเบี้ยวแปลก วงใบหน้าบิดเบี้ยวเหมือนใกล้ร้องไห้ วิริยะยิ่งหวาดระแวง ศักดิ์ลงเสียง “น่ากลัวไปเองป้ะ” แต่จากแววตาเหมือนเขาเองก็เริ่มไม่มั่นใจ
อีกคืนหนึ่งกลางดึก กล้าตื่นขึ้นมากระหายน้ำ จึงเดินไปที่ห้องครัว ในความมืดมีฝุ่นหนาและเสียงบางอย่างดังมาจากประตูห้องน้ำ กล้าแอบดูเงาจากรอยแยกเห็นเหมือนเป็นรูปร่างเด็กเล็กนั่งกอดเข่า ฮัมเพลงที่เพิ่งเคยได้ยินเมื่อคืน กล้าก้าวถอย หัวใจเต้นแรง ก่อนจะปิดประตูห้องครัวแล้วรีบวิ่งกลับเตียง
เช้าวันต่อมา ศักดิ์เริ่มแยกตัว ไม่กล้าคุยกับใคร วิริยะและกล้าพยายามพูดแต่ศักดิ์เน้นประโยคสั้น ๆ และบางทีพูดพึมพำกับตัวเอง
“เมื่อคืนเห็นอะไรไหม?” วิริยะถามเสียงเบา
ศักดิ์ไม่ตอบ แค่จ้องหน้าต่างที่เปิดทิ้งให้ลมพัดเข้ามา
เวลาผ่านไปกล้าและวิริยะเริ่มพบโน้ตเขียนด้วยดินสอวางใกล้เตียง ทุกรอบเป็นประโยคเดียวกัน “ไม่ให้ออกไป”
เกิดความระแวงทุกคนเริ่มทะเลาะกันเล็กน้อยว่าใครเป็นคนเขียน หรือหลอนกันไปเอง ศักดิ์กล่าวอย่างทำใจเย็น “มันคือเกมจิตวิทยาใครอ่อนแอกว่าก็เสียสติ”
ทีวีเสียแต่มีเสียงกระซิบขณะที่ปิดอยู่ แว่วว่ามีบางคนถูกขังในนี้แล้วไม่มีใครช่วย วิริยะหงุดหงิดทุบทีวีจนแตกแต่เสียงนั้นกลับยิ่งดังขึ้นในหัว
อีกคืนหนึ่งทุกคนหลับไม่สนิท เสียงฝีเท้าเงียบหายไป แต่มีเสียงคนกรีดร้องแผ่ว ๆ มาแทน ไม่สามารถชี้ชัดทิศทาง มีทั้งเสียงเด็กและหญิงสาว ช่วงเช้าทุกคนต่างตื่นสายและปวดหัวเหมือนถูกบีบรัดในฝันร้าย
เมื่อวิริยะเดินไปชั้นล่างพบกับผู้ดูแลหอพักที่เพิ่งกลับมา ผู้ดูแลถามขึ้นว่า “เมื่อคืนไม่ได้เปิดหน้าต่างใช่ไหม?”
“เปล่าครับ ทำไม?” วิริยะย้อนถาม
“ห้อง 404 ถ้าเปิดหน้าต่างคืนแรก คืนที่สาม หรือคืนที่เจ็ด เสียงขอทางจะร้องดังมาก ถ้าได้ยิน อย่าไปตอบ อย่าไปมองตรงนั้น” ผู้ดูแลพูดช้า ๆ
คำเตือนนั้นทำให้ทุกคนอึดอัดใจกว่าเดิม
วิริยะยุให้กล้ารีบหาคำตอบเพิ่มเติม จนพบข่าวเมื่อสี่สิบปีก่อนมีเด็กหญิงนามว่า “ดวงเดือน” หายไปในหอพักนี้ ศพไม่เคยถูกพบ แต่ค้นหาข้อมูลมากเท่าไร กลับเจอแต่ภาพใบหน้าบิดเบี้ยวของเด็กหญิงที่แจกจ่ายไปทั่วเว็บบอร์ดเก่า
กล้าบอกสองคนอีกครั้ง “มันไม่ใช่แค่ผี มันคือบางอย่างที่ไม่อยากให้ใครออกไป”
คืนนั้น ศักดิ์เริ่มละเมอ เดินวนรอบห้อง ฮัมเพลงเด็ก ๆ อย่างไร้เสียงพูด ทุกคนตื่นด้วยความกลัว วิริยะพยายามปลุกศักดิ์แต่เขาจ้องมองผนังแล้วพูดกับความว่างเปล่า “อย่าออกไป”
วิริยะขวัญเสีย กล้างงวยเลยปิดกุญแจห้องทันที ทุกอย่างเงียบชั่วขณะก่อนโทรศัพท์เล่นเองเพลงเดียวกับที่ศักดิ์ฮัม วิริยะโยนมือถือแต่เสียงเพลงยังดังไม่หยุด
รุ่งเช้าวันนั้น ศักดิ์หายตัวไปตั้งแต่เช้า กระเป๋ายังคงวางอยู่ในห้อง วิริยะกับกล้าออกค้นแต่ไม่เจอใคร ตลอดชั้นสี่เงียบสนิท มีแต่กลิ่นอับและเสียงฝีเท้าไกล ๆ เมื่อพวกเขากลับเข้าห้อง เห็นโน้ตใหม่ “เหลืออีกสองคน” จิตใจทั้งคู่แทบพังทลาย
กล้าปะติดปะต่อ “มันเหมือนกับว่า…เจ้าของห้องเก่านี่ไม่อยากให้ใครออกไป ไม่ยอมให้หายไปจากหอนี้”
วิริยะพูดเสียงสั่น “มันไม่เคยลืมใคร มันจำไว้หมด ทุกคน”
คืนนั้นพวกเขาตัดสินใจย้ายออก ทว่าเมื่อเดินมาถึงล็อบบี้ ประตูกลับล็อกสนิท ไฟดับทั้งอาคาร มีแต่เสียงเพลงเด็ก ๆ ฮัมเบา ๆ จากทางเดิน กล้าจะตะโกนขอความช่วยเหลือแต่เสียงเขาถูกกลืนหายในการตอบรับด้วยเสียงกระซิบรอบด้าน “ไม่ให้ออกไป”
สุดท้ายวิริยะกับกล้าต้องกลับขึ้นห้อง โน้ตใหม่ถูกวางใกล้ประตู “หนึ่งเดียวเท่านั้นที่ออกได้ อีกคนต้องอยู่”
ความหวาดระแวงทะลักจนระเบิด—สองคนเริ่มกล่าวหากันว่าใครจะทิ้งใคร วิริยะแอบหาทางออกทางหน้าต่างแต่พบว่าทุกทางเต็มไปด้วยเงามืดหนาแน่น ฝุ่นเกาะหน้าต่างเหมือนม่านคลุมหนา
ความกดดันสูงสุดมาถึงเมื่อเสียงประตูเคาะรัวในความมืด ก่อนจะค่อย ๆ แง้มออก เงาร่างเด็กหญิงใบหน้าบิดเบี้ยวนั่งเฝ้ามองปลายเตียง เสียงกระซิบเต็มห้อง “ไม่ให้ออกไป”
กล้าทนไม่ไหววิ่งฝ่าประตูออกไปท่ามกลางเงามืด เสียงร้องไห้ของเด็กหญิงดังไล่หลัง วิริยะหมดแรงลุกตามได้แต่ทรุดนั่งขดบนเตียง ความจริงปรากฏต่อหน้าเขาช้า ๆ — ห้องนี้ไม่มีใครออกไปได้เลย—จิตวิญญาณทุกคนถูกกลืนอยู่ที่นี่ อยู่ในห้อง 404 ตลอดไป
เสียงกระซิบยังแว่วมาต่อเนื่องแม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน “ไม่ให้ออกไป…” และเงาร่างใหม่ทุกคืนจะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสมอ