บ้านร้างท้ายซอย
สายลมพัดอากาศร้อนปลายเดือนพฤษภาคมให้เย็นยะเยือกผิดปกติ เด็กหนุ่มสี่คนยืนอยู่หน้าบ้านร้างปลายซอยที่ถูกลือกันว่าไม่มีใครกล้าเข้ามา ปาน เด็กหนุ่มผิวคล้ำดวงตาเศร้า ยืนจ้องซากประตูไม้ผุพังอย่างลังเล ข้างเขาคือวุฒิ เพื่อนสนิทหน้าตากวนตามเคย แม้เสียงหัวเราะของวุฒิจะฝืนแค่ไหนแต่สายตาก็ฉายความวิตก มิว เด็กสาวผมสั้นกล้าแกร่งแต่ชอบซ่อนความกลัวไว้ และพลอย เด็กสาวสายตาคอยกวาดมองไปทั่วราวกับเธอกำลังได้ยินเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เอากุญแจมา!” วุฒิพูดกลั้วหัวเราะ เขาพยายามแกล้งให้ทุกคนตื่นเต้น “เย็นนี้ใครไม่กล้าเข้าโดนหักคะแนนกลุ่มนะเว้ย”
ปานลังเล มือจับลูกกุญแจเก่าแก่ เดินเข้าใกล้ประตู เมื่อเขาไขประตู เสียงประตูไม้ครางสะท้อนก้องออกมาผิดธรรมชาติ ทุกคนชะงัก พริบตานั้นสายลมเย็นยะเยือกพัดเฉียดผ่านเหมือนลมหายใจของอะไรบางอย่าง มิวหลบตา เดินตามเข้าไปเป็นคนแรก
ภายในบ้านมืดแสงแดดเล็ดลอดหน้าต่างลบๆพอให้เห็นรอยปะการเก่า หน้าต่างปิดแน่นด้วยไม้ตอก พื้นไม้ลั่นเอี๊ยด ทุกคนเดินเรียงๆ กันไปกลางห้องรับแขกเก่า ไม่กล้ามองรอบข้างตรงๆ พลอยเขยิบเข้าใกล้มิวแล้วกระซิบ “เมื่อกี้ได้ยินเสียงเด็กหัวเราะเบาๆป่าว?”
วุฒิสวนขึ้นเสียงแข็ง “อย่ามาโกหกหลอกกูหน่อยเลย — อย่าเงียบนักดิ เดี๋ยวจินตนาการมันเล่นงานเอา”
พลอยส่ายหน้าแผ่วเบา แต่มิวกระซิบบอกเบาๆ “ฉันได้ยินจริงๆ เหมือนเสียงอยู่ข้ามห้องไป” ปานรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทันที เขาพยายามเหลือบมองประตูหลังบ้านที่โดนปิดตาย เครื่องเรือนเก่าฝุ่นจับจนขาว นาฬิกาลูกตุ้มหน้าเตาผิงเหมือนยังเดินอยู่แต่ไม่มีเสียงติ๊ก
กลุ่มเพื่อนตัดสินใจเดินสำรวจห้องต่อๆ ไปและเริ่มแยกกันโดยไม่รู้ตัว มิวเดินไปที่บันได พลอยตามหลัง วุฒิกับปานยังห้องโถง ไม่ถึงเสี้ยวนาที เสียงไม้กระดานดังเปรี๊ยะจากที่ชั้นบน ทุกคนเงียบและหยุด หยาดเหงื่อซึมที่หน้าผาก
“บ้านนี่มันยังมีใครอยู่อีกหรือเปล่าวะ?” วุฒิเอ่ยเสียงเบา สีหน้าเปลี่ยนจากแกล้งขำเป็นเคร่งเครียด
ปานไม่ตอบ เอาแต่มองรอยเท้าขนาดเด็กบนฝุ่นหนา ที่ปรากฏขึ้นใหม่ราวกับเพิ่งเหยียบผ่าน ชั่วขณะนั้น ทั้งบ้านตกอยู่ในความเงียบเย็น คล้ายได้ยินเสียงหัวเราะแว่วมาจากผนัง
เมื่อเวลาผ่านไปเฉื่อยชา ทั้งสี่คนกลับมาเจอกันที่ชั้นล่างใกล้ครัว มิวถามเสียงแผ่ว “ยังอยู่นี่กันครบใช่ไหม?” พลอยชะโงกหน้ามองวุฒิ “ฉันเห็นคนแวบๆอยู่ตรงลานซักผ้า แต่พอหันไปก็หาย”
“พวกมึงอย่าเล่นกับจิตใจสิวะ ไม่ฮา” วุฒิกระซิบ แต่ดูเหมือนไม่กล้าสบตาใคร ปานสังเกตเห็นผนังครัวมีรอยเลือดสีน้ำตาลจางๆเป็นหย่อมๆ แม้จะโดนลบจนแทบไม่เหลือแต่ก็ไม่ปกติ
ขณะที่มิวเดินไปรอบบ้านเงียบๆ เจอลังไม้เก่าใต้บันได มิวหยิบไฟฉายขึ้นส่อง เห็นสมุดบันทึกเล่มหนึ่งที่มีชื่อ“น้องนภา” สายตาของเธอแข็งค้าง วุฒิเดินมากระซิบ “อะไรอ่ะ?”
“ดูนี่สิ มีชื่อเด็กผู้หญิง…” มิวพลิกดู ปกสมุดเปื้อนรอยนิ้วเลอะๆบนนั้น พลอยแทรกเข้ามาใกล้ “เปิดดูข้างในสิ” มิวลังเลสักพักก่อนจะเริ่มเปิดหน้าแรก เสียงกระดาษแห้งเปราะดัง ทันใดนั้นฝุ่นเก่าลอยฟุ้งขึ้น
เนื้อความในสมุดไม่มีชื่อลงท้าย มีแต่ข้อความสั้นๆ ว่า “แม่บอกห้ามออกจากห้อง หากได้ยินเสียงเคาะ อย่าเปิดประตู” ทุกคนสบตากันเงียบ มิวก้มหน้าขนลุก วุฒิส่ายหน้า “เด็กอะไรจะน่ากลัวขนาดนี้”
ขณะนั้นเอง เสียงเคาะแทบไม่ดังแต่แน่วแน่ ดังขึ้นสามครั้งจากชั้นบน พวกเขาทั้งหมดหยุดนิ่ง ลมหายใจหยุดทันที สายตาทุกคู่ลากหันไปยังบันได
ความเงียบอึดอัดหนักอึ้ง เมื่อไม่มีใครขยับไปไหน “เมื่อกี้ใครเดิน?” พลอยถามเสียงเบา ปานกลืนน้ำลายพูดไม่ออก ทุกคนรู้สึกเหมือนจ้องมองอยู่จากที่ชั้นบน
หลังจากตั้งสติ พวกเขาตัดสินใจเดินขึ้นไปชั้นบน ทั้งสี่ก้าวช้าๆ ตามเสียงฝีเท้าตัวเอง บันไดลั่นเอี๊ยดอ๊าด ตามทางเดินแคบที่ไปสุดห้องหนึ่งซึ่งประตูปิดล็อคอยู่ มิววางมือบนลูกบิด “จะเปิดดีไหม?”
“เดี๋ยวกูเปิดให้” วุฒิพูดพลางดึงมือมิวออกเหมือนแกล้งกลัว แล้วลองบิดลูกบิด ประตูส่งเสียงดังแปลกๆก่อนจะเปิดอ้าออกช้าๆ ห้องนั้นว่างเปล่า มีแต่โต๊ะเด็กนักเรียนเก่าๆ กระดาษขาวเต็มพื้น แต่กลับเงียบผิดปกติ
ทันทีที่ก้าวเข้าไป ในห้องเหมือนเย็นลงจนทุกคนต้องกอดตัวเอง หลอดไฟเดียวติดๆดับๆ มุมห้องมีเก้าอี้ไม้เตี้ยๆกับตุ๊กตาผ้าโบราณวางอยู่ มิวเลื่อนมองไปแล้วนิ่งพลอยยืนนิ่งหายใจลึก “เมื่อครู่ มันขยับรึเปล่า”
“ใครจะกล้าขยับล่ะวะ” วุฒิแสยะปากกลบเก็บพะวง ก่อนทุกอย่างจะเงียบลงอีกครั้ง ปานมองผ่านหน้าต่าง เห็นลานหลังบ้าน เหมือนเห็นเงาคนเดินผ่าน เขาเบือนตากลับมาอย่างอึดอัด
ในขณะนั้น มีเสียงเหมือนเด็กกระซิบใกล้หูทุกคน “อย่าให้แม่รู้…” แล้วก็เงียบ ทุกคนผงะหันมองหน้ากัน พลอยรีบเดินออกจากห้องอย่างลนลาน
ข้างนอกตอนนี้พระอาทิตย์ลับเส้นขอบฟ้าแล้ว บ้านทั้งหลังราวถูกขังด้วยความมืด มีเพียงไฟฉายก้อนเดียวที่แต่ละคนถือส่องไปมา พวกเขาตกลงใจจะหาทางออก วุฒิพยายามหาทางเปิดประตูรั้วแต่กลอนเก่าแน่นจนขยับไม่ได้ ปานสำรวจหน้าต่างแต่พบว่าถูกตอกไม้กั้นทั้งหมด
เมื่อพวกเขากลับไปที่ห้องรับแขก ทุกอย่างดูน่าวิตกมากขึ้น ชั้นวางของตรงมุมมีรูปถ่ายครอบครัวรูปหนึ่งที่กำลังยิ้ม รอยยิ้มบนใบหน้าของแม่ในรูปนั้นดูฝืนและเต็มไปด้วยความลับ ทุกคนมองภาพนั้นเงียบๆ
ปานเดินไปใกล้ จู่ๆภาพถ่ายก็หล่นลงจากชั้นเสียงดัง แก้วเล็กๆ ในตู้โชว์ข้างๆสั่นได้เอง วุฒิชักแขนมิว “ไปกันเถอะ อยู่ทำไมวะ!”
แต่เหมือนสิ่งผิดปกติยิ่งแฝงตัวแนบแน่น เสียงฝีเท้าเด็กวิ่งวนไปมาในบ้าน เสียงร้องไห้เบาจากผนัง พลอยหลับตาแล้วเริ่มพูดเองเบาๆ “เราต้องขอโทษให้เขา… แต่ขอโทษเรื่องอะไร?”
ไม่มีใครตอบ ทุกอย่างเริ่มสับสนและอึดอัด ปานหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาอีกครั้ง เขาอ่านหน้าถัดไป พบข้อความใหม่ “ถ้าห้องมันเงียบ นั่นแปลว่าแม่กำลังฟังอยู่ อย่าทำเสียง”
พวกเขาเคลื่อนตัวช้าๆ ไปตามเสียงเหมือนมีอะไรเฝ้ามอง มิวพูดขึ้น “บ้านนี้มีใครตายรึเปล่า— ฉันว่ามีอะไรที่คนแถวนี้ไม่เล่า”
สักพักไฟฉายพลอยดับไปก้อนหนึ่ง พลอยเริ่มกลัวจริง เธอสั่นน้อยๆ “ถ้าคืนนี้เราต้องอยู่ที่นี่จนเช้า เราจะรอดเหรอ?”
วุฒิกลืนน้ำลาย พยายามพูดปลอบ “ไม่เห็นมีอะไรนอกจากพวกเรานี่แหละ ไม่มีผี ไม่มีอะไร”
ในขณะเดียวกันด้านนอกมีเสียงเหมือนเหล็กขูดกับประตูรั้ว คนทั้งกลุ่มขยับถอยหลังอัตโนมัติ มิวกระซิบ “เสียงเหมือนใครมาขอเข้าบ้าน…”
ทันใดนั้นเสียงลมหวีดแหลม ผนังบิดเบี้ยวเงาราวกับรูปร่างมนุษย์แม่ในภาพถ่ายเคลื่อนที่ในเงามืด เสียงลอดผนังดังอีกครั้ง “พวกเธอ—ทำเสียงทำไม” ตามด้วยเสียงเหมือนขูดเล็บบนกระจก ทุกคนค้างอึ้ง
พลอยเริ่มร้องไห้ “ขอโทษ เราไม่น่ามาเลย…” มิวกุมมือพลอยแน่น ไม่พูดอะไร
ปานนั่งลงกับพื้น ใจเต้นแรง คิดถึงคำสั่งที่แม่ของนภาเขียนในสมุดนั้น “อย่าเปิดประตูถ้าได้ยินเสียงเคาะ” แต่เสียงเคาะกลับดังขึ้นซ้ำสามครั้งจากประตูหลังบ้าน
เวลาหยุดนิ่ง สายตาทุกคู่จ้องกันไปมา วุฒิกระซิบเบาๆ “เปิดดูมั้ย?” มิวสั่นศีรษะ ดึงมือพลอยแน่นขึ้น
ในที่สุดวุฒิเดินช้าๆ เข้าหาประตูหลังบ้าน มือสั่นพลางจับลูกบิด พลอยร้องห้ามแต่เขาไม่หยุด ประตูค่อยๆเปิดออกเผยแต่ความมืดลึกว่างเปล่า
ข้างนอกไม่มีอะไรเลย ไม่มีเสียง ไม่มีใคร แต่ความเงียบหนักอึ้ง บรรยากาศเย็นจัด วุฒิหลับตา เงี่ยหูฟัง พลันมีเสียงกระซิบว่า “ออกไปไม่ได้หรอกจ้ะ… ใครมาแล้ว จะต้องอยู่ที่นี่”
ในขณะที่ทุกคนเย็นยะเยือกจนขยับไม่ไหว มิวเดินไปหน้ากระจกบานหนึ่ง มองเห็นด้านหลังตัวเองเหมือนมีเงาผู้หญิงยืนซ้อน ภาพในกระจกยิ้มเศร้าๆ กลับมา สายตาเต็มไปด้วยความหวังแปลกประหลาด พลอยฉุดแขนมิวจากกระจกทันเวลา
ทุกคนเริ่มสติแตก วุฒิเริ่มตะโกนด่าใส่ความมืด “พวกมึงจะหลอกอะไรอีก! เอาอะไรนักหนา!” เสียงนั้นสะท้อนกลับเป็นเสียงหัวเราะของเด็กแผ่วเบาหลายชั้น มิวบีบมือพลอยแน่นขึ้น
จู่ๆ สมุดบันทึกก็เปิดหน้าเอง ข้อความใหม่เขียนด้วยลายมือตัวสั่น “บางคนไม่สมควรออกจากที่นี่”
พวกเขาหมดหนทาง ทุกประตูหน้าต่างปิดตาย ความหนาวเยียบคลุมทั่วห้อง พลอยเริ่มรำพึงเหมือนถูกครอบงำ “แม่มาแล้ว เดี๋ยวต้องนิ่งๆ…”
มิวเริ่มเห็นเงาคนเดินวนอยู่ในบ้าน เสียงผู้หญิงกระซิบดังขึ้นทุกมุม “พวกเธอ—กลัวหรอจ๊ะ” เสียงเหมือนมีใครยิ้มทั้งน้ำตา วุฒิยืนตัวแข็งขาสั่น ปานฟุบกับโต๊ะข่มกลั้นเสียงสะอื้น
เวลาในบ้านไม่มีที่สิ้นสุด ทุกคนเหมือนติดอยู่กับความกลัว สับสน วกวนหาทางหนีไม่เจอ
คล้อยหลังทุกประตูบ้านเริ่มเปิดเองทีละบาน แต่คือทางวนกลับมาห้องเดิม วุฒิคลุ้มคลั่งจนเอาหัวโขกฝาผนัง “ออกไปโว้ย!”
สุดท้าย ปานร้องขอแบบสิ้นหวัง “นภา ขอโทษ…เรามาโดยไม่ได้รับอนุญาต เราไม่น่าทำเสียงเลย” เงียบชั่วขณะ ทุกอย่างสงบเยือกเย็น ก่อนเสียงลมหายใจเด็กผู้หญิงจะกล่าวตอบ “แต่แม่หนู ไม่ยอมให้ใครออกไป…”
ทันใดนั้นบ้านทั้งหลังสั่นสะเทือน สายตาทุกคนพร่าเลือน ราวกับถูกทิ้งให้อยู่กับเงาและพื้นที่ว่างอันไร้จุดสิ้นสุด
เช้ามืดของวันถัดมา บ้านกลับเป็นปกติ ไม่มีวี่แววของใคร เสียงเอะอะหายไป เหลือเพียงสมุดบันทึกเก่าๆบนโต๊ะเด็ก และเงาสะท้อนจางๆของเด็กผู้หญิงในกระจก เฝ้ารอผู้มาเยือนคนใหม่…