เสียงกรีดร้องสามวัน
อากาศเย็นเฉียบในเดือนตุลาคม เมศจอดรถเก่าๆอยู่ริมถนนลูกรังที่ตัดผ่านป่าทึบ เขาปล่อยมือจากพวงมาลัย เงยหน้ามองผ่านกระจกฝ้ามองเห็นบ้านไม้สองชั้นเก่าทรุดโทรมกลางเงาไม้ บ้านหลังนี้เองที่เขาเคยหนีไปตั้งแต่สิบกว่าปีก่อน—บ้านเกิดของครอบครัวที่แตกสลายพร้อมความทรงจำที่เขาพยายามลืมมันมาตลอด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงสตาร์ทเตอร์ดับเครื่องยนต์ ทำนไรฝุ่นลอยตามลมเย็น มีน เพื่อนสนิทมาตั้งแต่มัธยม เดินอ้อมรถมา เธอมองบ้านด้วยแววตาหวาดระแวง “จะเข้าไปจริงเหรอเมศ”
เมศถอนหายใจ เจือกลิ่นควันบุหรี่ที่ยังไม่ดับดีในลมหายใจ “น้องเราหายไป—ไม่มีใครกล้าเข้ามาหาพลอย เจ้าหน้าที่ก็ไม่ อะไรบางอย่างมันซ่อนอยู่ที่นี่”
ปุณ เด็กชายรูปร่างสูงโย่ง ผิวคล้ำ ผมหยิกยุ่ง กระชับกระเป๋าสะพายแน่น เอื้อมมือผลักกระจกหน้าต่างรถให้ปิดสนิทอีกชั้น เสียงกระจกฝืดท่ามกลางความเงียบ
“หรือเราควรรอเช้าก่อน” เขากระซิบ พลางกอดอก อากาศเริ่มหนาวกว่าทุกปี
“รอไม่ได้—ถ้าพลอยยังอยู่ข้างใน เราต้องรีบ” เมศปิดประตูรถแล้วขึ้นไปยืนตรงหน้าบ้าน รู้สึกหนาวแปลบลึกถึงกระดูก เขาหันกลับไปส่งซองไฟฉายเล็กให้มีน “ถ้ามีอะไรกัปปี้ ตะโกนทันทีนะ”
พวกเขาก้าวเข้าไปในระยะเงามืดของเฉลียง บันไดไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดและแผ่นไม้พื้นกรอบแกรบใต้ฝ่าเท้า ก้มหน้าฝ้าที่เปรอะไปด้วยหยากไย่ เสียงลมหอบผ่านกิ่งไม้ที่โครงสร้างเลื่อมสั่นไหวบอกบางสิ่งในบ้านนี้ยังมีชีวิต
“จำกลิ่นนี้ได้ไหม” มีนกลั้นหายใจ—กลิ่นชื้น หนักแน่น คล้ายสนิมกับอ้อยที่สุกเกินค้างปี มันเป็นกลิ่นความตายที่ติดอยู่ทุกอณูบ้าน
“เงียบหน่อย—ฟังดี” เมศหยุดกึก กวาดตาไปรอบตัว
แล้วเสียงหนึ่งก็ลอยผ่านความเงียบ—เสียงแผ่วเหมือนคนร้องครางปะปนกับเสียงไม้ลั่น เบาจนแทบแยกไม่ออกว่าคือเสียงมนุษย์หรือเสียงบ้านที่หายใจ
ปุณอ้าปากจะพูด แต่มีนส่ายหน้า “ไปดูกัน—ทีละชั้น”
พวกเขาค่อยๆไขประตูไม้หน้าบ้านเข้า ภายในเย็นเยียบ บ้านมืดเกินกว่าความเป็นจริง เงาสะท้อนตามผนังเริ่มวูบไหวกับแสงไฟฉาย แผ่นฝ้าเพดานเผยให้เห็นลวดลายราหรอกงอกชื้นบนแผ่นไม้
ฟื้นฝังความทรงจำเด็กๆหลอนสลับเข้ามา—เสียงทะเลาะกันของพ่อแม่ในคืนนั้น เสียงร้องในความมืด และเสียงประหลาดจากชั้นสองที่ไม่มีใครกล้าไป
“เฮ้ นี่มัน…” มีนหยิบกระดาษแผ่นเล็กๆจากพื้นห้อง ใต้ฝุ่นสกปรกคือสมุดภาพวาดมือเด็กชื่อพลอย ตัวอักษรเล็กสั่น เขียนด้วยดินสอสีเลือดนก เส้นสายวนเป็นภาพครอบครัว
“น้องเคยวาดตอนเด็ก เมื่อก่อนไม่กล้ามองเลย” เมศเสียงแตก ลูบกระดาษเบาๆ —ตาของแม่ในภาพถูกขีดด้วยหมึกดำจนทะลุ
เสียงลมหายใจสะดุด ราวกับมีใครยืนอยู่ข้างหลัง พวกเขาหันขวับพร้อมกัน ไฟฉายสะท้อนเงายาวใต้บันได…
ไม่มีใคร
ปุณกลืนน้ำลาย “เราไปห้องครัวก่อน—ต้องหาหลักฐานอะไรบ้าง” แววตาเขาสั่นระริก เหงื่อผุดที่ขมับแม้จะหนาวลงเรื่อยๆ
ในห้องครัว โต๊ะไม้ผุกับตู้เย็นปิดสนิทติดผนัง ขวดน้ำโหลวางเรียงบนหลังตู้ แสงไฟฉายเล่นเงากับขวดแก้ว พวกเขาค้นหาวัตถุส่วนตัวของพลอย เมศพลิกกล่องกระดาษ หยิบกล่องดนตรีเก่า มือสั่นน้อยๆ
เขาหยิบขึ้นมาเปิด—เสียงกลไกแห้งกรัง หมุนเพลงเด็กช้าๆ เสียงก้องขึ้นทั่วบ้าน สายตาทั้งสามจับจ้อง สังเกตกันและกันอย่างหวาดระแวง
ทันใดนั้น…เสียงกระซิบดังแผ่วจากมุมโถง—ดังเหมือนเสียงเด็กสาวร้องเบาๆ
มีนยกมือป้องปาก “นั่นมัน…” เธอกล่อมหัวเองเบาๆ “เราต้องรีบหาต่อ…”
ไฟฉายสะท้อนรูปถ่ายเก่าบนตู้—รูปครอบครัวสี่คน ยืนหน้าบ้านนี้ ในรูปพลอยอายุไม่เกินหกขวบ ดวงตาของแม่ถูกขีดเส้นดำทับเหมือนในสมุดภาพ มีเพียงใบหน้าพลอยที่ฉีกยิ้มอย่างคาดไม่ถึง
เสียงไม้บนชั้นสองลั่น รับกับเสียงลมตัดฝาบ้าน พวกเขาหันขึ้นด้านบนอย่างไม่ได้นัดหมาย แรงกดดันถาโถม หัวใจเต้นแรงจนเหมือนจะได้ยินชัดในความเงียบ
“ถ้าเกิดอะไรขึ้น อย่าแยกกันเด็ดขาด” เมศย้ำ กวาดไฟฉายไปทางบันไดชั้นบน ดวงไฟไหลผ่านเงาทะมึนรูปภาพที่แขวนเรียงกัน
เมื่อย่างขึ้นบันได เสียงฝีเท้าของพวกเขากับเสียงบ้านประสานกันในความเงียบ ปุณคอยหันกลับไปดูข้างหลังเป็นระยะ มือหนึ่งจับไม้เบสบอลแน่น อีกมือกุมจี้เงินรูปแปลกตา—อาจจะเป็นของศักดิ์สิทธิ์จากที่บ้าน
ขึ้นถึงโถงชั้นสอง ทุกอย่างคลับคล้ายคลับคลาวเหมือนคืนที่เมศหนีออกมาในวัยเด็ก—ทางเดินยาว ตู้ไม้โบราณ รูมห้องปิดตายด้วยเทปเก่าและเศษผ้า
มีนทดลองไขลูกบิดห้องนอนใหญ่ ประตูฝืดดันไม่ออก เพียงแง้มเห็นความมืดทึบข้างใน เธอจ้องเงาในซอกประตู—รู้สึกเหมือนจะเห็นเงาลางๆของผู้หญิงผมยาวนั่งยองในความมืด แต่ไม่มีเสียงเอื้อนเอ่ยใดๆ
เมศแตะมือเพื่อน “ปล่อยไว้อย่างนั้นก่อน เดี๋ยว…”
เสียงขูดบนฝ้าตรงหัวดังตอบรับ ทุกคนหยุดนิ่งเงี่ยหู—เหมือนเสียงมือเล็กๆไถไปตามพื้นไม้เหนือเพดาน
ปุณรีบชี้ “เธอจะซ่อนตัวอยู่บนห้องใต้หลังคาไหม”
เมศลังเล สายตาวูบไหว “ที่นั่น… ไม่—ใครๆก็พูดว่าห้ามไปยุ่ง”
“แต่พลอยอาจจะติดอยู่ตรงนั้น” มีนอ้อนวอน น้ำตาเอ่อ “เราต้องกล้าเข้าหาต้นเหตุจริงๆสักที”
พวกเขาพากันปีนบันไดสั้นๆขึ้นห้องหลังคา ประตูไม้เล็กมีรอยขีดลึกเหมือนเล็บขูด เงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจตนเอง เมศมือตัวสั่น เอื้อมไปบิดลูกบิด เสียงสนิมกรอบแกรบดังออกมา ประตูเปิดช้าๆ
ภายในห้องเล็กแทบมองอะไรไม่เห็น มีชั้นไม้เก่าทรุด ควันฝุ่นลอยต้นแสงไฟฉาย สัมผัสถึงความชื้นและกลิ่นหวานฉุน กลิ่นเหมือนเหล้าขาวผสมเลือดอ้อยค้างคืน เคล้าเสียงรางๆเหมือนใครกระซิบผ่านช่องลม
บนพื้น หยากไย่สีเทาเกาะกิ่งไม้แห้งเรียงเป็นวงมนตำแหน่งกลางห้อง มีเศษกระดาษขีดเขียนชื่อ ‘พลอย’ ซ้ำๆรอบวง ทั้งสามต่างหยุดยืน นิ่ง คำถามค้างในใจ…
เมศกระซิบ “นี่มันอะไรกัน…”
ปุณหรี่ตา “มันเหมือน…พิธีกรรมอะไรสักอย่าง”
เสียงลมหายใจสอดประสานกันกับเสียงบางอย่างคลืบใกล้เข้ามาจากข้างหลัง พวกเขาหันขวับแต่เจอเพียงเงาดำพาดพื้น ข้อความขีดบนผนังเผยขึ้นเมื่อแสงไฟส่องตรง—ประโยคสั้นๆเขียนบอก “คืนที่สาม จงฟังให้ดี”
มีนตัวสั่น กลั้นใจ “หมายถึงอะไร… คืนที่สามอะไร…”
ขณะนั้นเอง—เสียงกรีดร้องแหลมลอยก้องจากด้านล่าง กึกก้องจนทุกคนใจสั่นวาบ ไม่เหมือนการร้องไห้ธรรมดา เสียงนั้นเต็มไปด้วยโทษทัณฑ์และความโกรธ…
“พลอย!” เมศตะโกนฉีกเสียง ทั้งสามรีบวิ่งลงบันได เสียงรองเท้ากระทบไม้ ดังแข่งกับเสียงกรีดร้องที่ขาดห้วงเป็นจังหวะ
เมื่อถึงโถงบ้าน เสียงขาดหาย… กลายเป็นเงียบงัน พวกเขายืนนิ่งช็อค ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความกลัว สายตาหลายคู่เหมือนจะสะกดกลั้นน้ำตา พื้นบ้านเย็นชืด กลิ่นชื้นหนักขึ้นจนแทบทน
มีนยืนแข็งค้าง—แสงไฟฉายกวาดผ่านมุมห้อง เป็นภาพหญิงสาวผมยาวชุดกระโปรงขาวยืนหันหลัง เธอยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น… ไม่มีใครกล้าเดินเข้าใกล้
เธอไม่ขยับสักนิด เมศจ้องแต่ทำอะไรไม่ได้ มีนจับแขนเมศแน่น “เฮ้ หายใจไว้…”
ปุณพึมพำ “บ้านนี้… มันจองเวรพวกเราใช่ไหม”
ทันใดนั้น แสงไฟกระพริบ หญิงสาวนั้นหายไป ไม่มีแม้เสียงฝีเท้า มีเพียงเงาอันเย็นยะเยือกที่ยังจมติดอยู่รอบห้อง
เสียงฝีเท้าขึ้นลงพื้นไม้ยังคงดังอยู่ แรงและถี่รัวขึ้น มีนกระชับไฟฉายแน่นจนมือซีด ปุณส่องไฟลนลาน เลือนรางเห็นเงาขยับยุกยิกตรงหลังม่านหน้าต่าง
เมศใจเต้นแรง สี่ดวงตาจ้องความว่างต่างคนต่างกลั้นหายใจ ใกล้จะเสียสติในเงียบ
เสียงกรีดร้อง… ดังขึ้นอีก! คราวนี้ชัดและใกล้ขึ้นจนขนลุกชัน เสียงนั้นเหมือนมีมากกว่าหนึ่งคนซ้อนกัน กลืนกันเสียงจนบอกไม่ได้ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่
เสียงหยุดกะทันหันในวินาทีเดียว บ้านกลับมาเงียบอย่างโหดร้าย… เสียงนกร้องค้างคืนนอกบ้านหยุดสิ้น วินาทีนั้นพวกเขารู้ว่ากฎธรรมชาติของบ้านนี้ไม่เหมือนที่อื่น
“ออกจากที่นี่เถอะ…” มีนเอ่ยเสียงสั่น เมศนิ่งคิดแต่ชั่งใจ ระหว่างความกลัวกับความรักที่มีต่อน้องสาว เขาหันมองทุกคน “คืนแรกผ่านไป ต้องรอดให้ถึงเช้า”
ทั้งสามตัดสินใจหลบในห้องรับแขก แสงอ่อนสาดลอดหน้าต่างเรือนกระจก เงาผ่านไปมาเหมือนใครเดินวนเวียน เงียบเหมือนจับกลุ่มรอ…
เวลาผ่านไปช้าๆ ไม่มีใครหลับตาได้จริง ปุณขยับขบฟันเสียงดังทุกครั้งที่มีเสียงกรอบแกรบจากเพดานหรือผนัง มีนสนใจแต่สมุดภาพที่เก็บได้ เธอเพ่งมันใต้ไฟฉาย—เห็นรูปสุดท้าย วาดแค่เงาดำเดินไปรอบเตียง หัวกลมๆติดตามทุกภาพ
เมศเบือนหน้า คิดวกวนถึงคืนแตกสลายนั้น และเสียงร้องแปลกประหลาดประจำวันที่หายใจรอดมาได้ ทุกวินาทีเขาวนเวียนถามตนเองว่าความจริงคืออะไรกันแน่
รุ่งสางวันแรก ผ่านไปท่ามกลางความระแวง เด็กๆนอกหมู่บ้านร่ำลือกันว่า บ้านนี้จะมีเสียงกรีดร้องดังขึ้นทุกคืนที่ผู้คนเข้าไปแฝงตัวในบ้าน
เช้าวันที่สอง พวกเขาตื่นขึ้นด้วยเสียงแมลงปีกแข็งกระทบหน้าต่าง ทอแสงแรกของวันใหม่ไม่มีความอุ่น เมศเดินออกเฉลียง—รอบบ้านเงียบผิดปกติ เกิดหมอกสีเทาปกคลุมจนมองไม่เห็นถนน
ปุณเดินตามมากระซิบ “เมื่อคืนเจออะไร…”
เมศไม่ตอบ มองขอบฟ้าไกล “มันเหมือนกับบ้านนี้… อาศัยอยู่กับอะไรบางอย่างจริงๆ”
พวกเขาตรวจสอบร่องรอยพลอยต่อ เจอผมเส้นยาวบนหมอนในห้องนอน พลอยเท้าติดรอยตะไคร่เปียก มีติดดินแดงเหมือนถูกลากข้ามพื้นบ้าน สะกดไปจนถึงใต้บันได เป็นวงเวียนคล้ายสัญลักษณ์ที่ไม่รู้จัก
มีนหยิบสมุดภาพ เสียงสั่น “ดูนี่… ในภาพพวกนี้มีรอยขีดแปลกๆ… เหมือนบอกลำดับของคืนแต่ละคืน”
ปุณหรี่ตา “คืนนี้จะเป็นอะไรอีก…”
ทั้งสามตัดสินใจลุยค้นใต้ถุนบ้าน เสิ่งไม้ปูหล่น เผยโพรงแคบ มีเศษผ้าเปื้อนดินและกล่องสังกะสีเก่าเก็บ พวกเขารู้สึกถึงสายลมหนาวลอดตามช่องไม้ เสียงกระซิบเด็กผู้หญิงหวานหูดังลอดออกมาเป็นจังหวะเดียวกับสายลม
มีนหลับตาแน่น “พอเถอะ อย่าไปต่อดีกว่า…ถ้ามีใครซ่อนอยู่ ที่นี่—”
เมศย้อนขึ้นมาจากใต้ถุน เธอหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งในกล่องนั้น ปรากฎเป็นสมุดบันทึกของแม่เขา—เขียนด้วยลายมือเร่งรีบ เนื้อหาพูดถึงพิธีกรรมลึกลับที่ต้องทำเพื่อ ‘หยุดเสียงร้องของลูก’ มิฉะนั้นบ้านจะไม่ปลดปล่อยใครเลย
ปุณหน้าเผือด “แม่ทำอะไรกับน้องพลอยหรือ…”
มีนกลืนน้ำลาย “บางที พลอยไม่เคยออกจากที่นี่เลยจริงๆ”
เช้าวันที่สองจบอย่างฝืดเคือง พวกเขาสัมผัสรอยรั่วเล็กๆในใจที่ขยายมากขึ้นเรื่อยๆ อยู่ใต้รอยเท้าของสิ่งไม่มีรูปเนื้อ
พอตกค่ำ ฟ้ามืดเหมือนเร็วผิดปกติ มีเสียงฝีเท้าดังบนชั้นลอยอีกครั้ง คราวนี้ไม่เหมือนคืนแรก มันมั่นคงสม่ำเสมอ ราวกับใครเดินวนบนหัวพวกเขาตลอดเวลา
ทั้งสามต่างไม่พูดจา ได้แต่เงี่ยหูฟัง พวกเขาได้ยินเสียงกระซิบปะปนกันกับเสียงกรีดร้องครางยาว—เป็นเสียงผู้หญิงสลับเสียงเด็กดังขึ้นเหมือนพิธีกรรมสาปแช่งในความมืด
มีนกอดหัวเข่านิ่ง ปุณเอื้อมไปกุมมือมีนแน่น เมศไม่อาจห้ามน้ำตาได้ในวินาทีนั้น บ้านทั้งหลังสะท้อนเสียงร้องซ้ำๆกันวนเวียน
ก่อนเที่ยงคืนบ้านกลับมาเงียบสนิท มีเพียงเสียงนาฬิกาเก่าบนผนังเดินช้าๆ ทุกคนตื่นระแวงจนไม่มีใครขยับตัว เหมือนสิ่งที่ถูกปลดปล่อยกำลังเคลื่อนไหวรอบบ้าน
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องรุนแรงที่สุดก็กลับมา พร้อมกับเงาดำลอยข้ามห้องรับแขกอย่างรวดเร็ว เงานั้นเรียกชื่อพลอยซ้ำๆจนทุกคนเริ่มได้ยินในหัวมันเกิดขึ้นจริงรอบตัวเงาดำเดินจมอยู่ในสายตา
ในคืนนั้น บ้านทั้งหลังสั่นเหมือนจะถล่ม พวกเขาก้มหลบมุมห้อง มีนได้ยินเสียงเด็กกระซิบกระซาบข้างหู เธอขุดฝ่าเท้าแนบกับพื้นรู้สึกได้ถึงแรงสั่นเคลื่อนภายในบ้าน ปุณเห็นแสงอ่อนวาบผ่านหน้าต่าง—เป็นประกายดวงตาเล็กๆ คู่ในความมืด
เมศกรีดร้องเต็มเสียง “หยุด! อย่าทำร้ายเรา!” แต่เสียงนั้นตอบสนองด้วยเสียงหัวเราะเยียบเย็น
เช้าวันที่สาม บ้านกลับเข้าสู่ความนิ่งสนิท ดวงอาทิตย์ลอยเหนือยอดไม้แต่บ้านยังเย็นยะเยือก มีนพยายามโน้มน้าวให้ทุกคนหนีออกไป พวกเขาพบว่าประตูและหน้าต่างทุกบานถูกปิดตาย ไม่สามารถออกสู่ภายนอกได้
ปุณเบือนหน้าหายใจรัว “ต้องมีทางออก…บ้านนี้มันล๊อกเราไว้”
ในความสิ้นหวัง มีนอ่อนแรงลง เธอหยิบสมุดภาพปักลงบนอกเหมือนต้องการปกป้องบางอย่าง ปุณเดินวนรอบบ้านตามสัญลักษณ์โบราณที่เห็นในคืนแรก—ทวนความคิดซ้ำๆว่าอะไรคือสิ่งที่ครอบครัวเมศปิดบัง
ระหว่างเช้า เมศค้นพบหีบโบราณในห้องทำงานของพ่อ ไขกุญแจด้วยจี้เงินของปุณ พบเทียนดำสามเล่มกับมีดแกะสลัก บันทึกลายมือแม่ของเขาระบุถึง “พิธีกรรมจมคำสาปสามวัน ถ้าเสียงกรีดร้องยังไม่หยุด บ้านจะกลืนทุกชีวิตไว้ชั่วนิรันดร์”
เขาเงยหน้าสบตาเพื่อน “…เราต้องทำพิธีนี้เอง ถ้าไม่อยากสูญเสียกันไปหมด”
กลางวันที่สาม ทั้งสามวางแผนประกอบพิธี—วางเทียนดำสามเล่ม จุดตามมุมบ้าน ร้อยชื่อทั้งหมดด้วยด้ายแดงและขีดมีดลงบนฝ่ามือส่งต่อกัน
ในขณะพิธี เสียงกรีดร้องจากใต้ถุนดังประสานพร้อมเสียงกระแทกและเสียงถากถางอาฆาต เสียงนั้นคล้ายเด็กหญิงแต่บิดเบี้ยวเป็นเสียงผู้ใหญ่กลับไปกลับมา มันดังจนบ้านสั่นสะเทือน
เทียนดับลงทีละเล่ม มีคือเงาดำล้อมพวกเขา ทั้งสามจับมือรวมกันแน่น มีนร้องไห้ ปุณท่องคาถาโบราณที่อ่านจากสมุดบันทึก เสียงในบ้านดังโหยหวน ความมืดวิ่งวนรอบพวกเขา
เมศตะโกนชื่อพลอย กวาดตาไปรอบห้อง เพ่งไปยังเงาตะคุ่มแล้วพบร่างลางๆของน้องสาว นั่งซ้อนอยู่ตรงวงมนในแสงเทียนที่เหลือ
พลอยเหลียตากลมโต น้ำตาไหล ริมฝีปากขยับเหมือนพูด “…ขอโทษด้วย พี่…แม่…ขังฉันไว้ ฉันกลัว…” เสียงนั้นพร่าเลือน แต่ทุกคนได้ยินชัด
เสียงกรีดร้องหายวับ บ้านกลับมาสงัด ทุกอย่างนิ่งงัน
แสงอาทิตย์แรกสาดเข้ากระจกรับแขก ชายสามคนกับหญิงสาวหนึ่งคน โอบกันไว้บนพื้นห้อง—ทุกคนตัวสั่น หัวใจเต้นแรง เมศทรุดตัวลงในกอดเพื่อน น้ำตาหยดลงบนมือที่เปรอะเลือด
แต่แล้ว มีนมองออกไปเห็นเงาของหญิงสาวผมยาวในชุดขาวลอยผ่านนอกหน้าต่างอีกครั้ง รอบบ้านยังคงนิ่ง ไม่มีเสียงใด มีเพียงความรู้สึกเย็นยะเยือกที่ฝังลึกตลอดไป
ทุกอย่างจบลงแค่สำหรับเช้านี้…แต่บ้านหลังนี้ไม่เคยปล่อยใครออกไปพร้อม “ความจริง” ทั้งหมด—เสียงกรีดร้องจะก้องวนในบ้านตลอดคืนเดือนสิบทุกปี ไม่มีใครรู้ว่าใครจะถูกเลือกเป็นเหยื่อในครั้งต่อไป