เสียงว่างในความมืด
สายฝนพรำตลอดเส้นทางรกร้าง รถกระบะสีเทาเก่าแล่นฝ่าความมืดเข้าสู่ซอยดินแดงที่ล้อมรอบด้วยต้นไม้สูงชะลูด เสียงน้ำฝนกระทบหลังคาอย่างหนักจนนภัสต้องกระชับมือกับมือถือแน่น มองออกไปนอกหน้าต่าง สายตาเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มันจะถึงหรือเปล่าวะ?” เสียงทรงพล กระหืดกระหอบแต่แฝงรอยขบขัน ถามขึ้นจากเบาะหลัง เขาพยายามผ่อนคลายบรรยากาศ แต่ทั้งสี่ก็ยังนิ่งเงียบเป็นระยะ ๆ ขณะรอรถถึงจุดหมาย
“อย่าบ่นดีกว่าพล บ้านนี้ไม่มีรถเมล์ผ่านมาหลายปีแล้ว” กษิดิศ คนขับ สวนพลางปรายตาไปทางเพื่อนสาวอีกคนที่นั่งข้าง ๆ วาริน ร่างผอมบางหน้าดุ เธอเงียบเป็นพิเศษตั้งแต่ได้รับงานนี้จากอาจารย์
“เวลาแบบนี้ ให้รังวัดตึกก่อนทุบทิ้ง เป็นใครก็คิดมากเถอะ” วารินพูดเบา ๆ เหมือนไม่อยากให้ใครได้ยิน
“ทุกคนมีงานกันหมด ได้ค่าแรงก็ดีแล้ว” นภัสแย้งให้กำลังใจ แต่เสียงของเธอกลับสั่นลอดซอกนิ้วที่กุมมือถือไว้แน่น นักศึกษาทุกคนมีเหตุผลต้องการเงินกันทั้งนั้น แม้จะต้องสำรวจโรงเรียนร้างในชนบทที่แทบไม่มีใครอยากเข้ามา
ฝนหยุดเมื่อพวกเขาจอดรถตรงลานว่างหน้าอาคารไม้สองชั้นสลัวกว่าท้องฟ้าตอนพลบ เสียงดังแปลกประหลาดอย่างไร้ที่มา อาจเป็นกิ่งไม้เสียดสีกัน หรือเพียงเสียงลมหวิวเล่นกับเม็ดฝนที่หยุดตกกะทันหัน
ทุกคนยกเป้สะพายหลัง ลงจากรถอย่างระวัง นภัสรีบก้าวนำแต่ชะงักเมื่อหัวเข่ากระทบกับกระดิ่งทองเหลืองเก่าพันเชือกคล้องไว้มุมบันได มันไกวเบา ๆ ทั้งที่ลมหาย สายตาของทุกคนจดจ้องไปยังมุมมืดด้านใน ตัวอาคารไร้ไฟฟ้า เห็นแต่เงาของฝุ่นหนาทึบหนักกับฝาไม้เปื่อยยุ่ย
“ลงมือเลยมั้ย?” กษิดิศทำลายความเงียบ ทุกคนตกลงหยิบเครื่องมือและไฟฉายออกมา วันแรกของการสำรวจเริ่มต้นด้วยความรู้สึกอึดอัดไม่ได้รับเชิญในบ้านแปลกหน้าที่ดูเหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง
พวกเขาแยกย้ายกันตามแผนสำรวจ กษิดิศเดินไปฝั่งอาคารเรียน นภัสกับวารินเลือกชั้นล่าง ทรงพลแบกขาตั้งกล้องเข้าไปในห้องปกครองที่ประตูฝังป้ายสนิม ‘งดใช้-อันตราย’
นภัสยืนกลางโถงมืด จดบันทึกขนาดห้อง เสียงดัง ‘กรอก—กรอก’ ของรองเท้าส้นสูงใจกลางความเงียบเดินสวนมาทางเธอ ไม่มีใครอยู่แถวนั้น นภัสนิ่งหลับตา ความเย็นเฉียบจับที่ท้ายทอย
“ใคร?” เธอกระซิบ ไม่มีคำตอบ เงาตะคุ่มปรากฏริมหน้าต่าง แต่เมื่อนภัสหมุนตัวก็พบเพียงช่องว่างอันว่างเปล่า เสียงข้าวของหย่อนร่วงจากชั้นสองดึงให้ทุกคนหยุดชะงัก
“พล ไปดูไหม?” วารินกระซิบ ทรงพลกลืนน้ำลายก่อนจะคว้ากระบองตลก ๆ ที่เขาตั้งใจเอามาแกล้งเพื่อนขึ้นไปก่อน ทุกคนตามช้า ๆ ตามหลัง เลียบผนังผ่านห้องเรียนมืดสนิท
เสียงพลเปิดประตู “แค่ข้าวของตก ไม่มีอะไร” เขาพยายามหัวเราะแต่แววตาสั่นกลัว นภัสจ้องมองเศษผ้าเก่าบนพื้นที่เหมือนเคยเป็นที่คลุมร่างคน เธอไม่พูดอะไร สายตาจับตาไปที่รอยเท้าดินเหนียวเป็นแพ — ถ้ามีลมจากหน้าต่างก็น่าจะพัดให้หาย แต่ลางร้ายนี้ยังอยู่ชัดเจน
พักเที่ยงคืน ทุกคนรวมตัวที่บันไดใหม่ มีเสียงแว่ว ๆ จากมุมอับของตัวตึก ขณะที่พลกำลังเล่าเรื่องล้อ ๆ ว่ามีเด็กผีเดินสวนกลางดึก ไฟฉายของวารินดับวูบไปดื้อ ๆ ทั้งที่ใส่ถ่านใหม่ ความเงียบเข้าครอบงำ พรมน้ำฝนเริ่มหยดจากขอบหลังคาลงหัวใครสักคนไม่มีใครแน่ใจว่าเป็นฝนหรือเสียงหยดน้ำที่มาจากหลังผนัง
“คืนนี้เราพักที่นี่เลยไหม?” กษิดิศถามเป็นรอบที่สาม วารินมองขึ้นไปยังฝ้าเพดาน ชั้นสองมีบางอย่างกระตุกให้เธอย้ำว่า “ไม่ออกกลางคืนอีกนะ พรุ่งนี้จะรื้อชั้นใต้ดินด้วย”
เสียงหายใจของกลุ่มเพื่อนขาดห้วง ใครบางคนหัวเราะทั้งที่ฟันสั่น ขณะที่ไฟฉายคนละอันเริ่มดับไล่เรียงทีละอัน ทิ้งบ้านทั้งหลังไว้ในความมืด
เช้าวันต่อมา หมอกขาวลอยอ้อยอิ่งเหนือพื้น เวลานี้ความกังวลถูกกลบไว้ด้วยภารกิจ นภัสดุ่มเดินนำถือไฟฉายกับเครื่องมือวัดความชื้นไปทางบันไดลงสู่ห้องเก็บของชั้นใต้ดิน ประตูไม้เก่า ๆ มีลวดลายคล้ายอักขระจาง ๆ ที่ไม่มีใครอ่านออก โซ่เหล็กคล้องหลายชั้นคลายล็อกอย่างเก่าแก่จนแค่ขยับก็ดีดหลุดออกมาทีละเส้น
วารินจุดไฟฉายขึ้นส่อง ภายในมีทั้งกลิ่นอับชื้นและเสียงสิ่งของเก่ากรอบแกรบ ได้ยินเสียงกริ่งเหล็กแผ่ว ๆ ลอยวนมาอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่กระดิ่งทองเหลืองเก่านั้นถูกแขวนบนบันไดข้างนอก
ทรงพลขี้เล่นตัดสินใจหาเสียงว่าแค่แมวหรือหนูหรือไม่ เข้าไปงัดลังหนึ่งออกกลับเจอกับสมุดเล่มเล็กเก่า ด้านหน้าปกมีชื่อ “ศันสนีย์” เขียนอย่างลวก ๆ ด้วยหมึกสีน้ำตาลจาง
กษิดิศย่อตัวลงอ่านสมุดนั้น พลางหยิบเศษผ้าสีซีดที่มุมหีบขึ้นมา พลันนั้นทั้งกลุ่มก็เงียบเหมือนถูกบีบรอบคอ เสียงกริ่งดัง ‘กรุ๋งกริ๋ง’ ขึ้นแบบไร้ที่มา เงาปรากฏริบ ๆ ตามขอบห้อง นภัสรีบกระชับมือถือแน่น จังหวะนั้นประตูใต้ดินปิดตัวเองโครม!
ไฟฉายสาดส่องไปโดนรอยขีดข่วนตามผนัง ลึกจนเหมือนมีบางอย่างพยายามข่วนออก เสียงหายใจหอบ ๆ ปะปนระหว่างพวกเขา กับเสียงฝีเท้าแผ่ว ๆ ที่ไม่ได้มาจากใครในหมู่ตัวเอง
“ศันสนีย์คือใคร?” ทรงพลกระซิบขรึม ๆ พลิกสมุดอย่างลังเล พบแต่หน้าว่าง ๆ เต็มไปหมด ยกเว้นหน้าสุดท้ายมีเพียงประโยคเดียว “อย่าเชื่อเสียงว่าง”
“เสียงว่าง…หมายถึงอะไร?” นภัสถามเสียงสั่น ขณะจ้องไปตรงผนังเหมือนชายเสื้อสีขาวหายไปในความมืด
ยังไม่ทันทันได้คิดหรือถามกันต่อ เสียงกริ่งดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้อยู่ใกล้จนน่าขนลุก เหมือนกระซิบอยู่ติดริมหู
อึดใจเดียวกษิดิศกับพลโวยว่าเริ่มอึดอัดหายใจไม่ออก จู่ ๆ มุมฝ้าเพดานก็ส่งเสียง ‘แกร็ก’ คล้ายไม้เปลี่ยนที่ วารินลูบฝาผนังเจอรูเล็ก ๆ ช่องหนึ่ง เธอสอดสายตาดู เงาดำพาดผ่านช่องไปช้า ๆ เสียงหายไป สนิท
ไฟฉายนภัสดับอีกครั้ง ทิ้งความมืดสนิทไว้ ทั้งสามคนต่างนั่งตัวแข็ง น้ำเสียงสั่นพูดแซงกัน “อย่าออกไปทีละคน” วารินย้ำเบา ๆ ทว่าพลกลับตัดสินใจพุ่งเข้าประตูทันที พลผลักประตูสุดแรง ประตูเปิดออกง่ายอย่างผิดปกติ ภาพตรงหน้ากลับพบว่าพลอยู่คนเดียวในลานโล่ง ไม่มีใครตามออกมาเลย
พลหันกลับ ประตูใต้ดินปิดสนิทเขาทุบเรียกกลับไม่มีเสียงตอบ เสียงฝีเท้าเดินออกมาตรงระเบียงเหนือหัวชั้นสอง เขาถอยหลังช้า ๆ ก่อนสายตาจะดึงไปยังหญิงสาวชุดขาวยืนอยู่นิ่ง ๆ ใต้ต้นไม้เก่าหลังโรงเรียน
เบื้องบน บนห้องใต้ดิน นภัส วาริน กษิดิศกำลังตื่นตระหนก เสียงกริ่งผิดที่ผิดเวลา เสียงหวีดเย็นเหมือนลมแรงปะทะผนัง คนทั้งสามโต้เถียง พยายามหาทางออกในความมืด สุดท้ายวารินสารภาพลึก ๆ ด้วยเสียงสั่น “…ฉันเคยมาโรงเรียนนี้มาก่อน”
นภัสกับกษิดิศตกตะลึง วารินเล่าทั้งที่น้ำตาคลอว่าเธอเคยเป็นเด็กนักเรียนที่นี่เมื่อสิบปีที่แล้ว และวันหนึ่งมีเด็กผู้หญิงชื่อศันสนีย์หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทุกคนเชื่อว่าเธอหนีออกจากบ้าน วารินเป็นคนเห็นศันสนีย์ครั้งสุดท้ายกำลังเดินลงใต้ดินตามเสียงกระดิ่งวนเวียน เธอเองไม่กล้าเล่าความจริงกับใครเพราะกลัว โทษตัวเองมาตลอดสิบปี
ขณะเดียวกัน เสียงกริ่งดังขึ้นในใจวารินอีกครั้ง สมุดปกเก่าเล่มนั้นกลับมีข้อความใหม่ขึ้น “ช่วยฉันด้วย” ทุกคนตัดสินใจเจาะฝาผนังซึ่งฝั่งหนึ่งขุยไม้อ่อนยุ่ย พังผนังจนพบช่องลับหลังตู้เรียนเก่า ประตูเล็ก ๆ ที่ถูกทาสีทับไม่ให้เห็นรอยเดิม
วารินลังเลชั่วอึดใจ เมื่อล็อกปากช่องเปิด กลิ่นอับตีหน้าพร้อมเสียงขูดขีดรอบกำแพง เสียงกรีดร้องไกล ๆ ดังขึ้น ทุกคนรวมพลังผลักบานประตู พบกับห้องเล็ก ๆ ที่กลางห้องมีรอยขูดเป็นวงกลมและร่องรอยของกระดาษโน้ตถูกยัดแน่นอยู่ใต้แผ่นพื้นปูเก่า
มือสั่นเทาของวารินหยิบกระดาษใบนั้น เปิดอ่านข้อความซ้ำ ๆ “อย่าไว้ใจเสียงว่าง…” ทุกคนต่างขนลุกซู่ กษิดิศซักถามอย่างไม่ละเว้น “ศันสนีย์…เธออยู่ไหน?” ขณะนั้นเงาขาวพาดผ่านด้านหลัง เกิดความรู้สึกเย็นวาบรอบสี่ที่เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
ด้านนอก ทรงพลเห็นหญิงสาวชุดขาวเคลื่อนไหวช้า ๆ หันหลังให้เขาตลอด พลลังเลก่อนกลั้นใจเดินเข้าไปหา “ศันสนีย์!” หลังเอ่ยเสียงนั้น ทุกอย่างสงบลงชั่วขณะ หญิงสาวหันมา ใบหน้าว่างเปล่าไม่มีเค้าตา จู่ ๆ กระดิ่งก็ส่งเสียงดังปานจะขาดใจ พลทรุดลงกับพื้นหายใจไม่ออก เหมือนถูกดึงสู่ความว่างเปล่า บรรยากาศรอบตัวเหมือนหายไปกับแผ่นดิน
ในห้องใต้ดิน กำแพงรอบข้างสั่นไหวเหมือนฝันร้าย ความเงียบแผ่กว้างออกไปเรื่อย ๆ จู่ ๆ ทางออกเดียวถูกปิดสนิท เสียงเดินวนเวียนอยู่กลางห้อง เสียงกระดิ่งดังรัวเหมือนเร่งเวลา นภัสเงยหน้าทั้งน้ำตา “เราไม่ควรเชื่อสิ่งที่ได้ยิน…”
ขณะที่เสียงเงียบสนิท เงาของศันสนีย์ถูกดึงแทรกกลางความมือ กำแพงรอบข้างเผยภาพซ้อนทับเหตุการณ์ในอดีต เด็กหญิงตัวเล็กเดินตามเสียงกระดิ่งจนพลัดหลง และถูกขังในความว่างเปล่า พลังบางอย่างกดดันให้เห็นภาพซ้ำซ้อนของความโดดเดี่ยว ความกลัว และเสียงกรีดร้องค่อยจางหาย วารินร้องไห้ยืนกราน “ขอโทษ…ฉันกลัวเอง ขอโทษจริง ๆ”
ทันทีนั้น รอยเปื้อนบนกำแพงเริ่มจางลง ทุกคนรวมพลังฉุดกันออกมาจากห้องลับ ในที่สุดนภัสเป็นคนตะโกนลั่น “เราต้องออกไปพร้อมกัน ห้ามฟังเสียงในหัว!” ไฟฉายทุกอันติดขึ้นมาเองอย่างประหลาด ทุกคนรวมตัวกันตะเกียกตะกายสวนเสียงกระดิ่งที่เรียกออกมา ไม่หันกลับไปมอง จนหลุดออกจากห้องใต้ดิน
ขณะออกมายืนกลางลานโล่ง ใต้ต้นไม้เก่า ทรงพลนั่งงุนงง ตาแข็งเกร็งเป็นสีขาว ไม่ตอบสนองต่อเสียงเพื่อน เขาได้ยินแต่เสียงกิ้งก่าเสียงลม ไม่มีเสียงมนุษย์อีกต่อไป รอยขีดข่วนบนพื้นใต้ต้นไม้เป็นรูปวงกลมขนาดเท่าตัวคน
ทุกอย่างเงียบสงบ หยาดฝนเริ่มลงเม็ด นภัส วาริน และกษิดิศกอดกันแน่น เสียงแว่วของกระดิ่งทองเหลืองยังวนเวียนอยู่ไกล ๆ ไม่มีใครกล้ามองกลับไปที่โรงเรียนร้างอีก ทุกคนรู้ว่าบางสิ่งยังวนเวียนอยู่กับเสียงว่างและความมืดในที่แห่งนี้—เสียงที่รอเหยื่อรายใหม่ในความสงัดและความเงียบงัน