เสียงกระซิบในเรือนหลังเก่า
เสียงจักจั่นร้องระงมทั่วทุ่งนากว้างขวาง ดวงอาทิตย์สีแดงฉานลับขอบฟ้าทิ้งเงายาวคลุมตัวบ้านไม้สองชั้นเก่าผุที่ตั้งโดดเดี่ยวตรงปลายหมู่บ้าน ขิมยืนมองประตูไม้ที่แง้มออกเล็กน้อย ลมหอบกลิ่นฝุ่นผสมกลิ่นไม้เก่าเข้าจมูก เธอกำกุญแจแน่น นิ้วมือเย็นเฉียบขณะหันไปมองเพื่อนทั้งสามคนที่ยืนลังเลอยู่ข้างรถตู้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“จะเข้าไปจริงเหรอขิม…” เสียงนันท์พูดแผ่ว เบนสายตามองสนามหญ้ารกข้างบ้านที่ปลิวไปตามลม
“เราต้องเข้าไปสิ คืนนี้ไม่มีที่พักที่อื่นแล้ว” ขิมตอบเสียงแข็ง พยายามกลบความกลัวในใจ เธอไม่อยากให้ใครรู้ว่าสิ่งที่ทำให้เธอไม่ยอมถอย ไม่ใช่เพียงเพราะไม่มีที่พัก แต่เป็นเพราะบางอย่างในใจที่เธอไม่เข้าใจ
หมิวเดินนำเข้ามา มือหนึ่งกำโทรศัพท์ไว้แน่น เธอเปิดแฟลชส่องทางเดินไม้ที่ดังเอี๊ยดอ๊าด สายตากวาดมองผนังที่มีรอยคราบน้ำและรอยขูดขีดเหมือนมีคนใช้เล็บข่วนจนลึก
“ทำไมต้องเป็นบ้านนี้นะ…” หมิวบ่นเบา ๆ แต่เสียงของเธอกลับก้องในความเงียบรอบตัว ราวกับบ้านทั้งหลังฟังอยู่
ขิมเหนี่ยวไกกุญแจเปิดประตู ก้าวเข้าสู่ห้องโถง สิ่งแรกที่สัมผัสคือความเย็นยะเยือกผิดธรรมชาติ ทั้งที่เป็นฤดูร้อน
“มาเถอะ เรารีบจัดของแล้ว…หาอะไรกินก่อน” ขิมพูด พยายามไม่สบตากับเงาดำที่พาดผ่านผนัง บางอย่างในใจเต้นระส่ำแต่เธอฝืนยิ้ม
ไผ่ ผู้ชายคนเดียวในกลุ่ม แบกกระเป๋าขึ้นบันไดไม้ที่สั่นไหว เขาพยายามไม่สนใจเสียงขู่กร้องเบา ๆ คล้ายแมวแต่ไม่มีแม้แต่เงาของสัตว์สักตัวในบ้าน
พวกเขาเลือกจัดห้องนอนรวมที่ชั้นบน ขิมนั่งลงบนฟูก ข้างหน้าต่างที่มองเห็นท้องฟ้ากำลังกลืนกินแสงสุดท้าย นันท์เปิดหน้าต่างออกให้อากาศถ่ายเท กลิ่นดินเปียกโชยเข้ามาแต่มันไม่ได้ช่วยให้ห้องนี้รู้สึกอบอุ่นขึ้นเลย
ขิมหยิบรูปถ่ายเก่าของครอบครัวขึ้นมาดู รูปนั้นคือเหตุผลที่เธอยืนอยู่ที่นี่—เธออยากรู้ว่าทำไมแม่จึงห้ามเธอไม่ให้กลับบ้านหลังนี้ ทั้งที่มันเป็นบ้านเกิดของแม่เอง
เสียงไม้ลั่นกรอบแกรบดังขึ้นข้างหลัง ขิมหันไปเห็นเงาของใครบางคนบนผนัง แต่พอเธอหันกลับไป ไม่พบใครเลย
“ขิม เมื่อกี้เธอได้ยินเสียงอะไรมั้ย” หมิวกระซิบ ขิมส่ายหน้า แม้จะรู้ดีว่าเสียงนั้นไม่ได้เกิดจากจินตนาการ
คืนแรกผ่านไปอย่างอึดอัด แต่ไม่มีใครกล้าพูดถึงสิ่งผิดปกติ จนเช้าแสงแดดอ่อนส่องลอดผ้าม่าน ทุกคนเหมือนจะผ่อนคลายมากขึ้น ขิมเดินสำรวจบ้าน พบห้องเก็บของเล็ก ๆ ที่ประตูถูกล็อกจากด้านนอก เธอลองบิดลูกบิด มันขยับนิดเดียว
“อย่าเปิดเลย” เสียงหมิวเตือน ขิมชะงัก เธอรู้สึกเหมือนมีใครมองอยู่จากข้างใน
หลังอาหารเช้า กลุ่มเพื่อนเดินเล่นรอบบ้าน สำรวจสวนที่รกชัฏจนแทบไม่มีทางเดิน ไผ่เอ่ยขึ้นว่าเหมือนมีคนเคยอยู่ที่นี่เพิ่งไม่นาน แต่ไม่มีร่องรอยของมนุษย์เลย
บ่ายวันนั้น อากาศร้อนอบอ้าวจนง่วง ทุกคนนอนพักกลางวันที่ห้องนั่งเล่น ขิมฝันถึงเสียงกระซิบแปลก ๆ วนเวียนในหัว แต่พอตื่นขึ้นมากลับจำอะไรไม่ได้เลย
เสียงเคาะดังมาจากห้องเก็บของ ขิมเดินไปดูกับไผ่ ฝุ่นหนาเกาะประตูจนแทบมองไม่เห็นร่องรอยอะไร ไผ่แนบหูฟังแล้วผละออกทันที “เหมือนมีคนอยู่ข้างในนะ…”
“อย่าหลอกกันสิไผ่” ขิมฝืนหัวเราะ ทั้งที่ขนลุกวาบไปทั้งร่าง
คืนนั้นเกิดสิ่งผิดปกติรุนแรงขึ้น ไฟในบ้านดับลงกะทันหัน ทั้งกลุ่มรวมตัวกันนั่งรอบตะเกียงเล็ก ๆ ใบหน้าแต่ละคนซีดเผือด ต่างคนต่างเหลียวซ้ายแลขวา
“ใครลงไปดูฟิวส์ที…” นันท์เสนอ ทุกคนเงียบ ต่างผลัดกันมอง ไม่มีใครอยากไปคนเดียว ขิมตัดสินใจลุกขึ้น “เราไปเอง”
ไผ่คว้าไฟฉายเดินตามมาด้วย ขิมเดินนำลงบันได เงาในความมืดดูหนาแน่นขึ้นทุกที เสียงลมหายใจไผ่ดังผิดปกติ ขิมใจเต้นตึก ๆ เมื่อเดินผ่านห้องเก็บของ เธอเหมือนเห็นเงาเล็ก ๆ เคลื่อนไหวอยู่ข้างหลังแผ่นไม้
เมื่อถึงห้องไฟ ขิมเปิดกล่องฟิวส์ แรงสั่นของมือทำให้สวิตช์หล่น เธอหยิบขึ้นมา เสียงกระซิบเบา ๆ ดังข้างหู
“กลับไป…อย่าอยู่ที่นี่…”
ขิมชะงักงัน หันขวับไป ไผ่ยืนห่างออกไปหลายก้าว ดวงตาเขาเบิกกว้าง “เธอพูดอะไรหรือเปล่า…”
“ไม่ได้พูด…” ขิมเสียงแหบ เธอเปิดฟิวส์ ไฟกลับมา แต่ความรู้สึกเย็นเยียบยังไม่ไปไหน
คืนนั้น ขิมนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ ฝันว่ามีมือบาง ๆ จับข้อเท้าไว้แน่น เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เสียงฝีเท้าแผ่วเบาเดินวนรอบห้อง ทุกคนดูเหมือนหลับสนิท ไม่มีใครตื่นมาเลย
เช้าวันต่อมา กลุ่มรู้สึกหงุดหงิดและอารมณ์เสียโดยไม่มีสาเหตุ ไผ่เอาแต่เงียบ หมิวพยายามโทรหาคนในหมู่บ้านแต่สัญญาณขาดหาย นันท์เดินสำรวจรอบ ๆ บ้านแล้วกลับเข้ามาพร้อมเศษผ้าที่ขาดวิ่นกับกระดุมไม้ในมือ
“มันอยู่ใต้ต้นไม้หลังบ้าน เหมือนของเด็ก…” นันท์พึมพำ ขิมสังเกตว่านันท์เริ่มพูดน้อยลง เหมือนมีอะไรบางอย่างกดทับใจเขาอยู่
เมื่อเย็นมาเยือน บ้านกลับเงียบผิดปกติ ทุกคนรวมตัวกันที่ห้องนั่งเล่น ไม่มีใครกล้าไปคนเดียวอีกแล้ว ขิมหยิบรูปถ่ายขึ้นมาอีกครั้ง จ้องมองหน้าแม่ในรูปนาน ๆ
“แม่เคยมาอยู่ที่นี่นานแค่ไหนขิม” ไผ่ถาม ขิมตอบช้า ๆ “ไม่แน่ใจ…แม่ไม่เคยเล่าอะไรเกี่ยวกับบ้านนี้เลย”
“บ้านนี้ดูเหมือนไม่อยากให้ใครอยู่…” หมิวพูดเบา ๆ แล้วเงียบ
คืนนั้น มีเสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังมาจากทั่วทั้งบ้าน ราวกับมีคนมากระซิบอยู่ข้างหูทุกคน ต่างคนต่างพยายามปิดหูแต่เสียงนั้นยังแทรกเข้ามาในหัว
“ออกไป…ออกไป…”
ขิมนอนตัวแข็งทื่อ น้ำตาไหลช้า ๆ เธอกดมือแน่นกับฟูก พยายามไม่ฟัง แต่เสียงนั้นก็ยังคงอยู่
รุ่งเช้า หมิวเก็บข้าวของจะกลับทันที “เราทนไม่ไหวแล้วขิม เธออยากอยู่ก็อยู่ แต่เราจะไป”
ขิมเงียบ ไม่ตอบอะไร ไผ่กับนันท์ก็มองหน้ากันอย่างลังเล
“จะไปจริง ๆ เหรอหมิว…” ไผ่ถาม
“ใช่ ฉันฝันร้ายทุกคืน เสียงนั่นมันอยู่ในหัวฉัน…” หมิวพูดเสียงสั่น
ขิมยืนตัวแข็ง ความรู้สึกผิดปกติบางอย่างก่อตัวขึ้น เธอหยิบรูปถ่ายขึ้นมาดูอีกครั้ง เห็นรอยขีดเขียนด้านหลังรูปเป็นตัวหนังสือจาง ๆ
“อย่าไว้ใจเงา…ถ้ามันหันหน้ามาหา อย่ามองตาเด็ดขาด”
ขิมขนลุก เธอเอารูปให้ทุกคนดู ไผ่หน้าเสีย “ใครเขียน…”
“ไม่รู้…แต่เป็นลายมือแม่เรา” ขิมตอบ
บ่ายวันนั้น นันท์หายตัวไปจากบ้าน ทุกคนออกตามหาแต่เจอเพียงรอยเท้าฝุ่นที่หายไปตรงประตูห้องเก็บของ ขิมเคาะประตู ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงความเงียบดังก้องจนใจหวิว
หมิวร้องไห้ “เราต้องออกไปเดี๋ยวนี้ ขิม…”
แต่ขิมยืนกราน “ไม่! ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่”
ไผ่ลังเล “ขิม ถ้านันท์…ถ้าเธอเป็นอะไรไปล่ะ”
ขิมต่อต้าน “ฉัน…ฉันต้องรู้! ถ้าใครจะไปก็ไป…”
คืนนั้น ฝนตกหนักจนเสียงฟ้าร้องกลบเสียงกระซิบ ทุกอย่างในบ้านมืดสนิท มีเพียงแสงวาบจากฟ้าผ่าเท่านั้นที่ส่องเห็นเงาเดินวนไปมา
ขิมนั่งอยู่คนเดียวในห้อง เงาสีดำค่อย ๆ ทอดยาวบนผนัง เธอหลับตาแน่น ไม่กล้าลืมตา
ในความมืด เสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ ๆ แล้วหยุดข้างหู เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง
“เธอจำไม่ได้จริง ๆ หรือ…”
ขิมสะดุ้ง เธอร้องไห้ “ฉันไม่รู้…ฉันไม่รู้จริง ๆ…”
ประตูห้องเปิดออกเอง หมิวกลับมาเรียก “ขิม…ไปกับฉันเถอะ…”
ขิมลุกขึ้นเดินออกจากห้อง หมิวจับมือเธอแน่น มือเย็นเฉียบจนขิมสะดุ้ง เธอหันไปมองหน้าเพื่อน แต่หมิวไม่ยิ้ม ดวงตาว่างเปล่า
“หมิว…” ขิมเรียกเบา ๆ แต่หมิวไม่ตอบ พาเธอเดินไปยังห้องเก็บของ
ประตูเปิดออกในความมืด เงาดำภายในห้องขยับไหว เสียงกระซิบดังสนั่น “อย่ามองตา…”
แต่ขิมหันไปสบตาเข้ากับเงาดำนั้นทันที เธอเห็นดวงตาไร้แววลึกสุดใจ ความทรงจำพรั่งพรูกลับมาราวน้ำป่าไหลหลาก—บ้านหลังนี้เคยเป็นสถานที่ที่แม่กับครอบครัวของแม่ถูกกักขัง จากการถูกกล่าวหาว่าทำพิธีกรรมต้องห้าม แม่หนีรอด ส่วนเด็ก ๆ ในบ้านถูกบังคับให้เงียบอยู่กับความกลัวและเสียงกระซิบของเงาดำในห้องเก็บของ
“เธอ…ทิ้งเราไว้…” เสียงเด็กผู้หญิงซ้อนทับในหัวขิม น้ำตาไหลพราก
ขิมทรุดลงกับพื้น หมิวกลายเป็นเพียงเงาดำ ไผ่ยืนอยู่หน้าประตู ขิมร้องเรียกแต่ไม่มีเสียงตอบ ไผ่ล้มลง ขิมคว้าแขนแต่สัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า
เสียงกระซิบครางดังยาว “เจ้าของบ้านต้องจ่ายหนี้ให้ครบ…”
ขิมพยายามร้องขอชีวิต เธอกอดรูปถ่ายแน่น ภาพใบหน้าของแม่ซ้อนทับกับเงาดำ ดวงตาทั้งคู่เปล่งแสงวาววับ ระหว่างนั้นขิมเข้าใจว่าความทรงจำที่หายไปคือความผิดที่แม่ทิ้งทุกคนไว้กับบ้านหลังนี้
ประตูทุกบานในบ้านเปิด-ปิดเสียงดัง ทุกอย่างในบ้านสั่นไหว เสียงกระซิบซ้อนทับเป็นหมื่นเสียงจนแทบขาดใจ
รุ่งเช้า ขิมนั่งนิ่งอยู่กลางห้องโถงบ้านเก่า เพื่อน ๆ ของเธอหายไปหมด บ้านกลับมาเงียบสงัด ไม่มีแม้แต่เสียงจักจั่น ขิมลุกขึ้นเดินออกจากบ้าน เธอหันกลับไปมองเรือนหลังเก่าอีกครั้ง มีเงาเล็ก ๆ โบกมืออยู่ที่หน้าต่างห้องเก็บของ
ขิมไม่เหลียวหลัง เธอเดินจากไป ภาพบ้านและเสียงกระซิบยังคงดังก้องในหัวของเธอตลอดกาล