คืนกลางป่าที่ไม่มีใครกลับออกมา
สายลมเอื่อยเฉื่อยยามเย็นพัดผ่านชายป่า เสียงใบไม้แห้งกรอบใต้เท้าดังกึกก้องในความเงียบ มีเพียงเสียงนกร้องห่างไกลและกลิ่นไม้เฉพาะตัวเท่านั้นที่บอกว่ายังอยู่ในโลกจริง “เราเดินเข้าจุดนี้จริง ๆ เหรอ” แพรวพูดเบา ๆ พลางมองหน้าภูผาและเมย์ที่เดินขนาบข้าง ทั้งสามแบกเป้คนละใบ พยายามเดินตามรอยจีพีเอสเก่า ๆ ที่ภูผาได้มาจากโทรศัพท์ของพี่ชายที่หายตัวไปเมื่อเดือนก่อน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ภูผาขบฟันแน่น เขาทำท่าใจร้อนแต่ฉายแววกังวลลึก ๆ “ถ้าไม่เริ่มจากตรงนี้ เราจะไม่มีวันหาตัวพี่สกลเจอเลยนะ” มือเขากำโทรศัพท์แน่นจนข้อขึ้นขาว
เมย์มองดูรอบ ๆ อย่างไม่ไว้วางใจ “แต่แถวนี้มันไม่มีสัญญาณ ไม่มีร่องรอยคนเลยนะภู ผิดปกติจริง ๆ” เสียงเธอสั่น หางเสียงขาด ๆ หาย ๆ เหมือนจะโดนกลืนโดยความเงียบของป่า
แพรวกลืนน้ำลาย มองลึกเข้าไปในแนวไม้สีดำที่ตั้งต้นหนาแน่น ราวกับตรงนั้นซ่อนบางสิ่งที่ไม่ควรถูกค้นพบ “เราแค่ไปถึงจุดที่เครื่องหมายนั่น แล้วออกมา… ถ้าหาตัวเขาไม่เจอก็แค่นั้น” เธอพูดเบา ๆ เหมือนให้กำลังใจตัวเองมากกว่าคนอื่น
ทั้งสามเดินลึกเข้าไปทุกที ความเงียบงันชวนให้อึดอัด เมื่อพวกเขาหยุดพักชั่วครู่ แพรวหยิบขวดน้ำออกมาดื่ม ก่อนจะหยุดนิ่งเหมือนโดนตรึง เธอเงี่ยหูฟัง “ได้ยินมั้ย… เหมือนมีเสียงคนกระซิบเบา ๆ”
ภูผาทำท่าจะพูดอะไรแต่ก็เงียบลง สีหน้าเขาเปลี่ยนไปทันทีเมื่อเมย์พยักหน้าอย่างตื่นกลัว “ฉันได้ยิน… เหมือนเขากำลังเรียกชื่อใคร”
แพรวหน้าซีดขาว เธอส่ายหัว “อย่าเพิ่งไปสนใจเสียงนั่น มันอาจจะลมพัดก็ได้ ไปต่อเถอะ”
หมอกเริ่มโรยตัวลงปกคลุมพื้นดินขณะพวกเขาเดินต่อไป เสียงฝีเท้าของทั้งสามผสมกับเสียงกรอบแกรบของใบไม้ร่วงสร้างจังหวะประหลาดรอบตัว ทุก ๆ สิบก้าวพวกเขาจะหยุดฟัง เหมือนกลัวว่าจะมีอะไรโผล่ออกมาจากมุมมืด
เมย์หยุดเดิน เธอมองข้างทางอย่างหวาดระแวง “ทำไมรู้สึกว่ามีอะไรเดินตามหลังเราตลอด”
ภูผาบีบเป้แน่น เขาพยายามกลืนน้ำลายแต่คอแห้งผาก “ถ้ามีอะไรก็เข้ามาเลยสิ!” เขาตะโกนเสียงดังสะท้อนกลับมาเพียงความว่างเปล่า
แพรวส่ายหน้า “อย่าตะโกน… อย่าท้าทาย” เธอพูดเสียงเบา แต่น้ำเสียงจริงจังจนน่าแปลกใจ
เมื่อพวกเขามาถึงลานกว้างเล็ก ๆ สัญญาณจากจีพีเอสชะงักลง ภูผาก้มดูหน้าจอแล้วสบถออกมา “เส้นทางหายไป… แบตจะหมดด้วย”
เมย์กอดตัวเองแน่น “เราจะถอยกลับตอนนี้ทันมั้ย”
แพรวมองฟ้า ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบไม้ เงาของต้นสนยาวเหยียดลงบนพื้นดินราวกับนิ้วมือที่พุ่งเข้าใกล้พวกเขาทีละน้อย
ภูผานั่งลงกับพื้น มือสั่นน้อย ๆ “ผมขอโทษนะ… ที่ลากทุกคนมาที่นี่”
แพรวนั่งลงเงียบ ๆ ข้างเขา เมย์มองไปรอบ ๆ เหมือนกำลังลังเลจะพูดอะไรบางอย่างแต่กลืนคำพูดลงคอ
ขณะนั้นเอง เสียงกระซิบเบา ๆ ดังขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม ราวกับดังอยู่ข้างหู “กลับไม่ได้แล้ว…”
แพรวสะดุ้งโหยง เธอลุกพรวดขึ้นมองไปรอบ ๆ “ใครพูด! ใครอยู่ตรงนั้น!”
ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่านจนขนลุก
ภูผาหันไปหาเมย์ “เธอได้ยินมั้ย”
เมย์ก้มหน้าหลบตา “ได้ยิน… เมื่อกี้… มันเหมือนเสียงพี่สกล”
แพรวเงียบไปทันที เธอไม่กล้าพูดอะไรต่อ
ทั้งสามตัดสินใจกางเต็นท์ตรงลานนั้น แม้จะรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจแต่ก็ไม่มีทางเลือก ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ท้องฟ้ามืดเร็วกว่าที่คิด ลมหอบเอาความหนาวเย็นและกลิ่นดินเปียกเข้ามาในร่างกาย
ในเต็นท์เล็ก ๆ เสียงหายใจของแต่ละคนดังสลับกับเสียงจิ้งหรีด ภูผานอนลืมตาโพลง ท่ามกลางความมืด เขาเอื้อมมือไปจับข้อมือเมย์เบา ๆ “เราจะออกไปจากที่นี่ได้ใช่มั้ย”
เมย์ไม่ตอบ เธอกอดเข่าแน่น ร่างสั่นสะท้าน แพรวนอนเบียดข้าง ๆ นิ้วมือกำผ้าห่มแน่นจนเจ็บ
จู่ ๆ มีเสียงฝีเท้าเบา ๆ เดินวนรอบเต็นท์ เสียงใบไม้แห้งถูกเหยียบดังชัดเจน ทุกคนหยุดหายใจ หัวใจเต้นตุบ ๆ ดังเข้าหูตนเอง
ภูผาค่อย ๆ ขยับลุกขึ้น เขามองหน้าเพื่อนสองคนอย่างลังเล “จะเปิดดูมั้ย”
แพรวส่ายหน้า “อย่า… อย่าเปิด…”
เมย์กระซิบเสียงเบา “อยู่เฉย ๆ”
ฝีเท้าหายไปในความมืด เงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
คืนนั้นทั้งสามไม่ได้นอน ต่างคนต่างจมอยู่ในกลิ่นอายของความกลัวและเงียบงัน เมื่อรุ่งเช้า ภูผาเป็นคนแรกที่ออกมา เขามองดูรอยเท้าบนดิน มันเป็นรอยเท้าคน เดี่ยว ๆ เดินวนเป็นวงกลมรอบเต็นท์ ไม่มีรอยเดินเข้าหรือออกจากป่า
ภูผาใจเต้นแรง เขาเรียกเพื่อนทั้งสองออกมาดู แพรวสีหน้าซีดเผือด ส่วนเมย์ยืนนิ่ง เหมือนคิดอะไรบางอย่างอยู่
“รอยเท้านี่…” ภูผาพูดด้วยเสียงแผ่ว “มันวนอยู่แต่รอบเรา…”
แพรวพยายามไม่ให้เสียงสั่น “อาจจะมีคนมาแกล้งเราก็ได้”
เมย์เบือนหน้าหนี “เมื่อก่อน… ฉันเคยฝันถึงแบบนี้”
ภูผามองหน้าเธอ “ฝัน?”
เมย์เม้มปากแน่น “ไม่ใช่ฝันดี… คนที่เดินวนรอบฉันในฝัน เขาบอกว่าไม่มีใครออกจากป่านี้ได้…”
แพรวกับภูผาต่างพากันเงียบงัน ไม่มีใครเลือกจะพูดอะไรต่อ เพราะทุกคนต่างได้ยินเสียงกระซิบเดียวกันเมื่อคืนนั้น
ทั้งสามตัดสินใจเดินต่อ หวังว่าจะออกไปเจอทางเดิม แต่เดินเท่าไหร่กลับเจอแต่วงกลม พวกเขาเดินผ่านต้นไม้ต้นเดิม ๆ มีรอยขีดข่วนเก่า ๆ บนเปลือกไม้ราวกับมีใครพยายามทิ้งสัญลักษณ์ไว้
เมย์หยุดดูรอยขีดข่วนเหล่านั้น “รอยนี่… มันเหมือนอักษร หรือเปล่า”
แพรวขมวดคิ้ว “ไม่มีใครในสามคนรู้ภาษาโบราณพวกนี้ใช่มั้ย”
ภูผาเอื้อมมือไปลูบรอยขีดข่วนเบา ๆ สัมผัสความเย็นเฉียบที่ซึมเข้ากระดูก “มันเหมือน… สัญลักษณ์เตือนมากกว่านะ”
เมย์ตัวสั่น “เหมือนใครบางคนพยายามจะบอกว่าอย่าเดินต่อ”
พวกเขาเดินต่อไปอย่างเงียบ ๆ ร่างกายเหนื่อยล้า ใจเริ่มสั่นคลอน เสียงผิดปกติเริ่มเกิดขึ้นเป็นระยะ — เสียงฝีเท้าที่ไม่มีเจ้าของ เสียงกระซิบที่ไม่มีที่มา และความเย็นเฉียบที่ไล่ตามเงาตลอดเส้นทาง
ค่ำคืนที่สองมาเยือนอย่างรวดเร็ว พวกเขาตัดสินใจกางเต็นท์ใหม่ตรงลำธารเล็ก ๆ ที่ผ่านเจอระหว่างทาง เสียงน้ำไหลดูเหมือนจะทำให้ใจสงบ แต่กลับรู้สึกกดดันมากขึ้น
ในความมืดเมย์นั่งกอดเข่า ดวงตาแดงก่ำเหมือนไม่ได้นอน เธอมองภูผากับแพรวที่นั่งเงียบ ๆ “ทุกคนเคยสงสัยมั้ย ว่าทำไมฉันถึงต้องมาที่นี่กับพวกนาย”
ภูผาสะดุ้งเล็กน้อย “ก็… เธอเป็นเพื่อนเราไง”
เมย์หัวเราะแผ่วเบาแต่ฟังดูเศร้า “ฉันไม่ได้อยากมา… แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างบอกให้ฉันต้องมา… เหมือนเสียงกระซิบพวกนั้นมันอยู่ในหัวฉันมาตั้งแต่เด็ก”
แพรวมองเธออย่างไม่เข้าใจ “เสียงอะไร”
เมย์ก้มหน้า น้ำตาหยดลงบนหัวเข่า “เสียงที่บอกว่า… ถ้าฉันไม่มาที่นี่ จะไม่มีใครรอด”
ภูผามองหน้าแพรว พวกเขาไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เหมือนอยู่ในใจของแต่ละคน “สัญญาไว้แล้ว… อย่าละเมิดคำสัญญา”
แพรวเริ่มหวาดกลัว เธอโพล่งออกมาเสียงดัง “ใคร! ใครอยู่ตรงนี้! พอได้แล้ว!”
ไม่มีใครตอบ แต่ลมหายใจของทุกคนกลายเป็นไอขาวในอากาศเย็นยะเยือก ทั้งที่เป็นหน้าร้อน
กลางดึก ภูผาสะดุ้งตื่นเพราะฝันร้าย เขาเดินออกมานอกเต็นท์ เห็นเงาผ่านต้นไม้ชั่วแว้บ หัวใจเต้นแรง เขาเดินตามเงานั้นไปอย่างลืมตัว เสียงกระซิบดังขึ้นเรื่อย ๆ “มาทางนี้… ทางนี้…”
เขาก้าวเข้าไปในเงามืด จู่ ๆ ก็รู้สึกเย็นเฉียบจับหัวใจ เขาหยุดชะงัก มองดูรอบตัว ทุกอย่างเงียบงัน มีเพียงเสียงหัวใจของตัวเองเท่านั้น
ภูผาหันกลับแต่ไม่พบทางกลับ เห็นเพียงต้นไม้ต้นเดิม ๆ ที่ดูเหมือนจะล้อมเขาไว้ เสียงกระซิบเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้เบา ๆ “ทำไมไม่กลับบ้าน…”
เขาร้องเรียกชื่อแพรวกับเมย์ แต่ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเสียงฝีเท้าเบา ๆ และเงาเลือนรางที่เคลื่อนไหวผ่านมุมตา
เมื่อเขาหาทางกลับไปที่ลำธาร เขากลับพบแต่ความว่างเปล่า ไม่มีเต็นท์ ไม่มีเพื่อน เหมือนทุกอย่างหายไปในอากาศ ภูผาเริ่มแตกตื่น เขาวิ่งไปเรื่อย ๆ จนล้มลงกับพื้น
จู่ ๆ มีเสียงกระซิบอยู่ข้างหู “สัญญาว่าจะไม่ทิ้งกัน…”
ภูผาน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว เขากอดตัวเองแน่น รำลึกถึงความทรงจำในวัยเด็กที่เขาเคยหลงป่าและมีเด็กหญิงปริศนาช่วยนำทางกลับบ้าน แต่เขาไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใคร
เสียงกระซิบดังขึ้นในหัว “จำสัญญาได้มั้ย… จะกลับมา… จะไม่ลืม…”
ภูผาสั่นศีรษะ “ผม… ผมขอโทษ ผมจำไม่ได้จริง ๆ…”
เช้าวันรุ่งขึ้น เมย์กับแพรวตื่นแต่ไม่พบภูผา ทั้งสองค้นหากันด้วยความร้อนรน เมย์เดินนำไปตามเสียงกระซิบที่เธอได้ยินบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ “มาทางนี้…”
แพรวลังเลแต่จำต้องตามไป เสียงฝีเท้าของทั้งสองเร่งร้อนขึ้นตามเสียงนำทางที่ไม่มีเจ้าของ ก่อนจะมาหยุดตรงโคนต้นไม้ใหญ่ที่รากโผล่ขึ้นมาเหนือดิน
แพรวชะโงกดูใต้รากไม้ เธอเห็นเพียงกระดาษเก่า ๆ ยับยู่ยี่ถูกพับไว้ เธอหยิบขึ้นมาอ่าน มันคือจดหมายเก่าของเด็กคนหนึ่งที่เขียนถึงเพื่อนว่าถูกทิ้งไว้ในป่า และจะรอวันที่สัญญาจะถูกเติมเต็ม
แพรวหน้าซีด เธอหันไปหาเมย์ “นี่มันอะไร… ใครเขียน”
เมย์นิ่งงัน น้ำตาไหลพราก “ฉัน… จำได้แล้ว… ฉันคือเด็กคนนั้น… ฉันเคยติดอยู่ในป่านี้กับภูผาตอนเด็ก ๆ แต่เขาวิ่งหนีกลับออกไป ทิ้งฉันไว้… และฉัน… ไม่เคยออกไปได้เลย”
แพรวตกใจ “หมายความว่า…”
ก่อนที่เธอจะพูดจบ เงามืดหนึ่งแทรกผ่านระหว่างต้นไม้ เสียงกระซิบซ้อนกันจากทุกทิศทาง “ไม่มีใครกลับออกไปได้… ไม่มีใคร…”
แพรววิ่งหนีสุดชีวิต เสียงซ้อนเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบไม่ได้ยินเสียงตัวเองร้องไห้ เธอวิ่งวนซ้ำ ๆ ในป่าอย่างไร้ทางออก ทั้งหมดที่เธอเจอมีแต่จดหมายเตือนและรอยเท้าเก่า ๆ
เมื่อค่ำลงอีกครั้ง เสียงกระซิบกลายเป็นเสียงร้องไห้โหยหวน พื้นที่ว่างรอบตัวเต็มไปด้วยเงาเลือนราง เธอเห็นเงาเด็กหญิงกับเด็กชายจับมือกันเดินออกไปในความมืด เธอตะโกนเรียกแต่ไม่มีใครเหลียวหลัง
สุดท้ายแพรวทรุดลงกับพื้น เหงื่อไหลอาบหน้า เธอมองฟ้าที่มืดสนิท ไม่มีแม้แต่ดาว ความเงียบงันโอบล้อมเหมือนเวลาหยุดนิ่ง เสียงกระซิบสุดท้ายดังก้องในหัว “ไม่มีใคร… ออกไปได้… ไม่มีใคร…”
แสงสุดท้ายริบหรี่ลงท่ามกลางความว่างเปล่า เหลือเพียงเงาของเด็กสองคนเดินวนอยู่ในป่านั้นชั่วนิรันดร์