เพรียกจากเงาบ้านเก่า
ลมแรงกระโชกพัดผ่านกิ่งไม้หน้าบ้านไม้สองชั้นเก่าแก่ นำพากลิ่นฝนชื้นผสมกลิ่นไม้ผุ ศิวาจอดรถหน้าบ้าน เดินขึ้นบันไดอย่างช้า ๆ มือกำกุญแจแน่น ความรู้สึกตึงเครียดกดทับอยู่ในอก อากาศหนักอึ้งและทุกอย่างเงียบงันผิดปกติ นาฬิกาข้อมือกะพริบค่ำมืด ศิวาเงยหน้ามองหน้าต่างบนชั้นสอง ไฟปิดมืดสนิท ท่ามกลางเงามืด เขารู้สึกเหมือนมีเงาหนึ่งแวบอยู่หลังม่าน ซึ่งหายวับไปในเสี้ยววินาที
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงกระดิ่งลมที่แขวนหน้าเฉลียงสั่นคลอนโดยไม่มีลม ศิวายืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะไขกุญแจ เสียงประตูเก่าครางแผ่ว เขาล้วงโทรศัพท์หยิบไฟฉาย เดินเข้าบ้าน ไฟฟ้าเปิดไม่ติด มีเพียงแสงจันทราอ่อน ๆ รอดผ่านหน้าต่างบ้านไม้มาแตะผนัง
ข้าวของวางกระจัดกระจาย ผ้าคลุมเฟอร์นิเจอร์จับฝุ่นหนาตา กลิ่นอับลอยฟุ้ง ศิวาสำรวจไปทีละห้อง เขารู้สึกได้ถึงความเย็นวูบวาบและแรงกดดันคล้ายบางอย่างแฝงตัวอยู่โดยรอบ หัวใจเต้นแรงเมื่อนึกถึงจดหมายที่พี่สาวส่งมาเรียกให้กลับบ้านนี้ จดหมายนั้นไม่มีข้อความบอกเหตุผล มีเพียงประโยคเดียว สั้น ๆ ว่า “กลับบ้าน เราต้องคุยกัน”
เสียงรองเท้าแตะบนพื้นไม้ดังเบา ๆ จากข้างหลัง ศิวาหันควับ พลันแสงไฟฉายจับไปที่พื้น ไม่มีใคร เขายืนนิ่ง ฟังเสียงลมหายใจตัวเอง มือเริ่มสั่นเล็กน้อย
เขาขึ้นบันไดอย่างเงียบงัน บันไดส่งเสียงลั่นอีกครั้งในความมืด เสียงคล้ายคนลากเท้าบนพื้นข้างบันไดดังแผ่ว ๆ ผ่านหู เขาตั้งใจคิดว่านั่นเป็นเสียงหัวใจตัวเอง หรือเพียงเสียงไม้เก่าๆ ทว่าในใจกลับรู้ดีว่าไม่ใช่
แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างโถงชั้นบน ขณะที่ศิวามาถึงประตูห้องนอนเด็กๆ ของเขา ประตูแง้มอยู่เล็กน้อย เขาเอื้อมมือผลักเข้าไป ห้องถูกเก็บรักษาเหมือนเดิม ตุ๊กตาผ้าเก่า ๆ วางบนเตียงที่ไร้ผ้าห่ม กล่องดนตรีสีหม่นวางอยู่มุมโต๊ะ ศิวาเดินไปหยิบขึ้นมาดู พลันเสียงกระซิบเบา ๆ ดังแว่วจากอีกฟากของห้อง—เสียงเด็กผู้หญิงร้องเพลงกล่อมเด็ก แต่ถ้อยคำกลับปนแปลกประหลาด คล้ายบทสวดลึกลับที่แฝงความเศร้าและอาฆาต
เขาหันค้นรอบห้องอย่างเร่งรีบ กลับไม่พบใคร เพลงกล่อมดังขึ้นทีละน้อย เหมือนมีต้นเสียงจากใต้พื้น ศิวาลูบพื้นไม้ เอาหูแนบฟัง เสียงเพลงแทรกตัวขึ้นมาจากเบื้องล่าง…จากห้องใต้หลังคา
เขาเดินไปทางห้องใต้หลังคา ประตูบันไดห้องนั้นถูกล็อกด้วยแม่กุญแจสนิมเขรอะ เขาเคยกลัวที่นี่ที่สุดตั้งแต่เด็ก ศิวานั่งนิ่ง มือสั่น รำลึกถึงคืนหนึ่งเมื่อยังเด็ก ที่เขาเคยเห็นแสงวูบวาบลอดผ่านรอยไม้แตกในประตู พ่อแม่เคยสั่งห้ามขึ้นไปเด็ดขาด
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ฉีกความเงียบพราย ศิวาสะดุ้ง มองจอขึ้นมา—“พี่มายด์” เขารับสาย เสียงปลายสายกระซิบ “แกขึ้นไปที่นั่นหรือยัง” ศิวามองประตูห้องใต้หลังคา “ยัง…พี่อยู่ที่ไหน?” เสียงเงียบไปชั่วขณะ แล้วจึงตอบด้วยเสียงเศร้า ๆ “ชั้นสอง…แกจำได้ใช่ไหม ว่าเราไม่ควรเข้าไป”
ศิวาขยับตัวอย่างไม่แน่ใจ “แต่พี่ให้กลับมา พี่ให้มาคุย—” เสียงปลายสายหนักแน่นแต่สั่น “บางอย่างแกต้องเห็นเอง แต่ไม่ใช่คืนนี้…” เสียงแผ่วลง คล้ายมีใครอีกคนเข้ามาแทรกในสาย “อย่าขึ้นไป…” แล้วสายก็ตัดขาด
ศิวาถอยห่างจากประตูห้องใต้หลังคา เดินกลับเข้าห้องนั่งเล่น ความมืดเงียบเย็นเยียบลงกว่าเดิม เขาเดินวนในห้อง กลิ่นดอกไม้แห้งเร่งแรงขึ้นมาโดยไร้ที่มา เสียงกุกกักจากฝ้าเพดานดังขึ้นถี่ ๆ
เสียงกระซิบแผ่วเหมือนเด็ก ๆ ซุกซนดังจากมุมหนึ่ง “เอาของของฉันคืนมา” ศิวาหยุดนิ่ง หันหาต้นเสียง ทุกอย่างเงียบลง ราวกับไม่เคยมีอะไรรบกวน
เวลาในบ้านดูจะหยุดนิ่ง การปรากฏตัวของเสียงและกลิ่นเร้นลับหลั่งไหลไม่ขาด ศิวามองกล่องดนตรีในมือ เปิดฝาขึ้น เพลงกล่องหมุนดังช้า ๆ ทว่าโน้ตสุดท้าย พอจะจบ… กลับขาดหายไปอย่างกะทันหัน เสียงข่วนพื้นไม้ใต้ฝ่าเท้าดังขึ้น ศิวาเขม้นมอง เงาสีมืดคลานเลื้อยบนพื้นจากมุมห้องหนึ่งไปยังโต๊ะทำงานของพ่อซึ่งวางกรอบรูปครอบครัวไว้
เขาเข้าใกล้โต๊ะอย่างลังเล มองกรอบรูปเก่า รูปพ่อแม่เขายิ้มแปลก ๆ ดวงตาดูลึกเว้าเหมือนกำลังร้องขอความช่วยเหลือ ศิวาลูบกรอบไม้ ทันใดเสียงกรีดร้องของเด็กแผดขึ้นในความเงียบจนขนลุกวาบ ทุกอย่างเงียบลงทันที เสียงกระซิบอื่น ๆ หยุดลงราวถูกกดข่ม
แมวสีดำเดินลอดใต้โต๊ะ โผล่มามองหน้าเขาตาไม่กะพริบ แสยะเขี้ยวเบาๆ ศิวาเพิ่งนึกขึ้นว่าตั้งแต่เด็ก เขาไม่มีแมวตัวนี้ เขาก้มลงก้มมองใต้โต๊ะ แมวหายไปแล้ว
ศิวาโทรหาพี่สาวแต่โทรออกไม่ได้ สัญญาณขาดหาย ทุกอย่างเริ่มแปลกประหลาดขึ้นในบ้านหลังนี้ เสียงไม้คราง สายลมหายไปอย่างสิ้นเชิง มีแต่ความเงียบชวนอึดอัด ประหนึ่งว่าเขาอยู่ในบ้านนี้เพียงคนเดียว แต่ความรู้สึกลึกๆ รู้ดีว่ามีบางอย่างจับตามองเขาอยู่ตลอดเวลา
ค่ำคืนผ่านไปอย่างกระวนกระวาย ศิวาเผลอหลับไปบนโซฟา ตื่นมาอีกทีเมื่อฟ้าสาง บรรยากาศบ้านไม่เปลี่ยน มวลอากาศหอบหิวยังเยือกเย็น โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ เขาเดินไปหน้าต่าง พบว่าประตูรั้วถูกล่ามโซ่และกุญแจปริศนาเพิ่มขึ้นอีก ตกใจเพราะเมื่อคืนยังไม่มี
เสียงคนเดินบนชั้นสองดังขึ้นอีกครั้ง ศิวาค่อย ๆ ไต่ขึ้นตามเสียง พบห้องนอนแม่แง้มอยู่นิดหนึ่ง เขาเคาะเบา ๆ แต่ไร้เสียงตอบ คล้ายภายในบ้านมีเพียงเขากับบางสิ่งที่มองไม่เห็น เขาตัดสินใจเดินออกสู่ระเบียง เห็นเงาหญิงผมยาวยืนมองออกไปนอกหน้าต่างอีกฝั่งของบ้าน เงานั้นนิ่งผิดมนุษย์ ชั่วพูดเดียวก็หายวับ
ตกเช้าสาย พี่มายด์มาถึงในสภาพล้าโทรม เกร็งตาแดง รอยคล้ำใต้ตาหน้าเข้ามาทักทายด้วยน้ำเสียงรีบร้อน “เมื่อคืนแกฝันถึงเสียงเหมือนกันใช่ไหม?” ศิวานิ่งไป “ไม่ใช่ฝันนะพี่…” มายด์ดูสับสน “แต่ของบางอย่างในบ้านนี้ มันไม่ยอมให้ใครออก ถ้ายังมีของเก่าชิ้นนั้นอยู่” เธอเงียบก่อนจะมองสายตาศิวา “แก…จำตอนเด็กได้ไหม ว่าเราซ่อนอะไรไว้ใต้หลังคา”
ศิวาขมวดคิ้ว จำไม่ได้ชัดเจน มายด์พูดเสียงสั่น “แกต้องไปเอาคืน…หรือเราจะตื่นขึ้นมาในบ้านนี้ซ้ำๆ ทุกคืนไม่มีวันจบ”
ไฟฟ้าในบ้านวูบติดขึ้นชั่วขณะ ทำให้สังเกตเห็นเงาคลานใต้วงกบประตูหลังบ้าน มายด์ชี้ไปข้างบน “แกขึ้นไปเถอะ ฉันจะรออยู่ตรงนี้” ศิวาไปหยิบกุญแจจากลังเก่าตามที่มายด์บอก ก่อนจะหายใจเข้าลึกแล้วเปิดประตูห้องใต้หลังคาด้วยมือสั่น
อากาศข้างบนหนาวจัดผิดธรรมชาติ พื้นไม้หนาแน่นปิดทึบ กลิ่นอับหนักกว่าเดิม ศิวากระพริบตาปรับกับความมืด เห็นกล่องของเล่นผุเก่าใบหนึ่งตั้งอยู่มุมห้อง ข้างกล่อง เขาเห็นรองเท้าเด็กสีแดงหนึ่งข้าง พลันเงาก็เคลื่อนตัวเร็ววูบขวางประตู ห้องหมุนคล้ายโลกเปลี่ยนไป
เสียงสะอื้นแผ่วดังกลืนกับลม ศิวาสัมผัสถึงความเย็นไหลผ่านหลัง เขาขยับเข้าไปใกล้กล่อง ป้ายชื่อเลือนราง “ขวัญ” โผล่ขึ้นที่ปลายกล่อง ความทรงจำหนึ่งแล่นกลับมา—ขวัญ เด็กหญิงเพื่อนบ้านที่เคยมาหายตัวปริศนาเมื่อ 17 ปีก่อน ก่อนคืนนั้นไม่มีใครได้พบเธออีก
ศิวาผงะ มองรองเท้าสีแดงหายไป เขาหันกลับเจอเงาเด็กผู้หญิงตัวเล็กยืนหันหลังให้ ทันใดบ้านสั่นสะเทือน เงานั้นค่อย ๆ หันหน้ามา ใบหน้าซีดเผือดเปียกน้ําตา ศิวาถอยกรูด เสียงกระซิบ “เอาของฉันคืนมา…” ดังก้องไปทั่วห้อง ศิวานิ่วหน้า “ผม…ผมไม่รู้…” เด็กหญิงชี้นิ้วไปยังกล่องไม้ ผลักกล่องออกมา เขาเปิดกล่องพบกล่องดนตรีเก่าอีกกล่องหนึ่ง พร้อมสร้อยข้อมือเด็ก
เงาเด็กนั้นร้องไห้หนักขึ้น เสียงเริ่มสะท้อนเป็นเสียงของศิวาเองในวัยเด็ก “เราจะไม่บอกใคร…จะไม่บอกเลย…” ตอนนั้นเขานำของเล่นขวัญมาเก็บไว้ที่นี่ คืนวันที่ขวัญหายตัว ไม่มีใครพบเห็นอีกเลย
ศิวาทำใบหน้าสำนึกผิด เขาลูบสร้อยข้อมือและวางคืนลงในกล่องทันที เงาเด็กนั้นเงียบเสียงลง ดวงตาไร้แววเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อย ค่อย ๆ ละลายไปกับความเย็นในอากาศ ศิวามองรอบตัว ทุกอย่างนิ่งเงียบ
ประตูห้องใต้หลังคาคลายล็อก ศิวาก้าวออกมา เห็นมายด์ยืนรอ น้ำตาไหลเงียบ เธอกอดเขาแน่น “เราปล่อยให้ขวัญหายไปเอง ไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง…” ศิวานิ่งงัน สายตาเปลี่ยนไปอย่างไร้ค่าแก้ตัว
เสียงกล่องดนตรีดังก้องชั้นล่าง ทำนองลื่นไหลเต็มบทจบลงอย่างสมบูรณ์ บรรยากาศบ้านเปลี่ยนเป็นปกติ แมวสีดำยังแวบผ่านหน้าต่างอีกครั้ง ศิวาสบตาเงาแมวในความมืด ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่มันจะหายวับไป เหลือเพียงเสียงกระดิ่งลม
มวลอากาศภายในบ้านเหมือนถูกปลดปล่อย ศิวาและมายด์เดินออกจากบ้านไปด้วยความเงียบงัน อารมณ์เศร้ากัดกินใจ พวกเขาเหลือบมองบ้านที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของวัยเยาว์ ก่อนจะถูกเงาอดีตกลืนหายไป ปล่อยให้เสียงกล่อมเบา ๆ ดังจากภายในบ้านเก่า…ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนเพรียกใคร หรือใครถูกทิ้งไว้ในเงาตลอดกาล