เสียงกระซิบในเรือนสักโบราณ
สายฝนพรำลงบนหลังคาเรือนสักกลางดอย เสียงใบไม้เปียกปอนถูกลมกระแทกอยู่ข้างนอก เฟิร์น ใบหน้าซีดคล้ำเพราะไม่ได้นอนเพียงพอ หันไปมองปาล์มซึ่งกำลังโยกขาอย่างกังวลอยู่ริมหน้าต่าง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ปาล์ม นี่เราจะอยู่กันที่นี่จริงๆ เหรอ คืนนี้น่ะ?” เฟิร์นเสียงสั่น เธอมองออกไปยังบรรยากาศเงียบงันนอกบ้าน ไฟฉายดวงเล็กส่องทอดไปบนม่านหมอกที่ลอยต่ำเป็นผืน
“ก็จะกลับยังไงล่ะ รถเสีย มือถือก็ไม่มีสัญญาณ นายณรงค์ก็ไม่อยู่แล้วด้วย” ปาล์มตอบเสียงห้วน ก่อนถอนหายใจหนัก มองดูนาฬิกาข้อมือท่ามกลางไฟหรี่สลัว
ศิลป์นั่งฟังเงียบๆ อยู่ข้างเตาผิง เขาขยับหมวกเบาๆ มองรอบห้อง รับรู้ทุกคนต่างหวาดระแวงเฉกเช่นเดียวกัน พิมพ์เพื่อนสนิทของเฟิร์น กำลังเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าใส่หัวเตียง เธอชะงักไปเมื่อปลายนิ้วลูบเจอรอยครูดเป็นแนวยาวบนขาเตียงสักเก่า
สายลมเย็นพัดซึมเข้ามาทางบานหน้าต่างเก่า เสียงกระซิบบางเบาราวกับอยู่ใต้สำนึกแว่วมาตามลม เฟิร์นเบือนหน้ามองไปรอบห้อง ก่อนจะเดินไปล็อกประตูทันที
“เมื่อกี๊…ได้ยินเสียงอะไรมั้ย?” เฟิร์นถามเสียงแผ่ว ปาล์มหยุดโยกขา เงียบไปอึดใจ ก่อนส่ายหน้า
“ไม่มี…เธอคิดมากแล้ว นอนได้แล้ว เดี๋ยวเช้ารถช่างก็คงมาถึง” ปาล์มหันหนี ไม่มองตาใคร
ศิลป์ลุกไปปิดไฟ เหลือหัวเตียงสว่างอยู่ดวงเดียว ทุกคนทำท่าจะพักผ่อน แต่บรรยากาศกลับแน่นขนัดด้วยความระแวงและอึดอัด เงาทอดยาวจากมุมห้องเหมือนเฝ้าสังเกตเจ้าของใหม่ของบ้านหลังนี้
เสียงกระซิบยังวนเวียน ลึกขึ้น ทุกคนหลับตานอน แต่ไม่มีใครหลับจริง
กลางดึก เฟิร์นสะดุ้งตื่น เธอรู้สึกเหมือนร่างใครเดินผ่านปลายเตียง แว่วเสียงลากบนไม้ ทุกอย่างเงียบหวาดระแวง เธอลุกขึ้นค่อยๆ ส่องไฟฉายไปในความมืด พบกับภาพเงาตัวเองทอดเหยียดยาวตามผนังเรือนเก่า แต่ในเงาของเธอ เหมือนมีเงาเล็กๆ อีกเงาหนึ่งแฝงจางอยู่ข้างหลัง
แมวเจ้าของบ้านเดินเข้าคลอเคลีย ไม่กล้าเห่าหรือร้อง เพียงแค่จ้องประตูห้องอย่างหวาดผวา
รุ่งเช้า ทุกคนดูอิดโรย ปาล์มหงุดหงิดเดินออกไปดูรถ ศิลป์เดินสำรวจรอบบ้าน พบว่ารอยครูดบนพื้นไม้เป็นวงกลม มีตัวหนังสือโบราณบางส่วนจางอยู่ในวง
“นี่มันอะไร…ใครทำ?” ศิลป์พูดเบาๆ มองพิมพ์อย่างมีแววสงสัย
พิมพ์หน้าซีด รีบบอก “เราไม่ได้ทำ…เมื่อคืน…เหมือนฝันแต่ไม่ใช่ฝัน ฉันได้ยินเสียง รู้สึกเหมือนมีใครจ้อง”
เฟิร์นเดินเข้ามาเงียบๆ ยื่นรูปภาพขาวดำรูปหญิงสาวผมหยิกในชุดไทยสมัยรัชกาลที่เจ็ดให้กลุ่มดู ดวงตาหญิงในภาพเหมือนจ้องกลับออกมานิ่งงัน
“ฉันเจอในลิ้นชักข้างเตียง มีชื่ออยู่ข้างหลังด้วย…ศรีประภา” เฟิร์นเอ่ย ทุกคนเงียบลง เงาสะท้อนของหน้าต่างดูบิดเบี้ยวออกไปชั่ววูบ
จู่ๆ เสียงกระซิบก็เกิดขึ้นอีกรอบ คราวนี้ทุกคนได้ยินชัด มันไม่ใช่เสียงใครในกลุ่ม แต่มากกว่านั้น มันเหมือนพูดด้วยถ้อยคำแปลกใหม่ สั้น ๆ ซ้ำ ๆ
“ช่วยฉัน…ช่วยฉันด้วย…”
เฟิร์นปล่อยรูปตกพื้น ศิลป์รีบก้มเก็บ มือเย็นเฉียบ
ปาล์มตัดสินใจใช้เวลาค้นหาสายสัญญาณมือถือออกไปที่หลังกำแพงสวน ท่ามกลางทุ่งดอกไม้ที่เงียบเชียบ แมวของบ้านขยับไปขวางหน้าประตูราวปกป้องบางอย่างไว้
เสียงกลอนไม้ที่สงัดยามค่ำคืนถูกเปิด ปรากฏว่าประตูห้องที่ทุกคนมั่นใจว่าล็อกแน่นมีรอยขูดขีดเหมือนมีใครพยายามออกจากข้างใน
พิมพ์เริ่มพูดถึงลุงเจ้าของบ้าน ที่เคยเตือนว่าอย่าเข้าไปในห้องใต้ถุนเก่า “ตอนเด็กฉันเคยมาอยู่ที่นี่ เคยได้ยินเรื่องศรีประภา เขาว่าหายตัวไป ไม่มีใครเจอศพ”
เสียงฝีเท้าล่องลอยใกล้ประตู มีเสียงตะกุกตะกัก ศิลป์ตัดสินใจหยิบไฟฉายส่องลอดช่องประตู เห็นแค่เงาขาวบาง ๆ เลือนผ่านอย่างรวดเร็ว
หลังฝนเทกระหน่ำ พิมพ์ออกไปหาน้ำ ริมบันไดพบตุ่มน้ำที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ ใต้ถุนเงามืดมีไอเย็นโผล่มาเป็นช่วง ๆ แต่ไม่มีใครกล้าลงไป
ถึงเวลาค่ำ อากาศเย็นจัดลง ทุกคนรวมตัวกันที่ห้องกลาง พิมพ์ลองเปิดหนังสือจดหมายเหตุเก่าในบ้าน พบข้อความหนึ่งว่า “ห้ามข้ามเส้นวงกลมนั้น” เฟิร์นเงียบไม่พูด เธอจ้องช่องว่างมืดภายในห้องอย่างไม่กะพริบตา
เสียงกระซิบครางต่ำกว่าทุกครั้งนี้ ศิลป์หันไปมองเห็นพิมพ์นั่งขยี้กำไลข้อเท้าทั้งสองข้างอย่างวิตก “กำไลอันนี้ฉันได้จากป้าศรีประภา ก่อนเขาหายตัว ประหลาดที่มันยังอยู่ นานขนาดนี้…ตอนนั้นแกให้ไว้วันสุดท้าย”
ปาล์มไม่สนใจ กลับเดินออกไปหลังบ้านอย่างหงุดหงิด แต่ยังไม่ทันจะก้าวออกจากประตู ก็มีเสียงกริ่งแผ่ว ๆ ดังขึ้นจากห้องใต้ถุน ทุกคนหยุดเงียบ หันไปสบตากันอย่างระแวง
ศิลป์เสนอว่าจะลงไปดู ทุกคนลังเลแต่สุดท้ายก็ไปด้วยกัน ไฟฉายส่องลงบันไดเก่าไม้ผุ เสียงไม้ลั่นกราวเมื่อเหยียบแต่ละขั้น บรรยากาศอึดอัดข้นคลั่ก
ห้องใต้ถุนเต็มไปด้วยของเก่า หม้อดิน แผ่นไม้สลัก รอยน้ำตาแหว่งเป็นคราบบนผนังศิลา มีเศษผ้าไทยขาดเป็นชิ้น ๆ นอนกองบนพื้น ศิลป์เดินวนรอบห้อง พบว่าผนังหนึ่งมีรอยขูดบุ๋มเป็นร่อง ๆ รูปร่างคล้ายกำไล พิมพ์ชะงัก นั่งลงมองตามนิ่ง
ปาล์มหงุดหงิดตะโกนถามว่า “นี่มันอะไรกันแน่ ใครเล่นตลก!” เสียงสะท้อนกลับจากมุมห้อง คล้ายเสียงใครซ้อนทับอย่างเหงาและโหยหา
เงาสะท้อนของศิลป์ในกระจกโบราณบิดเบี้ยว เห็นภาพหญิงสาวผมยาวนั่งร้องไห้ เฟิร์นเสียงสั่นถาม “ถ้า…มันเป็นวิญญาณจริงล่ะ?” ทุกคนเงียบ ไม่มีใครตอบ
พิมพ์เริ่มร้องไห้ เธอล้วงกำไลออกจากถุงผ้า ใช้แสงไฟฉายส่องพบตัวหนังสือจารึกไว้ว่า “ขอบใจที่ไม่ลืม”
เสียงกระซิบแผ่วขึ้นกว่าเดิม “ฉันอยู่ตรงนี้ ยังอยู่…เจ้าของบ้านที่แท้จริงอยู่ที่นี่—”
เฟิร์นสะดุ้ง สบตาศิลป์อย่างรู้กัน ประตูใต้ถุนปิดเองโดยไม่มีลม ทุกคนเงียบชั่ววินาที ก่อนเสียงกุญแจลั่นสนั่น สะเทือนทั่วเรือน
ศิลป์ตะโกน “ใครอยู่ในนี้! ออกมา!” เงาในมุมห้องขยับคืบคลานเข้าหาทุกคน จนปาล์มถอยหลังตกใจกระแทกหม้อดินเสียงดัง
เสียงในหัวทุกคนดังก้อง โดยไม่ต้องเอ่ยปาก “อย่าออกจากเส้นขีดนี้” เฟิร์นรีบลนลานวาดวงกลมรอบกลุ่ม หญ้าและฝุ่นลอยมากองรวมเป็นกำแพงเล็ก ๆ
ในความมืด เงาเริ่มปรากฏชัดขึ้น รูปหญิงสาวในรูปโบราณที่เฟิร์นพบ เงาใบนั้นค่อย ๆ คดเคี้ยวมาข้างกลุ่ม ทุกคนแทบกลั้นหายใจ พิมพ์กำมือแน่นแล้วเอ่ยเสียงแผ่ว “ถ้าคุณคือศรีประภา ถ้าคุณยังรออะไรอยู่…ต้องการอะไร!”
เสียงกระซิบเปลี่ยนเป็นสะอื้นปนโกรธ “อย่าทิ้งฉัน…เขาสัญญาว่าจะกลับ…เขาไม่กลับ…อย่าลืมฉัน”
เฟิร์นน้ำตาไหลเงียบ ๆ เธอเอื้อมมือแตะกำไล “เราจะไม่ลืม เราอยู่ที่นี่ ฟังคุณแล้ว…ขอให้พักเถอะ”
บรรยากาศหนักคล้ายอากาศขาดออกซิเจน ทุกคนกอดกันแน่น เงานั้นกลับกลายเป็นไอเย็น โรยตัวลงในวง ห้ามเกินเส้น คนที่ข้ามวงกลมร้องโหยหวนก้องห้องใต้ถุน ประตูเปิดเองช้า ๆ
ศิลป์ กล้าข้ามเส้นไป ปาล์มรีบดึงไว้แต่ไม่ทัน เสียงหวีดโหยหวนดังขึ้น ศิลป์นิ่งตาเลื่อนลอย ก่อนค่อย ๆ ผ่านไปได้ รอยแผลจาง ๆ ปรากฏที่ข้อเท้า เหมือนถูกกำไลรัดแน่น
พิมพ์หยิบกำไลไปคล้องที่ศิลป์ ขณะรำลึกเสียงกระซิบแผ่วลง ไอเย็นคลายตัวลงอย่างเฉียบพลัน ไฟฉายดับมืดสนิท
เช้าตรู่ พวกเขากลับขึ้นมาที่ห้องกลาง เวลาผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทว่าในหัวใจแต่ละคนไม่มีใครเหมือนเดิมอีกต่อไป เสียงกระซิบยังฝังติดอยู่ในหู พิมพ์ย้ำว่า “ถ้าได้ยินเสียงใครในบ้านนี้…อย่าข้ามเส้นวงกลม”
กลุ่มเพื่อนเดินออกจากบ้านด้วยความเงียบ แมวของเรือนสักเดินกลับเข้าไปในความมืดของใต้ถุนก่อนประตูจะปิดลงเองอีกครั้ง