แสงสุดท้ายบนเกาะอำพราง
เสียงเครื่องยนต์เรือแล่นฝ่าคลื่นเบาๆ ก้องในอากาศเช้า กานต์ยืนกอดแขนตัวเอง เหม่อมองผืนน้ำที่ทอดยาวจนสุดลูกหูลูกตา เหงื่อจับขมับ แม้ลมทะเลจะเย็น กานต์กลับรู้สึกตื่นเต้นและกดดันกว่าทุกครั้ง ในหัวมีแต่คำถาม จู่ๆ พ่อถึงชวนทุกคนมาที่เกาะแห่งนี้เพื่อ “สานสัมพันธ์” วันรวมญาติที่เขาไม่เคยศรัทธา กลับมาถึงอีกครั้งพร้อมกลิ่นอายหม่นๆ ของบางอย่างที่พูดไม่ได้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!พลเรือน เรือจ้าง วัยกลางคน เอี้ยวหน้าหันมาคุยกับพ่อของกานต์
“หมอกช่วงกลางคืนเข้ามาเร็วครับช่วงนี้ อย่าออกไปไหนหลังหกโมงนะ แปลกๆ อยู่”
พ่อแค่พยักหน้าเบาๆ ไม่พูดอะไร มือขวากำมือแน่นจนข้อขาว
ภู ผู้น้องชายวัย 19 ของกานต์ นั่งเหม่อกับมือถือแต่ไม่มีสัญญาณ จ้องหน้ากันกับแนน อดีตแฟนกานต์ซึ่งได้รับเชิญมาด้วยโดยไม่บอกล่วงหน้า ความเงียบระหว่างทั้งสองหนาทึบกว่าหมอกที่ขอบฟ้า
บรรยากาศบนเรือหนาววาบเมื่อเกาะเริ่มชัดขึ้น บนฝั่ง เงาป่าเข้มข้นปกคลุมคฤหาสน์หลังย่อม พ่อกวักมือเรียกทุกคนขึ้นจากท่าเล็ก ๆ เดินข้ามสะพานไม้เป็นแถว กานต์สังเกตได้ถึงความเก่าของบ้าน ที่ดูเหมือนไม่มีใครดูแลมานาน
เสียงขลุกขลักของประตูไม้เก่าดังขณะที่กานต์เปิดเข้าไป กลิ่นอับเฉพาะตัวลอยเข้าจมูกทันที แม่แต่งตัวเรียบร้อยรออยู่แล้วตรงห้องนั่งเล่น มองทุกคนสลับไปมาเหมือนสำรวจสภาพจิตใจลูก ๆ
“กินข้าวเสร็จอย่าลืมช่วยกันจัดของนะ” แม่เอ่ยเรียบๆ ส่วนสายตาไม่สบกับพ่อ
โต๊ะอาหารเงียบงันจากคำพูดที่ไม่ยอมลอยข้าม ระหว่างที่ต่างฝ่ายต่างเสิร์ฟข้าว เกิดเสียงเคาะประตูตามจังหวะสามครั้ง เสียงฝีเท้าแปลกหน้าเดินผ่านบ้านในความมืดตลอดคืน
กานต์ลุกขึ้น เริ่มเก็บของเก่า พยายามหลบสายตาแนนที่เดินเข้ามาใกล้ในจังหวะหนึ่ง
“ไม่คิดว่าจะได้มาที่นี่ด้วยกันอีก” เสียงแนนเบา รอยยิ้มแบบที่เขาไม่แน่ใจว่าจะต้องยิ้มตอบหรือหลบตา
กานต์พยักหน้าทั้งที่ในใจยังสับสน “อยากให้มันกลับไปเป็นเหมือนเดิมเหมือนกัน”
ทั้งคู่วางใจไม่ค่อยถูก จังหวะสนทนาเงียบลงเมื่อภูขนกล่องเสื้อผ้าหนักมาแทบวางไม่ไหว
ตกกลางคืน หมอกหนาโถมปิดหน้าต่างจนมองไม่เห็นทะเล เสียงประหลาดดังจากข้างนอก พ่อเดินวนเป็นเส้นตรงภายในบ้าน มือหยิบไฟฉายกระด้าง
“มีอะไรไปข้างนอกไม่ได้เด็ดขาด ฟังหรือเปล่า” น้ำเสียงเด็ดขาดของพ่อฉายแววกลัวมากกว่าสั่ง
ต่อมาในห้องรับแขก ไฟขัดข้องดับเหลือแต่แสงเทียนสั่นไหว แม่จิบชาร้อน มือสั่นเบาๆ ใครๆ ก็เห็นแต่ไม่มีใครพูดถึงความกลัวในดวงตาเธอ
ภูเดินมากระซิบกานต์ที่มุมห้อง “พี่จำได้มั้ยว่าตรงหลังบ้าน ตอนพวกเราเด็กๆ…มันมีเสียงเหมือนคนร้องไห้มั้ย”
กานต์ชะงัก สีหน้าเคร่งเครียดเมื่อนึกขึ้นได้ ตั้งแต่วันแรกที่มา บ้านหลังนี้เหมือนมีบางอย่างที่พ่อแม่ไม่พูดถึง
คืนที่สอง หมอกแน่นกว่าเดิม สัญญาณโทรศัพท์และวิทยุขาดหาย ภูเริ่มหวาดระแวง เขาเดินเงียบเข้าครัว เจอแมลงสาบไต่ขึ้นกำแพง ผงะถอยออกมาเร็ว “คืนนี้ขอพี่นอนด้วยได้มั้ย” เสียงภูอ่อนแรง สะท้อนความกลัวประหลาดของคนที่ปกติใจกล้า
แนนเดินกลับจากห้องน้ำ ตามองต่ำ เห็นเงาตะคุ่มตะคุ่มแวบหน้าต่าง จังหวะนั้นไฟดับขึ้นอีกครั้ง ทุกคนรีบรวมตัวที่ห้องนั่งเล่น
พ่อถือขวานเงียบ ๆ เหงื่อแตกซึมที่ขมับ แม่ดึงเสื้อภูให้เข้ามาหลบข้างหลัง ภายในห้องอึดอัดไร้เสียง
เสียงฝีเท้าบนขั้นบันได แตะทีละขั้นเหมือนตั้งใจให้ได้ยิน ทุกคนแข็งค้าง เงาร่างหนึ่งลอยผ่านม่านหน้าต่าง สัมผัสสายตาของกานต์แวบหนึ่ง
“ถ้าพรุ่งนี้ยังออกไม่ได้ เราจะต้องเดินข้ามป่าไปอีกฟากเกาะ” พ่อพูดเสียงเบานานหลังผ่านไปสองนาที ไม่มีใครค้าน ทุกคนต่างเริ่มรู้ว่าเกาะนี้มีบางสิ่งที่ไม่ต้อนรับพวกเขา
เช้าถัดมา เตียงนอนของแม่ว่างเปล่า เศษกระดาษขยำอยู่ที่ขอบหน้าต่าง พ่อเปิดอ่าน มือสั่น มองหน้ากานต์แวบหนึ่ง
“แม่ออกไปดูอะไรบางอย่างที่ริมป่า เธอฝากบอกให้เรารอ” พ่อพึมพำ น้ำเสียงเหมือนตกใจแต่ไม่กล้าแสดงออก
ใจของทั้งกลุ่มโถมเข้าความกังวล ภูจับบ่าพี่ชายแน่น สายตาไล่มองไปที่ทางเข้าป่า
“ผมว่าเราต้องออกไปตามแม่” ภูพูดเสียงหม่น ๆ
กานต์ลังเล แต่พ่อกับแนนสบตากัน พยักหน้า ทุกคนหยิบไฟฉายเดินเข้าสู่เส้นทางที่ภายในป่า หมอกคลุ้งหนักจนหายใจติดขัด
เสียงเท้าเหยียบกิ่งไม้แห้งดังกรอบแกรบ ทุกคนเดินตามรอยรองเท้าลาง ๆ จนถึงศาลาโบราณที่ปกคลุมเถาวัลย์
ขณะเดิน ภูสะดุดเชือกอะไรบางอย่างทำให้ศีรษะเกือบฟาดพื้น กานต์ดึงไว้ทัน เส้นเชือกนั้นผุพัง แต่ใต้พื้นศาลามีซากกล่องไม้เก่า
พ่อหยิบกล่องมาเปิด ข้างในมีรูปถ่ายขาวดำ พวกเขายืนอึ้งกับภาพเด็กผู้หญิงหน้าตาเหมือนแม่ในวัยสิบขวบ โดยมีผู้หญิงชราที่ยืนเงาข้างหลัง “แม่ของแม่เหรอ?” แนนถามมือสะอื้นเบาๆ
พ่อพึมพำเบาๆ “แม่ไม่เคยชอบพูดถึงอดีตของตัวเอง” แล้วเก็บกล่องไว้ข้างตัว
กลับถึงบ้านโดยไร้ร่องรอยแม่ ภายในบ้านดูเหมือนเปลี่ยนไป หมอกเข้ามาจนแทบไม่มีอากาศหายใจ ทุกคนเริ่มเถียงกันโดยไม่มีเหตุผล
“เธอเป็นต้นเหตุของทุกอย่างหรือเปล่า” เสียงพ่อเริ่มกระด้างใส่กานต์ “ทำไมถึงไม่เคยสนใจครอบครัว!?”
กานต์กลั้นน้ำตา ขณะพูดสวน “พ่อก็ไม่เคยฟังผมหรอก! เราแค่พยายามหนีปัญหาทุกคน!”
แนนจับมือกานต์ไว้ ฮึดอ่อน “ไม่อยากเห็นเธอเสียใจอีกแล้ว เราต้องเป็นครอบครัวให้ได้” ทุกคนเงียบลงในชั่วขณะ
คืนนี้ เสียงร้องไห้ดังอยู่ใกล้หน้าต่าง ภาพเงาแม่ขาวซีดปรากฏในหมอก ทุกคนกรูกันออกไปยังขอบผา หัวใจเต้นแรง
แม่ยืนอยู่ริมหน้าผา คนผมขาวที่ยืนข้าง ๆ หลบมุมตา
“แม่กลับบ้านเถอะ!” กานต์ร้องด้วยความกลัวและรัก
แม่หันมา น้ำตาไหลจนใบหน้าเปียกปอน เธอเอ่ยเสียงสั่น “แม่ขอโทษ…แม่ไม่เคยกล้าบอกว่ากลัวทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิม…แม่กลัวความโกรธของพ่อ คนในบ้านนี้กลัวกันหมด…แต่แม่ก็รักพวกเธอที่สุด”
เสียงเหมือนลมผ่าน ผมขาวลอดผ่านตัวแม่ ทุกคนต่างร้องไห้โผเข้ากอดกันแน่น
เสียงฟ้าร้องคำราม หมอกจางลงอย่างช้า ๆ ฟ้าใสทีละน้อย ทุกคนทรุดนั่งกับพื้น ราวกับน้ำหนักใจที่แบกไว้ปลิวหายไป
รุ่งเช้า เสียงคลื่นซัดเปียกชายฝั่ง บ้านเก่าดูอุ่นขึ้นกว่าทุกวัน พ่อเดินมากอดโอบไหล่ลูก ๆ แล้วหันไปกล่าวขอโทษแม่ด้วยน้ำตาตื้น ๆ
“เราควรพูดความจริงต่อกัน…อย่างน้อยก็ที่นี่”
ครอบครัวนี้หลุดออกจากพันธนาการของอดีตที่ฝังลึก กานต์จับมือแนนไว้แน่น พลางมองท้องฟ้าที่หมอกสลาย เผยแสงอาทิตย์สุดท้าย ลบทุกเงาให้หมดไป