พรุ่งนี้ไม่มีแสงสว่าง
เสียงไซเรนร้องแหลมในอุโมงค์คดเคี้ยว เส้นไฟแสงวินาทีตามผนังโค้งดับพรึ่บทีละส่วนจนเหลือเพียงเงาจาง นพ มือเปื้อนคราบน้ำมัน เดินเร็วไปยังสถานีควบคุมกลาง เมืองใต้ดิน ‘วิมลาศ’ คร่ำครวญอย่างไร้เสียง ตัวเขาเงยหน้า ริมฝีปากแตะกันแน่น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มาแล้วเหรอ นพ” จ่าย ภรรยาเก่า เอ่ยด้วยสายตาล้า เธอกำลังยืนหน้าจอควบคุมที่เต็มไปด้วยแสงรั่วและกราฟปั่นป่วน
“มีสัญญาณอะไรของอรไหม” เสียงเขาสั่นคล้ายคนรั้งบางอย่างไว้
จ่ายไม่ตอบทันที เธอสูดลมหายใจ “ยัง ไม่มีร่องรอย อิเล็กทรอนิกส์เด็กเก็บเงียบมาก”
เงียบ เจ้าหน้าที่เทคนิคเดินผ่าน ก้มหน้าดูอุปกรณ์ พร้อมหันมามองทั้งคู่ชั่วแล่น ก่อนเดินลับ
นพเม้มปาก “เมื่อคืนอรไม่ได้กลับบ้าน ลูกอยู่ที่นี่มั้ย”
“เปล่า ฉันไม่ได้เห็นเธอ…” น้ำเสียงจ่ายเจือความกังวล ทว่าใบหน้าดูแข็งกร้าว
เสียงประกาศขัดจังหวะ ทั้งเมืองดับไฟฉับพลัน ทิ้งความมืดสนิทไว้เพียงหนึ่งนาที ก่อนมีไฟสำรองเขียวจางกลับคืน โดยไม่มีใครพูดอะไร
นพกลืนน้ำลาย ความไม่ไว้ใจผุดเต็มอก เขาเดินไปยังเครื่องปล่อยแสงสำรอง หยิบไฟฉายพลังงานขึ้นส่องเหนือศีรษะ
“อรรู้สึกเครียดอะไรหรือเปล่า” เขากระซิบ ถามทั้งตัวเองและอดีตภรรยา
“ตอนนี้ทุกคนเครียดหมด แกเองก็ใช่” จ่ายประชดเบา ๆ เอื้อมหยิบขวดน้ำมาตั้งบนโต๊ะ เธอหันหลังให้
เสียงฮัมถี่ตัดเข้าทางวิทยุในห้อง บอกถึงสัญญาณระบบไฟดับบางโซน กระแสเครียดมากขึ้น
“อรอาจอยู่กับเพื่อน” นพเอ่ยพลางส่ายหน้าอย่างไม่ค่อยเชื่อ เขาตั้งใจออกตามหาเองในอุโมงค์ คว้าเสื้อคลุมเก่า ๆ ขึ้นพาดบ่า
เถิด อยู่เพียงลำพังในทางเดินแคบ เขาเดินช้าในแสงสลัว เงาแขนขาตัวเองลากยาวไปตามพื้นเสียงน้ำหยดดังติ๋งๆ ข้างผนัง ทีละก้าว อารมณ์ของเขากึ่งโกรธกึ่งกลัว ภาพเสียงหัวเราะของอรกับอดีตภรรยาวนเวียนในหัว สลับกับเสียงทะเลาะเมื่ออดีตสามปีที่แล้ว
เสียงประตูตึงหนึ่งดังขึ้นจากลานฝั่งตรงข้าม สองวัยรุ่นรีบวิ่งสวน ไฟฉายร้อนในมือของนพส่องไปเจอหน้าสีซีดของ ‘ปอนด์’ เด็กข้างบ้าน
“ปอนด์ เห็นอรมั้ย”
“เปล่า… น้าคิดว่าเธอหายไปเหรอ?” ปอนด์สบตาเลี่ยงเยิ่น กล่าวเร็วเกินจำเป็น
“เห็นเธอครั้งสุดท้ายที่ไหน” นพจ้อง ไม่ละสายตา
“ในโซนใต้…เมื่อวานเช้า” ปอนด์โกหกไม่เก่ง นพรู้ดี แต่เลือกปล่อยไปก่อน
“อยู่กันสองคน?”
“ก็ เธอบอกจะไปหาอากาศ…นั่นแหละ” ปอนด์เสียงค่อยเบาเหมือนจะกลืนเข้าไปใต้เสื้อ
เสียงกลุ่มวัยรุ่นหัวเราะแว่วในความมืด สะท้อนเข้ามาในอุโมงค์ แต่กลับไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้าใคร
นพหันหลัง เสียงของเขายังติดอยู่กลางอก เขาปลดปล่อยความผิดในอดีตกลับคืนมา ทุกคำสั่งสอนที่ใช้คำพูดแข็งนักในวัยเด็ก แผลใจที่เคยสร้างให้ลูกสาว
ข้ามบันไดสู่โถงกลาง เมืองทั้งเมืองเริ่มในความสับสน ผู้สูงวัยยืนเบียดกับเด็กเล็กตรงจุดแจกจ่ายน้ำประปาสำรอง ผู้คนกรอกน้ำใส่ภาชนะ รำพึงกับเหตุการณ์ไฟดับและข่าวเด็กหายที่เริ่มแพร่กระจาย
ชายชราผู้ดูแลอาคารเอ่ยทัก “ลูกชายก็หายเหรอ”
“ลูกสาว” นพตอบ เสียงแหบแห้ง เขาไม่อยากพูด ขณะที่อีกฝ่ายมองด้วยสายตาหนักแน่น “เมืองเราต้องมีอะไรผิดปกติแน่”
“ผมก็ว่าอย่างนั้น”
“เราเคยมั่นใจว่าที่นี่ปลอดภัย…” ชายชราครางเงียบแล้วเดินจาก
เสียงโทรศัพท์พลังงานสำรองสั่นข้างเอว สัญญาณจากจ่าย “เจอของอรบนเขื่อนเก่า”
หัวใจนพร้อนวูบ เขารีบวิ่งผ่านโถง เสียงก้าวเท้าเร่งเร้าด้วยความหวัง ผสมกลัว เมื่อถึงจุดเกิดเหตุ จ่ายยืนรอด้วยสายตากังวล ในมือมีสร้อยข้อมือสีชมพูของอร สัมผัสที่เหมือนเพิ่งถูกปล่อยทิ้งจากมือเล็ก
“มันเกิดอะไรขึ้น…” นพกระซิบ ริมฝีปากสั่น
“ไม่มีใครบอก” จ่ายตอบกระด้าง “หรือเราเคยถามลูกจริงจังบ้าง?”
ทั้งสองจ้องกันอย่างอึดอัด ความรู้สึกผิดและความเจ็บปวดที่ฝังรากลึกในอดีตฉายชัดในน้ำเสียง
นพกำแน่น “เราต้องรีบเจออร ระบบไฟกำลังแย่ลง เธออาจถูกขังอยู่ที่ไหนสักแห่ง”
“หรือ…” จ่ายพูดเบา ๆ “…หนีจากบ้านเพราะไม่ไหวอีกต่อไป”
เสียงทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงเครื่องจักรห้องปั๊มน้ำ หลายวินาทีกว่าจะมีใครพูดออกมาใหม่
นพก้มหน้าลง “ขอโทษ…ฉันเคยผิดกับเธอหลายอย่าง ฉัน…”
จ่ายถอนใจ “ตอนนี้ไม่ได้สำคัญว่าผิดใคร สำคัญว่าอรไปอยู่ไหน”
ทั้งคู่เดินคู่ไปในทางแคบ สำรวจรอบเขื่อนเก่าในแสงสลัวของโคมไฟฉุกเฉิน เสียงลมหายใจสั่นระคนกังวลของทั้งคู่ก้องอยู่
บนกำแพงอุโมงค์ จู่ ๆ มีรอยขีดเขียนใหม่สด—ข้อความว่า ‘ที่นี่ไม่มีวันเช้าอีกต่อไป’ นพหยุด อ่านซ้ำ สีหน้าเขาชาวูบ
“คนทำเรื่องนี้รู้เรื่องของเมือง” จ่ายพึมพำด้วยแววสงสัย
นพคิดพลางนึกถึงอดีต เจ้าหน้าที่ระบบแสงเคยเตือนถึงปัญหาชั้นใต้ดิน การขาดแคลนพลังงาน
เขาเริ่มระแวงว่าการที่อรหายไปอาจไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุธรรมดา
“เราแยกกันหา” จ่ายเสนอ เธอกวาดสายตายาวไปตามอุโมงค์
แต่ยังไม่ทันไป ได้ยินเสียงเคาะเหล็กแผ่ว ๆ จากท่อน้ำข้างเขื่อน ทั้งสองหยุดฟัง จังหวะของเสียงไม่ใช่เครื่องกล แต่มนุษย์—เหมือนรหัสลับ
“นั่นเสียงคน!” นพร้อง ทั้งคู่วิ่งเข้าหาต้นเสียง พบช่องระบายอากาศแคบ มีเศษผ้าเปื้อนเลือดติดคาอยู่
“ต้องเป็นอร!”
นพปีนขึ้นดู เสียงหายใจเบา ๆ แว่วลอดออกมา เขาส่องไฟฉายเข้าข้างใน ช่องว่างนั้นมืดสนิทแต่เห็นปลายนิ้วเล็ก ๆ ขยับไหว
“อร อยู่ในนั้นใช่ไหม!” เสียงเขาสั่น เงียบนิ่ง หัวใจเต้นรัว
เสียงขานรับเบา ๆ ฟังแทบไม่ได้ยิน “พ่อ…เหงา…กลัว”
“พ่อมาแล้ว อย่าขยับนะ!” ทั้งคู่ช่วยกันงัดฝากระบายอากาศออก ในที่สุดพวกเขาดึงอรร่างเล็กเปื้อนฝุ่นออกมา เด็กหญิงจ้องหน้าผู้ใหญ่ทั้งน้ำตา
อรสะอื้น “ขอโทษ หนูกลัว หนูเห็นคนแปลกหน้ามากดไฟตรงเขื่อน หนูเลยหนีซ่อน เขาขู่กันไม่ให้พูด…”
นพโอบรับลูกไว้แน่น สายตาของจ่ายอ่อนแสงลง เธอย้อนนึกถึงตัวเองในวัยเด็ก ทุกคนในเมืองวิมลาศต่างมีแผลในใจที่ไม่กล้าพูดออกมา
ก่อนทั้งสามจะออกจากอุโมงค์ เห็นเงาชายลึกลับยืนซ่อนในซอกทาง น้ำเสียงแผ่ว ๆ แว่วมา “อย่ายุ่งกับแสง—มันไม่ใช่ของพวกคุณอีกต่อไป”
นพเบิกตา จ่ายคว้าข้อมืออร ก้าวถอยช้า ๆ ทั้งสามขึ้นลิฟต์กลับสู่เขตที่อยู่อาศัยโดยไม่มีใครพูดสักคำ
กลางความมืด ข่าวลือเริ่มแพร่กระจาย บ้างบอกมีคนในเมืองจงใจทำให้ไฟดับ เพื่อควบคุมหรือเรียกร้องบางอย่าง ความกลัวและความไม่เชื่อใจกระจายอย่างไร้ขอบเขต
ตลอดคืน นพนั่งเฝ้าอรที่หอบผ้าในอ้อมแขนจ่าย สามคนใช้ความเงียบเป็นเกราะป้องกัน ที่จริงต่างคนต่างกลัว—กลัวความจริง กลัวจะสูญเสีย กลัวจะพูดความคิดในใจออกมา
เสียงลมแทรกตามไปจนถึงช่วงเช้า ระบบไฟเพียงบางส่วนกลับมาใช้ได้ แต่เมืองยังไม่กลับเป็นเหมือนเดิม
นพตัดสินใจเล่าให้อรฟังเรื่องในอดีต เรื่องความผิดพลาด ความขาด ความกลัวในใจ
อรพยักหน้า น้ำตาไหลเงียบ ๆ “พ่อ หนูอยากออกจากเมือง อยากเห็นแสงจริง หนูเหนื่อยกับความมืด”
จ่ายกุมมืออร เอ่ยด้วยเสียงนุ่ม “ไม่ว่าอะไรจะเกิด เราต้องช่วยกัน”
ท้ายที่สุด ตำรวจเริ่มสืบสวนหาตัวชายลึกลับและเหตุการณ์ไฟดับ พร้อม ๆ กับที่นพและจ่ายพยายามเยียวยาความสัมพันธ์ในครอบครัวที่แตกแยก เด็กหญิงกล้าที่จะพูด กล้าที่จะร้องไห้ พ่อแม่กล้าที่จะขอโทษและถามความต้องการกัน
นพกอดลูกกับอดีตภรรยาไว้ น้ำตาเอ่อจาง ๆ เขารู้ว่า แสงสว่างที่แท้จริงเริ่มส่องมาจากข้างใน แม้ข้างนอกจะยังคงมืดมนก็ตาม