เงาสีเงินใต้ผืนทะเล
เสียงลมหายใจของอิตันสะท้อนในช่องชุดดำน้ำ เขากลืนน้ำลายแล้วเหลือบมองเพดานกระจกใสเหนือศีรษะ ผืนน้ำไหวตามแรงคลื่นแผ่วๆ แสงจันทร์ผ่านชั้นน้ำ เหลือเพียงแสงเย็นสีฟ้าอมเงินราวโลกอีกมิติ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อิตันสูดลมหายใจลึก มือสั่นขณะถือคริสตันใสบางชิ้น—จดหมายนอกระบบโดม เขานั่งเกือบกลางคืนในอุโมงค์บริการ ปล่อยนิ้วแตะตัวอักษรมืดขึ้นมาทีละตัว สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์เคลือบกลิ่นเกลือและความเปียกชื้น ราวกับใครจากนอกเมืองกำลังพูดกับเขา
“อิตัน เอ็งยังไม่นอนอีกเหรอวะ?” เสียงเย็นๆ ติดสำเนียงใต้ลอยมาก่อนที่ริมาสจะเดินแทรกเข้ามาในอุโมงค์ หญิงสาวผมฟูตาสองข้างไม่เท่าของเธอชำเลือง ทำทีเป็นไม่สนใจแต่ก็แอบส่องคริสตันในมือของอิตัน
อิตันซ่อนคริสตันอย่างเงอะงะ “เปล่า…แค่—อยากได้อากาศดีๆ”
ริมาสถอนหายใจนั่งลงข้างกัน “โกหก มาตอนไหนก็เจออยู่ในนี้ มันมีอะไรเหรอ อิตัน?”
อิตันกัดปาก ไม่กล้าสบตา แววตาเต็มไปด้วยความลังเลปนกลัว “เมื่อคืน…เหมือนมีคนส่งข้อความมา ชวนออกไปนอกโดม”
ริมาสเงียบ อย่างรู้ทัน เคยชินกับนิสัยปกปิดของอิตัน เธอเอง แม้เก่งกล้าแต่ซ่อนไม่ให้ใครเห็นว่าในใจเธอกลัวการถูกปฏิเสธ เจ็บเพราะอดีตเพื่อนรักหายไปใต้ทะเลเมื่อปีก่อน “ไม่ต้องรับทุกเรื่องไว้คนเดียวก็ได้ปะวะ” เธอกระซิบเบา หน้าเกือบแนบหลังมืออิตัน
เสียงปึงปังจากทางเข้าอุโมงค์ทำทั้งคู่สะดุ้ง เย็นยามสูงโย่ง ผิวคล้ำเข้มกว่าใครในเมืองนี้ ยิ้มเจื่อนถือท่อเหล็ก เนลาวะ ตัวโจ๊กประจำกลุ่มแต่ดวงตาสีเทาเป็นประกายเยือกเย็น แฝงความร้ายกาจที่ไม่มีใครกล้าเอ่ย “สู้กันในใจจบยัง? ขู่กันตอนตีสี่นี่แฟชั่นใหม่เหรอ”
“เงียบไปเลยเนลาวะ” ริมาสปาแว่นตาเสริมแสงอ่อนใส่ขาเขา แต่นิ้วมือข้างหนึ่งลูบนัยน์ตาบอดซ้ายโดยไม่รู้ตัว
“กูได้ยินเสียงประหลาดใต้สถานีเมื่อกี้—อ่ะ อย่ามองแบบนั้น ชวนเก๋าดีกว่าไหม?”
ทุกคนเงียบ สนิมบนท่อเหล็กเป็นเงาสะท้อนในความเงียบ กลุ่มเด็กสามคน—ขี้กลัว เก็บตัว ดื้อดึง—เผชิญจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่เติบโตขึ้นมาจากรากลึกในโดม
ท่ามกลางเสียงคลื่นกลืนกลายกับจังหวะหัวใจ อิตันเอื้อมไปแตะไหล่ริมาสแบบลังเล “เรา…ลองออกไปนอกโดมกันมั้ย?” น้ำเสียงของเขาสั่นกล้า กลัวตายใจตัวเองมากกว่าสิ่งใต้น้ำ
ริมาสนิ่งนาน ดวงตาแข็งกร้าวจ้องจุดหนึ่งในอากาศ ริมฝีปากเม้มจนซีด “สำหรับฉัน—เปลือกนอกโดมมันก็กลืนกินทุกอย่าง เราจะทำยังไง?”
เนลาวะยักไหล่ “ลองดูก่อน ตายไม่เป็นไร ขอตายแบบรู้ความจริงดีกว่าอยู่แบบไม่รู้อะไรเลยนะ”
ทั้งสามหัวเราะออกมาเบาๆ แต่ในหัวใจเต็มไปด้วยชั้นความกลัว ความกล้า และชีวิตที่รอเปลี่ยนแปลง
รุ่งสางในโดม เมืองใต้น้ำตื่นตัวด้วยแสงสีส้มอมชมพู โลหะและกระจกรอบโดมสะท้อนแสงสว่างเป็นประกาย เด็กสามคน—อิตัน, ริมาส และเนลาวะ—อำลาบ้านอย่างลับๆ กรีดเสียงหัวใจแนบอุโมงค์สายหลัก
เนลาวะหยิบจดหมายปลอมขึ้นมา “คืนก่อนฉันเห็นเงาคนเคลื่อนผ่านช่องหน้าต่าง—ราวกับปลาที่ไม่มีปีกแต่ลอยคล้ายคน แล้วจู่ๆ ไฟเจ้าปัญหาก็ค่อยๆ ดับไปทีละดวง”
ริมาสย่นคิ้ว “เลิกละเมอดีกว่า มันอาจจะเป็นแค่อุปทานหมู่”
แต่ก่อนที่ใครจะค้าน อิตันหันขวับ ดวงตาสีเข้มสั่นระริก “เมื่อคืนก็เห็น! เหมือนเงาเงินเคลื่อนไปตามใต้น้ำ—เร็ว ฉันไม่ได้ฝันไปคนเดียวใช่มั้ย?”
ทั้งสามยืนจ้องกัน บรรยากาศตึงเครียด เสียงเครื่องยนต์และเสียงหัวใจประสานกันในเกลียวคลื่น
ร่างทั้งสามลอบเดินผ่านโถงห้องเครื่อง เปลี่ยนชุดดำน้ำ พลางเหลือบแลผู้ดูแลระบบที่กำลังซ่อมแซมสายไฟ “อย่าให้ใครจับได้…” อิตันพึมพำ
“ถ้ากลัวขนาดนั้นจะทำไม?” ริมาสแทรกเสียง ทั้งที่มุมปากมีรอยยิ้มขื่น
“ก็…ไม่อยากกลับมาโดยที่หัวใจเราเหมือนตายไปแล้วน่ะ” อิตันตอบเสียงเบา ลมหายใจติดขัด
เสียงหัวเราะของเนลาวะระเบิดออกมาสั้นๆ “อยู่ด้วยกัน ไม่ต้องปอดแหกหรอก”
ภายนอกโดม เมืองขนาดกลางแผ่ตัวกลางมหาสมุทร ปกคลุมด้วยโลหะใสบานยักษ์ บันไดเหล็กทอดลงสู่อุโมงค์น้ำ แรงดันกระเพื่อมรอบตัว ขณะที่เด็กทั้งสามว่ายน้ำออก นิ่มนวลเหมือนฝันร้ายแช่อิ่มความมืด
สิ่งที่เผชิญทันทีคือความเงียบ กรองแสงนวลใต้คลื่น เงาเงินวูบวาบซ้อนทับร่างตนเอง อิตันระงับเสียงกรีดร้องด้วยความตั้งใจ ริมาสหลบตา เงาตัวหนึ่งเคลื่อนมาหาพวกเขา
“นั่นมัน—ไม่ใช่ปลาธรรมดาแน่!” เนลาวะโพล่งออกมา
สัตว์ขนาดใหญ่รูปร่างประหลาดเปล่งประกายเงินวาว ฉับพลันหางมันฟาดกระจกโดมอย่างแรง คลื่นสั่นสะเทือนสะท้อนเข้าถึงกระดูก
ทั้งสามรีบหลบเข้ามุมอุโมงค์ ทันใดนั้นประตูเล็กหลังสุดของช่องลำดับ 8 เปิดออก ภายในคือบันไดวนทอดยาวขึ้น ราวกับเชื้อเชิญสู่ความลับของโลกทั้งใบ
เนลาวะเป็นคนแรกที่ปีนเข้าไป มือเปื้อนรอยเลือดเก่า “ขึ้นไปดูไหม หรือจะรอกันอยู่ข้างล่างนี้?”
อิตันส่ายหน้า “ฉันไม่อยากอยู่นี่…” เสียงเขาสั่น แต่ก็ลากริมาสขึ้นตามภายใน
บันไดวนพาทั้งสามขึ้นสู่ห้องกลมโตเพดานต่ำ มีโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ แผนที่ใต้ทะเลปักหมุดสีเงิน และจอแสดงผลโฮโลกราฟิก ร่องรอยฝุ่นค้างเก่า แต่บนโต๊ะมีป้ายชื่อ “ดร. รัตนะ”
“ใคร?” ริมาสกระซิบ
“ฉันเคยได้ยินชื่อนี้—เป็นนักวิจัยสมัยก่อน โหดแต่ฉลาด เค้าว่าหายไปพร้อมงานวิจัยเมื่อสิบปีก่อน” เนลาวะตอบพลางไล้อักษรบนป้ายชื่อ
สิ่งที่เย็นเยียบวิ่งผ่านกลางใจอิตันคือความจริงซ่อนอยู่ในเมือง—ทุกอย่างไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่เห็น ไม่มีใครวางใจได้จริง
เสียงบางอย่างกระทบผนังกระจก เสียงช่องถ่ายทอดสดบนจอดับวูบ แสงสว่างตกสู่ความมืดพริบเดียว
ไฟฉุกเฉินเปลี่ยนห้องเป็นสีแดง เนลาวะเจ้าเล่ห์ยิ้มน้อยๆ “มันมาแล้ว—เลือกนะ จะเผชิญหรือหนี”
ริมาสกัดฟันดึงแขนอิตันไว้ “เราไปด้วยกัน ฉันไม่ยอมทิ้งนาย”
เสียงประตูเหล็กเปิดเองช้าๆ เงาประหลาดในความมืดสะท้อนเงาสีเงินแวววับ…อะไรบางอย่างเคลื่อนออกมาช้าๆ มันกลืนแสงสว่างและเสียงในทันทีที่ก้าวเข้ามา
อิตันยื่นมือกุมคริสตันแน่น เสียงในหัวสั่นระรัว “ไม่ทิ้งกันใช่ไหม?”
ริมาสตอบเสียงเบา “ไม่—ไม่ทิ้ง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”
เนลาวะสูดหายใจลึก มือเกร็งแน่น จ้องสิ่งมีชีวิตนั้นด้วยดวงตาฮึกเหิมเปิดเผย “ถึงเวลาจะเลิกกลัวอดีตแล้วล่ะ!”
สัตว์ประหลาดเงินหยุดอยู่ตรงหน้า จ้องพวกเขาเห็นจิต—อารมณ์ ความกลัว ความสูญเสีย และความเศร้า—สะท้อนกลับตรงดวงตามันเป็นคลื่น
อิตันหยุดตัวเองไม่ให้ก้าวถอยหลัง “ถ้าเราไม่พูดออกไปซักครั้ง…เราก็ไม่มีวันรู้…” จู่ๆ ก็พูดเสียงแข็ง มือสั่นแต่ไม่หลบสายตาสัตว์ประหลาด “ทำไมถึงอยู่ที่นี่? ทำไมถึงตามเรา?”
ความเงียบปกคลุมครู่หนึ่ง สัตว์ประหลาดเงินเคลื่อนเข้าใกล้อีกนิด มันปล่อยคลื่นเสียงประหลาด เช่นเสียงคนสะอื้นไห้อ่อนๆ
ริมาสเอื้อมจับมืออิตัน สายตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและรอยแผลด้านใน “เรากลัวมาก แต่อยากรู้—ถ้าเข้าใจเธอ เราจะปลอดภัยหรือเปล่า?”
เนลาวะเดินแซงขึ้นหน้า สีหน้าละเมียดระวัง “นายเคยสูญเสียใครมาก่อนเหรอ?”
สัตว์ประหลาดเงียบไปชั่วคราว จุดเงินวูบเป็นริ้วคลื่นคล้ายจะร้องไห้ ห้องกลับเงียบเหมือนโลกหยุดหายใจ
ทันใดนั้น มันทิ้งร่างหายลงใต้ชั้นกระจกพร้อมเสียงคลื่นกระทบ
เด็กทั้งสามใจเต้นโครม “มันร้องไห้…หรือเรานึกไปเอง?” อิตันเอ่ยเบา
ริมาสปล่อยน้ำตาไหล “เราไม่กลัวแล้วละ—เธอใช่ไหมที่รับความกลัวของเราไว้?”
ไฟห้องทำงานค่อยกลับมาทีละดวง ภาพในจอแสดงผลแว็บขึ้นมา แผนที่ใต้น้ำโชว์จุดแดงตามตำแหน่งโดมย่อย เสียงข้อความสั้นสั้นดังขึ้น “ออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้”
เนลาวะจับมือเพื่อนทั้งสอง “เพราะงั้น—ความกลัวมันเชื่องลงเมื่อเราเจอมันตรงๆ ใช่ไหม?”
อิตันตอบช้าๆ มองมือนั้นด้วยแสงในดวงตาเปลี่ยนไป “บางที ถ้าเรากล้าพอจะเจออดีต ความลับมันก็ไม่ได้ร้ายกาจเท่าความกลัวที่เราคิด…”
เสียงซู่ของมหาสมุทรแทรกเข้ามาเป็นฉากสุดท้าย—เด็กทั้งสามเดินโอบกอดความจริง ความกลัว และกันและกันเข้าสู่แสงใหม่ที่ลอดหลังม่านน้ำรอบเมืองโดม…