ระหว่างเสียงฝนกับคำลวง
เสียงฝนกระหน่ำอาบทางเดินหินในเย็นวันหนึ่ง ไม่มีใครบนถนนเว้นเงาชายคนเดียวซึ่งยืนนิ่งใต้หลังคาร้านขายของชำ ดลยา สาวนักข่าวผมประบ่า เสื้อกันฝนสีน้ำเงินสด สะพายกล้องข้างตัว เดินช้าผ่านซอยเล็ก กลิ่นไอดินสดใหม่ปลุกความทรงจำเก่าในหมู่บ้านคีรี — สถานที่ที่เธอสาบานจะไม่กลับมาอีก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงจักจั่นเจื้อยแจ้วปนเสียงฝนริน มือหญิงสาวกำชับสายกระเป๋าแน่น สายตาข้างหนึ่งกวาดภาพบ้านไม้เก่าริมถนน อีกข้างหนึ่งหันไปสบตาเด็กชายร่างเล็กตาโตนั่งหลบฝนอยู่ใต้ต้นชมพู่ริมรั้ว
“กลับมาเหรอพี่?” เสียงเด็กโกงกางดึงใจดลยาให้หยุดเท้า ดวงตาเธอไหววูบขณะเพ่งดูหน้าเขา—เด็กชายที่เธอจำไม่ได้ แต่สายตานั้นคุ้นเคย
“เธอชื่ออะไร?” ดลยาถามพลางขยับเข้าไปใกล้ เด็กชายผงะเล็กน้อย
“นทีครับ” เขาตอบเสียงแผ่ว “ผมรู้ว่าพี่มาหาอะไรบางอย่าง”
ดลยาเลิกคิ้ว ดูจะโกรธน้อย ๆ “ใครบอก?”
“ฝนบอก” เสียงเด็กน้อยคล้ายกระซิบบางอย่างให้สายฝนฟัง
หญิงสาวไม่ถามต่อ เดินห่างไปโดยไม่เหลียวหลัง แต่นทีลุกเดินตามห่าง ๆ — เงาหม่น ๆ ซ่อนอยู่กลางม่านฝนหลังเขา
บ้านไม้หลังเก่าของดลยาเมื่อยี่สิบปีก่อนยังอยู่ที่เดิม เธอผลักประตู หน้าต่างเปิดแง้ม เสียงฝนซัดเข้ามาเย็นยะเยือก กลิ่นตะไคร่ในห้องหับยังฉุน พ่อของเธอออกมายืนรอ หน้านิ่งคล้ายรูปสลัก
“มาแล้วเหรอลูก…”
“แค่ชั่วคราวค่ะ” ดลยาเสียงแข็ง “บ้านหลังนี้ไม่รู้สึกเหมือนบ้านเลย”
“ฝนนี้ตกแรงกว่าที่กรุงเทพฯ นะ” เขาพูดเหมือนไม่รู้จะพูดอะไรดี
“หนูไม่ได้กลับมาเพราะคิดถึงฝน”
ความเงียบตรึงบ้านทั้งหลัง เด็กสาวยืนหันหลังให้พ่อ เงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนโดนเสียงเคาะประตูปลุกขึ้น
เมษา เพื่อนเก่าสมัยเรียนเปิดประตูเข้ามาพร้อมร่มสีชมพู ดวงตาสัญญาณคำถามมากกว่าเอ่ยออกมา
“ข่าวลือจริงสิ ว่าดลยาจะมาขุดคดีฆาตกรรมที่บ้านริมทุ่ง”
“ข่าวมันเร็วกว่าฝนอีก” ดลยาตอบ พลางเปลี่ยนกล้องไปยังมือ เตรียมสัมภาษณ์ผู้คนในหมู่บ้านทันที
เธอก้าวออกไปกลางฝนพร้อมเมษา เด็กชายที่ชื่อว่านทีตามเงียบ ๆ ต่างจากเด็กทั่วไป ดวงตาหม่นหมอง
“รู้มั้ยว่าทำไมเค้าเรียกบ้านนั้นว่าบ้านจมน้ำ?” เมษาถาม
“เพราะไฟแดงกับเลือดปะปนตอนเค้ากู้ศพเจอรอยเลือดปนสายฝนวันนั้นไง” ดลยาตอบเสียงนิ่ง
“นอกจากพวกผู้ใหญ่ ยังมีใครเห็นวันนั้นบ้าง?”
“ไม่มี” เมษาเงียบไปนาน “แต่บางคนบอกเห็นเงาคนในฝน…”
สายฝนเทกระหน่ำขณะทั้งสามเดินถึงบ้านริมทุ่ง หน้าต่างผุ ๆ ตีลมดังเอี๊ยด ๆ นทีหยุดเหลียวมองซากบ้านแล้วกระซิบเสียงเบา “เธออยู่ในนี้…”
ดลยาตาโต เธอกางกล้อง หาหลักฐานใหม่ข้างใน—รอยเท้าเล็ก ๆ ดินเปียกเปรอะบนพื้น ไฟฉายของเธอสะท้อนเงามือฉาบประตูแง้มๆ ประตูเคลื่อนวาบราวมีเงาใดขยับในบ้านร้าง
“เสียงนั้น…ได้ยินมั้ย?” นทีถาม ดลยาสบตานิ่ง ไม่ตอบ พ่อของเธอตามมาถึงมือเย็นเฉียบวางบนบ่าลูกสาว
“อย่าพยายามค้นหาให้ลึกกว่าที่ควร…บางอย่างอยู่กับฝนและความลับดีกว่า”
ดลยากำลังตั้งถามทว่าความเงียบหนักขึ้นกว่าเดิม ฝนเริ่มผ่อนลง แต่ในบ้านชื้นแฉะเสียงหยาดฝนยังดังก้องมีแววเงาเด็กหญิงตัวลาง ๆ ผ่านกระจกห้องนอน
เมษาขยับใกล้กระซิบ “บางทีเธอควรปล่อยบ้านนี้ไว้…”
ดลยาถอนหายใจ “ฉันต้องรู้ว่าฆาตกรคือใคร”
เช้าวันถัดมา ฝนยังคงโปรย เด็กนทีมาเคาะประตูบ้านดลยา “เมื่อคืนคุณเห็นเธอมั้ย?”
ดลยาพยักหน้าช้า ๆ “ก็ไม่แน่ใจ…แต่ฉันรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง”
“วิญญาณเธอติดอยู่ที่นี่ เพราะไม่มีใครบอกความจริงออกไป”
“ทำไมถึงเชื่อแบบนั้น?”
นทีนิ่งงัน ชั่วขณะ “ผมเห็นเธอในฝัน ฝนตกหนัก…เลือดเจิ่งทุ่ง”
คำบอกของเด็กทำให้ความกลัวเก่า ๆ ในใจดลยาพลุ่งขึ้นมา เธอย้อนคิดถึงวัยเด็ก—คืนฝนตกที่เธอหนีออกจากบ้านในวันที่ทุกคนค้นหาศพ…
“หนูเห็นอะไรวันนั้นที่บ้านจมน้ำ?” พ่อดลยาน้ำเสียงต่ำ
“เห็นเงา…แต่ใครคือเงานั้น?” เธอถามกลับ พ่อกลอกตาหลบ สายตาวูบวาบเหมือนมีอะไรปิดบัง
เสียงสายฝนกลบทุกเสียงสนทนา บรรยากาศเงียบงันอึดอัด เมษาสะกิดดลยากระซิบ “พ่อเธอดูแปลก ๆ นะ”
“เขาไม่เคยพูดเรื่องวันนั้นเลย” ดลยาตอบเสียงเคร่ง
ตอนบ่าย ดลยาและนทีเดินสำรวจบ้านจมน้ำอีกครั้ง นทีชี้นิ้วไปยังแอ่งน้ำใต้ถุน “ดูสิ รอยรองเท้าใหญ่กับรอยเท้าเด็ก…สองรอยเดินสวนทางกัน”
ดลยาถ่ายรูป เธอกวาดตาดูทั่วบ้าน สังเกตข้าวของเก่า ๆ หนังสือสะสมที่มีชื่อเจ้าของเดิม “ศศิพิม” นทีชะโงกหน้าดู—ชื่อหญิงที่ถูกฆาตกรรมวันฝนตกเมื่อยี่สิบปีก่อน
“บ้านนี้ถูกทิ้งเพราะกลัวความจริงเหรอ?” นทีสงสัย ดลยาขมวดคิ้ว
“หรือนั่นเพราะความกลัวของคนที่ยังอยู่?” เธอพูดกับตัวเองมากกว่ากับเด็กชาย
เสียงสายฝนตกพรำตลอดบ่าย กลุ่มเด็กๆ วิ่งเล่นในซอย เรียกนทีร่วมวง แต่นทีปฏิเสธ “ผมอยู่กับพี่ดลยาดีกว่า”
“ไม่ไปเล่นกับเพื่อนเหรอ?” ดลยาถาม
“ผมเห็นวิญญาณ เธอไม่ชอบอยู่คนเดียว ผมก็ไม่ชอบเหมือนกัน” นทีสบตาดลยาในเงาฝน ดวงตาเศร้าฉายแววเปราะบาง
เย็นวันนั้น ดลยากลับไปนั่งคุยกับพ่อบนระเบียงบ้าน ฝนยังซัดหน้าต่างดังเปาะ ๆ
“พ่อ หนูอยากถามตรง ๆ — พ่อเห็นคนที่ฆ่าศศิพิมมั้ย?”
พ่อนิ่งไปนาน “ทุกคนเห็น…แต่ไม่มีใครกล้าพูด”
“เพราะกลัวอะไร?”
“กลัวสูญเสียเหมือนฝน กลัวว่าความจริงมันหนักจนท่วมบ้านเรา…”
เมษาเข้ามาร่วมวง เธอก้มหน้าซ่อนแววตางุนงง “บางคนว่าศศิพิมคือคนรักเก่าของพ่อเธอใช่มั้ย?”
“ไม่” พ่อตอบหนักแน่น “แต่เราเคยรักใคร่เหมือนญาติมิตร…แล้ววันหนึ่งเธอขอให้ช่วยซ่อนตัวจากสามีเธอที่เมา…เราไม่ทัน…”
พ่อเสียงสั่น “ตอนนั้นฝนแรงมาก ทุกอย่างสับสน พ่อทำได้แค่ดูเธอจมหายไปในฝน—ไม่มีใครช่วยทันจริง ๆ”
ดลยาน้ำตาคลอ เธอเงียบอยู่นาน ก่อนเมษาจะเอื้อมมือบีบไหล่ให้กำลังใจ
กลางดึก ดลยานอนยังไม่หลับ เสียงฝนแผ่วในม่านห้อง เธอลุกไปยืนริมห้อง เห็นเงาวาบของเด็กหญิงแต่งชุดนอนไทยโบราณนั่งพิงประตู เงามืดวูบผ่านหน้าต่าง แววตาเศร้าโหยหายิ่งนัก
“ช่วยฉันด้วย…” เสียงวิญญาณดังแผ่วราวกับสายฝน
ดลยาสะดุ้ง เธอกำมือแน่น หวนคิดถึงอดีตเมื่อครั้งตัวเองซ่อนอยู่ในบ้านเดียวกันขณะเกิดเหตุ วันนั้นเด็กหญิงตัวน้อย—ซึ่งก็คือดลยาในอดีต เห็นศศิพิมถูกทำร้ายแต่เก็บเงียบมาโดยตลอด
เช้าวันถัดมาดลยา ออกไปหานทีที่ตลาด เธอถาม “ถ้าคนเราปกปิดความจริงไว้ วิญญาณจะไปไหนได้มั้ย?”
นทีตอบช้า “อยู่กับฝน…จนกว่าจะใครกล้าบอกความจริง”
วันนั้นดลยาออกประกาศผ่านวิทยุท้องถิ่น—เล่าเรื่องราวศศิพิมและคดีฆาตกรรมปีนั้น ผู้คนเงียบฟังในขณะที่สายฝนยังโหมกระหน่ำ—บางคนหน้าซีด บางคนร้องไห้
พ่อเธอเดินมาหา “เธอกล้าพอแล้ว ลูกพ่อ” ก่อนดึงลูกสาวมากอดแน่น น้ำตาไหลพรากทั้งคู่
กลางคืนวันนั้น ดลยากลับไปที่บ้านจมน้ำ นทีเดินตามมา เขาเปิดประตู เงาวิญญาณศศิพิมปรากฏในแสงสายฟ้า เธอกระซิบขอบคุณก่อนสลายไปในสายฝนที่เบาบางลง
เช้าวันรุ่งขึ้น หมู่บ้านสดใสขึ้นเล็กน้อย แม้ฝนยังโปรยปราย ดลยาจูงมือนทีเดินกลับบ้าน “ขอบใจที่ช่วยฉัน” เธอยิ้ม น้ำเสียงโศกเศร้าแต่เติบโตขึ้น นทีตบบ่าดลยาเบา ๆ พลางยิ้มเจื่อน ซ่อนความกลัวในใจตัวเองเหมือนแต่ก่อน
เสียงฝนยามเช้าเบาบางลงทั้งในหมู่บ้านและในใจของทุกคน บนถนนกลับบ้าน ดลยาเงยหน้ามองฟ้า ธารฝนซากความลับค่อย ๆ ไหลหาย เหลือไว้เพียงความรักและการให้อภัยที่แท้จริง