เมื่อวานเป็นของเรา
เสียงจิ้งหรีดในสวนสาธารณะชั้น 62 เบาบางกว่าทุกวัน ไฟขอบระเบียงส่องสว่างสะท้อนความเงียบงัน สายลมเย็นขับกลิ่นสนประดิษฐ์เข้ามาในซอกตึก ชายวัยกลางคนผมหยักศกยืนรอใครบางคนตรงสนามเด็กเล่นร้าง สีหน้าหนักใจ ขากรรไกรเกร็ง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“พี่กานต์ มาเร็วจัง” เสียงเด็กสาวตัดบรรยากาศ เธอสวมเสื้อกันหนาวขาดๆ กระเป๋าสะพายเก่า มีรอยเปื้อนสีแดงตรงข้างกระเป๋า สีหน้ายิ้มแต่ดวงตาสั่นไหว
“เราขี่สกูตเตอร์มาเองเหรอ พ่อไม่อยู่เหรอ” กานต์ถามพลางกอดอก มองเธอขึ้นลงด้วยสายตาที่ซ่อนซุ่มระวัง
“ไม่มีใครอยู่บ้านคืนนี้… เหมือนทุกทีนั่นแหละ” อิงดาวตอบ สายตาว่างเปล่าเสี้ยววินาที มือเธอกำกระเป๋าจนสีขาวซีดเหมือนกลัวบางอย่างจะหลุดลอย
ลมพัดวูบจนทั้งสองต้องก้มหน้าซ่อนความรู้สึก กานต์เหลือบมองนาฬิกาที่สายข้อมือ ข้อมูลประชากรในตึกไหลผ่านผ่านจอโปร่งใสบาง เฉพาะชื่อต้องห้าม ชื่อ “คุณยายช้อย” ปรากฏเป็นอักษรสีเทาซีด
“คุณยายช้อยหายไปอีกวันแล้วนะ ไม่มีใครแจ้งหาย ห้องก็ปิด ไม่มีสัญญาณชีพเข้าออก…แต่” เขายกโทรศัพท์ขึ้นให้ดู ภาพจากกล้องวงจรปิดในลิฟต์เมื่อคืน คุณยายช้อยเดินออกจากลิฟต์ทั้งที่ควรจะนอนอยู่บ้าน
“ฉันว่าเหมือนฉันเห็นเงาคนเมื่อคืน…” อิงดาวบอกเสียงแผ่ว “เหมือนจะเดินหายไปในห้องขยะใต้ตึก”
กานต์นิ่ง ก่อนลดเสียงลง “ห้องขยะใต้ตึกปิดอยู่ตลอด เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอมให้เปิด ไปดูด้วยกันมั้ย?”
อิงดาวพยักหน้าอย่างลังเล เส้นผมห้อยปิดหน้า เบือนสายตาหลบแต่ก็เดินนำ ไฟฟลูออเรสเซนต์สีฟ้าอ่อนจับเงาของทั้งสองให้ส่ายไหวเมื่อพวกเขาเดินลงบันไดวนสูงชัน
บรรยากาศชั้นใต้ดินเย็นชื้น กานต์เอื้อมมือไปจับไหล่อิงดาว “ถ้ากลัวกลับบ้านเถอะนะ นี่มันเรื่องของผู้ใหญ่”
“ไม่ นี่มันบ้านฉันด้วย พวกเขาทำคุณยายอะไรสักอย่างแน่ๆ ฉันต้องรู้ให้ได้” เธอย้ำเสียงแข็ง ขายันประตูบานเหล็กที่ผุพัง
เสียงประตูดังเอี๊ยด… ภายในห้องขยะกลับว่างเปล่า ไม่มีถุงขยะ ไม่มีกรงขังหรือกลิ่นเหม็น มีเพียงพื้นห้องโล่งกับรอยสีน้ำเงินหม่นขีดเป็นวงกลมตรงกลาง อิงดาวขยับเข้าไปช้าๆ นิ้วแตะตรงขอบวงรอย
ฉับพลัน ภาพจางพร่าเคลื่อนวูบ ร่างกายของเธอรู้สึกเย็นเฉียบเหมือนกำลังถูกดูดผ่านผ้าใบผืนใหญ่ กานต์รีบคว้าแขนเธอไว้ทัน
“เดี๋ยว! อิงดาว!”
แผ่นภาพบ้านขาดับวูบ ทั้งสองเหมือนถูกผลักทะลุออกไปอีกห้อง ทุกอย่างที่เห็นเปลี่ยนไป ห้องขยะกลายเป็นโถงทรงกระบอก ผนังประหลาดโค้งเรียบ เปล่งแสงสีน้ำเงินอ่อน มีจอแบนขนาดยักษ์ลอยอยู่ตรงกลาง
“ที่นี่ที่ไหน…” อิงดาวเสียงสั่น กานต์จับมือเธอแน่นขึ้น ทั้งสองหายใจหอบ เหงื่อซึมมือ
ทันใดนั้น เสียงผู้หญิงแก่แผ่วเบาดังขึ้นจากมุมหนึ่ง “อย่าเพิ่งกลัว ฉัน — ฉันต้องขอโทษที่เรียกพวกเธอมา” คุณยายช้อยยืนอยู่ตรงประตูเสมือนอีกฟากหนึ่ง แววตาเศร้าวูบ วูบหนึ่งเหมือนแบกน้ำหนักทั้งชีวิตไว้บนไหล่
“คุณยาย!” อิงดาวทำท่าจะวิ่งเข้าไป กานต์รั้งไว้
“ห้ามเข้าใกล้ ไม่มีทางกลับจากเขตป้องกันถ้ายังไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่” เสียงยายช้อยตวาดลั่น น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเฉียบขาด “ฟังให้ดีนะ พวกเธอจำอดีตของตัวเองได้หมดไหม”
ทั้งสองมองหน้ากัน อิงดาวนึกถึงภาพแม่ที่หายตัวไปตอนเธออายุ 8 ขวบ คำพูดสุดท้ายว่า “ดูแลตัวเองนะ” แต่ไม่กล้าพูดออกมา กานต์ขบกรามแน่น ไม่อยากนึกถึงอดีตที่เคยล้มเหลวในงานวิจัยจนถูกปลดออกจากทีมงานหลักในบริษัทเทคโนโลยี
“ที่นี่ คือศูนย์คลังความทรงจำเก่า พวกเธอเข้ามาด้วยวงจรเวลาโดยไม่รู้ตัว อดีตที่ถูกเก็บกดไว้ถูกระบบเรียกคืน คุณยายขังตัวเองเพื่อรอคนที่กล้าเผชิญหน้าพร้อมแก้ไขอดีต”
อิงดาวเดินเข้าไปใกล้ ชี้ไปที่จอใหญ่ “งั้น…ขอฉันดูอดีตได้ไหม ก่อนจะหาทางกลับ”
ภาพบนจอฉายเหตุการณ์เข้าสู่วันคืนเก่า อิงดาวเห็นตัวเองเด็กน้อยยืนร้องไห้ข้างถนน อ้อมกอดแม่จางหาย เธอสั่นระริกสะกดเสียงสะอื้น “แม่…แม่หายไปเพราะฉันเหรอ”
กานต์เดินเข้าไปข้างเธอ แต่ทันใดนั้นภาพของเขาเองก็ฉายขึ้น ตอนเขาล้มเหลวจนเพื่อนร่วมงานถากถาง หัวหน้างานใช้คำหยาบใส่เขา “นายทำให้ทีมเสื่อมเสีย ชื่อเสียงบริษัทพังแล้ว” กานต์แทบยืนนิ่งไม่อยู่ กำหมัดแน่น
“เราแก้ไขอะไรไม่ได้เลย มีแต่ต้องอยู่กับมัน” กานต์พูดเสียงขม “อดีตมันก็เป็นแผลอยู่อย่างนั้น เรากลัวกลับไปซ้ำรอยอีกครั้ง”
“แต่ถ้าเราปล่อยวางไม่ได้ อดีตก็จะกัดกินปัจจุบัน” คุณยายช้อยเสียงเบาหวิว น้ำตาเล็ดช้าบนแก้ม “ฉันเฝ้ารอคนกล้าเผชิญ พวกเธอคือโอกาสให้ฉันปลดปล่อยตัวเอง”
อิงดาวหันมาจ้องหน้าเขา “พี่อยากกลับไหม ถ้าเลือกได้”
กานต์เงียบไปนาน ดวงตาแข็งกร้าวแฝงความกลัว “ฉัน…ไม่อยากย้อนอดีต อะไรที่ตายแล้วก็ให้มันตายไป ฉันอยากโตขึ้นกว่าเดิม”
คุณยายช้อยถอนหายใจ สีหน้าผ่อนคลาย วงแสงรอบตัวค่อยๆ หรี่ลง “ถ้างั้น ฉันให้พวกเธอเลือกกลับได้แล้ว …แบ่งปันความจริงนี้ให้ใครที่ยังหลงทาง ให้โลกได้เติบโตจากความเจ็บปวด”
แสงสีน้ำเงินห่อหุ้มพวกเขาไว้ ทุกอย่างหมุนวนอีกครั้ง ก่อนร่างสองคนจะร่วงหล่นลงสู่ห้องขยะใต้ตึกตามเดิม ลมหายใจหนัก คำพูดแทบไม่พรั่งพรูออกมาได้
“พี่กานต์…เราไม่ได้เปลี่ยนอดีต แต่เหมือนเราเปลี่ยนตัวเอง” อิงดาวพูดเสียงเบาขณะลุกขึ้นเช็ดหน้าตัวเอง ลมหายใจสะท้อนหยาดน้ำตา
กานต์ค่อยๆ ลุกขึ้น จับมือเธอไว้แน่นกว่าทุกครั้ง “พี่อยากเริ่มต้นใหม่เหมือนกัน เริ่มจากไม่โทษตัวเองอีก”
อิงดาวพยักหน้า เหมือนยอมรับรอยแผลในใจ แสงแดดอ่อนเริ่มลอดผ่านช่องบันไดใต้ตึก พวกเขาก้าวขึ้นไปด้วยกัน ความกลัวอดีตยังอยู่แต่ไม่เป็นเงาหนักเหมือนเดิม
จากวันนั้นทั้งสองเปลี่ยนวิธีพูด วิธีฟังกันและกัน กระทั่งในวันที่โลกกลับหมุนอีกครั้ง ความสัมพันธ์ของทั้งสองเปลี่ยนไปในทุกเช้า ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนไม่ได้ขึ้นกับอดีตที่หลีกไม่พ้น แต่คือการเดินไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ละทิ้งความเจ็บปวด
ภายในสวนสาธารณะชั้น 62 กลับมามีเสียงหัวเราะ หยาดน้ำค้างสะท้อนแสงเมืองไฮเทค เด็กๆ ในตึกได้กลับไปเล่นบนสนามอีกครั้ง โดยที่ไม่มีใครสงสัยถึงร่องรอยวงกลมสีน้ำเงินหม่นตรงมุมห้องใต้ดิน …อดีตยังอยู่ตรงนั้นเสมอ เพียงแต่เราไม่ต้องกลัวมันอีกแล้ว