ดาวบนฟ้า…ที่ฉันเฝ้ามอง
ลมเย็นต้นเดือนตุลาคมโชยมากระทบแก้ม ว่านนั่งเอาคางพิงราวเหล็กดาดฟ้าหอพักสายตากวาดมองหมู่ดาวระยิบ ระยับเหมือนเด็กยิ้มเล่นกับกลางคืน มือข้างหนึ่งกอดเข่า อีกข้างกดหน้าจอโทรศัพท์เปิดเพลงเบาๆ เพราะว่าวันนี้เธอเหงา คิดถึงบ้าน แต่ไม่กล้าโทรหาแม่ ลมหวนมากระทบผมตรงหน้าผาก เธอหลับตาซึมซับความเงียบในเมืองใหญ่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงประตูเหล็กเปิด แสงไฟสีส้มจางจากบันไดกระทบพื้น ผู้ชายผมยุ่งๆ ในเสื้อยืดตัวเก่าก้าวออกมา ปอเดินมาหยุดข้างว่าน เขายิ้มจืดเหมือนทุกครั้งที่ไม่รู้จะพูดอะไรดี
“นี่…นอนยัง?” เสียงแผ่วๆ ของปอถามหลังจากนั่งลงห่างไปไม่กี่คืบ
“เปล่า แค่ออกมาดูดาว” ว่านตอบมองไม่สบตา
ปอเงียบ มือหยิบสมุดสเก็ตช์ลายกล่องมาวางบนขา เขาเหลือบมองท้องฟ้า “ดึกแล้วนะ”
“อืม คืนนี้สวยดี”
แม้จะสนิทกัน ว่านไม่เคยพูดหรือถามปอในสิ่งที่ใจนึกเอาเอง การอยู่ใกล้กว่าเพื่อนแต่ก็ไม่ได้หมายความจะกล้าเปิดใจ ทั้งคู่เป็นเพื่อนห้องเดียวกันมาสองปี อยู่ห้องตรงข้าม เคยเฮฮาก็มี เงียบอึนก็เยอะ—เหมือนความสัมพันธ์ที่ไม่ไปข้างหน้าแต่ไม่ถอยหลัง
ผ่านไปพักใหญ่ เสียงแจ้งเตือนข้อความจากมือถือ ว่านลุกขึ้น “งั้นเราไปนอนก่อนนะ พรุ่งนี้มีคลาสเช้า”
ปอพยักหน้าช้าๆ ไม่พูดอะไร ว่านเดินออกไป ปอเงยหน้าขึ้นฟ้า เหมือนอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ไม่เอื้อนเอ่ย
วันต่อมาในห้องเรียนเสียงจ้อกแจ้กเต็มไปหมด ปอนั่งจมอยู่ในสเก็ตช์โน้ตบุ๊กไม่สนใจใคร ว่านเดินมาแทบจะเหยียบเท้าในความแออัด เธอยิ้มอึดอัด แอ่นคอพูดเบาๆ ว่า “ขอจดหน่อย ขาดไปวันศุกร์”
ปอเหลือบตา สะบัดกระเป๋าส่งสมุดให้โดยไม่พูดอะไร ว่านรับไว้ก่อนเดินเลื่อนผ่านเพื่อนไปนั่งอีกมุมของห้อง สาวน้อยผิวคล้ำ ปากกระจับ มองเขาเงียบๆ เหมือนลองเดาใจในเงามืด
พักเที่ยง ว่านนั่งกินข้าวเกาเหลากับน้ำแข็งเปล่าคนเดียว เหมือนทุกครั้งที่อารมณ์คิดมาก เธอหยิบมือถือขึ้นดูรูปเก่าๆ สมัยม.ปลายที่นั่งข้างปอ ทั้งคู่เคยนั่งรถตู้กลับบ้านด้วยกันบ่อยๆ หัวเราะเรื่องไร้สาระกัน ส่งข้อความกันกลางดึกทุกคืน ความรู้สึกนั้นเปลี่ยนไปเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย—ทุกอย่างเย็นลง ต่างมีเพื่อนใหม่ ฝันใหม่ ความคิดใหม่
“ทำไมถึงเหมือนเราห่างกันมากขึ้นนะ…” ว่านพึมพำกับตัวเอง
หลังเลิกเรียน ว่านเดินกลับหอพร้อมไฟกระพริบของถนนซอยแคบ เธอเจอปอยืนคุยกับเพื่อนชายอีกกลุ่ม ดูมีความสุข เสียงหัวเราะดังเข้าหูว่านจนรู้สึกแปลกๆ
“อ้าว ว่าน กลับด้วยกันไหม?” ปอเรียก เธอส่ายหน้า “ขอเดินเล่นก่อน เดี๋ยวตามกลับเอง” เธอเดินสะพายกระเป๋า ก้มหน้ามองเท้าขณะที่ลมเย็นปะทะโหนกแก้ม
ค่ำคืนนั้น ว่านจ้องมองตู้ปลาในห้องน้ำตารื้นเล็กน้อย เธอดีใจที่ปอมีเพื่อนใหม่ แต่ก็กลัวเขาจะลืมความผูกพันเดิม กลัวตัวเองจะกลายเป็นคนตกขอบในชีวิตใครสักคน
ไม่กี่วันต่อมา ฟ้าฝนตั้งเค้าในเย็นวันหนึ่ง ว่านเลิกเรียน เดินกลับตึกหอด้วยเสื้อเปียกฝน เธอหยุดตรงใต้ต้นจามจุรี หัวใจเหมือนหนักขึ้นเมื่อเห็นปอกำลังเก็บของจากม้านั่งพร้อมเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ “มิลค์” เสียงหัวเราะดัง ชายหญิงคู่นั้นดูสนิทจนว่านใจหายปริ่ม
ว่านยืนมองอยู่ห่างๆ หยิบบนสมุดจดมายีเล่นแน่นมือ น้ำฝนที่หยดลงผมเย็นเยียบไปถึงหัวใจ เธอเดินเลี่ยงออกมาท่ามกลางฝนโดยไม่หันกลับไปมอง
กลางคืนเงาจันทร์ทะลุม่านหน้าต่าง ว่านเห็นข้อความในไลน์ปอ “คืนนี้ขึ้นมาดูดาวไหม?”
เธอไม่ตอบ กำโทรศัพท์แน่น ไม่มีแรงจะเผชิญหน้า กลัวพบความจริงที่ใจไม่อยากยอมรับ
สองวันถัดมาว่านกับปอต้องจับคู่ทำโปรเจ็กต์กลุ่มในคลาส อาจารย์เดินเลือกจนมาจับคู่ทั้งสองคน ความอึดอัดแทรกซึมผ่านบทสนทนาตอนเริ่มต้นในร้านกาแฟ
“จะเริ่มตรงไหนก่อนดี?” ปอถามตาแดงกร่ำ อาจเพราะอดนอน
“อืม…เริ่มจากหัวข้อก่อนไหม เลือกเรื่องที่เราถนัดดีกว่า” ว่านพยายามไม่สบตา
ปอวางโน้ตบุ๊กลง ลูบคาง “เรื่องความฝัน…เราทุกคนต่างฝันถึงอะไรก็ไม่รู้ใช่ไหม เหมือนต้องเลือกอะไรบางอย่าง แล้วบางทีก็กลัว”
ว่านชะงัก เหงื่อซึมฝ่ามือ เธอส่ายหน้าน้อยๆ “ใช่ กลัวเลือกผิด กลัวเสียเพื่อนด้วย”
ความเงียบโรยตัวลง ว่านคลี่ยิ้มแห้งๆ ก่อนก้มหน้าจดงาน ปอแอบมองอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันไปกวนช้อนกาแฟในแก้ว
“เราจะไม่ไปไหนใช่ไหม ถ้าเกิดมีอะไรเปลี่ยนไป” ปอพูดอ้อมแอ้มเหมือนถามอากาศมากกว่าเธอ
ว่านไม่ตอบ เธอกัดริมฝีปากล่างเบาๆ
คืนวันศุกร์นั้น ปอพยายามโทรหาว่านหลายครั้ง แต่เธอไม่รับ เธอหลบเขาเพราะไม่อยากเห็นภาพปอกับมิลค์หัวเราะหยอกเล่น ว่านนอนไม่หลับพลิกตัวไปมากับความคาใจ
เช้าวันรุ่งขึ้น เคมีของทั้งสองคนในโปรเจ็กต์กลุ่มเริ่มเปลี่ยนเป็นความเงียบ ปอกับว่านแทบไม่สบตา อารมณ์หม่นเหมือนฟ้าครึ้มฤดูฝน เพื่อนๆ ในกลุ่มสังเกตได้แต่ไม่มีใครกล้าถาม
เที่ยงวันเสาร์ ว่านนั่งอยู่ที่สนามฟุตบอลขณะปอเตะบอลกับเพื่อนชาย เพื่อนๆ หัวเราะกันเสียงดัง ปอเหล่มองมาทางว่านเป็นพักๆ แต่เธอทำเป็นสนใจมือถือ
หลังแข่ง ปอเดินมาหา “รอดูอะไรล่ะทีมเราแพ้”
“ไม่ได้มารอดู แค่หลบแดด” ว่านพูดหน้าตาเฉย
ปอส่งผ้าเช็ดเหงื่อให้ ว่านรับมาปาดหน้าแรงไปนิด “ขอบใจ”
บรรยากาศระหว่างทั้งสองยังติดขัด ความอึดอัดแทรกอยู่ทุกสัมผัส
สัปดาห์ต่อมาในชั่วโมงประชุมโปรเจ็กต์ ปอเริ่มเห็นว่าว่านเหนื่อยและวิตกกังวล “เราเป็นอะไรหรือเปล่า…ดูเครียดๆ”
ว่านยิ้มฝืน “เปล่า แค่คิดเยอะนิดหน่อย”
“ถ้าไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร” ปอพูดเบาๆ ก่อนกลับไปเขียนงาน
คืนนั้นว่านนอนเหม่อมองไฟห้องข้างๆ เธอเห็นมิลค์เดินออกจากห้องปอ เธอใจหายวาบ ไม่รู้จะคิดยังไง น้ำตาไหลเงียบๆ เหมือนกลัวว่าตัวเองจะเสียปอไปจริงๆ
ต่อมา ปอเริ่มทักถามถึงโปรเจ็กต์เยอะขึ้น เขาส่งข้อความหาว่านกลางคืน “สู้ๆ นะ เราอยู่ตรงนี้”
ว่านอ่านข้อความทุกครั้งแต่ไม่ตอบ ใจอยากคุยแต่กลัวพูดอะไรผิด กลัวเผลอแสดงความรู้สึกมากกว่าคำว่าเพื่อน
วันหนึ่งว่านป่วยจนต้องขาดคลาส ปอเห็นชื่อเธอไม่ได้เข้าเรียน เขาส่งของกินกับโน้ตเล็กๆ ไปหน้าห้อง “หายไวๆ นะ ยังมีดาวบนฟ้าให้ดูเหมือนเดิม”
ว่านอ่านแล้วน้ำตาซึม เธออยากโทรหาปอ—ใจแทบขาด—แต่ยังลังเลกับช่องว่างบางอย่างในใจ
หลังสอบกลางภาค ว่านกับปอต้องนำเสนอโปรเจ็กต์หน้าชั้น ทั้งคู่ยืนข้างกันสั่นเล็กน้อย ว่านเขียนสคริปต์ ปอช่วยวาดภาพประกอบ ขณะพวกเขาอธิบายหัวข้อเรื่อง “ความฝันที่สวนทางกัน” เพื่อนๆ นั่งฟังเป็นล่ำเป็นสัน อาจารย์พยักหน้าหนักแน่น
หลังนำเสนอเสร็จ ว่านเดินกลับออกมา เธอนั่งบนขอบสนาม บีบมือแน่น
ปอก้าวตามมา สีหน้าอึนๆ “ทำไมช่วงนี้หลบหน้าเรา?”
ว่านลอบกลืนน้ำลาย “แค่ยุ่งงาน”
“เรา…เรารู้สึกแปลกๆ อ่ะว่าน เหมือนเรากำลังจะเสียอะไรบางอย่าง”
ว่านก้มหน้าหงุดหงิดกับเชือกรองเท้า “ลองไปคุยกับมิลค์ดูมั้ย เธอก็สนิทกับนายดี”
ปอถึงกับนิ่งไป “เธอเข้าใจผิดแล้วว่าน เรากับมิลค์ไม่มีอะไร จริงๆ แล้ว…เราแค่อยากให้เธอดีใจที่เห็นเรามีเพื่อนใหม่ เธอจะได้ไม่รู้สึกผิดที่มีฝันอยากไปเรียนต่อเมืองนอก”
ว่านเงยหน้าขึ้นตกใจ “นายรู้ได้ไง…”
“เราเห็นเธอไปถามข้อมูลทุน เธออยากไปฝึกงานที่อังกฤษใช่ไหม?”
ว่านเม้มปากแน่น “เราไม่อยากทิ้งใครไว้ข้างหลัง…”
ปอยิ้มเศร้าๆ “แล้วนายกลัวอะไร—กลัวเราจะลืมนาย กลัวเราจะมีใครใหม่ หรือกลัวว่านายจะโตขึ้นจริงๆ?”
ว่านเงียบ น้ำตาซึม เธอไม่อยากร้องไห้แต่ก็ร้องออกมา
“เราคงกลัวทุกอย่างนั่นแหละ” เธอพูดเสียงกระซิบ
ปอเอื้อมมือมาแตะหลังมือเธอเบาๆ ความอบอุ่นแผ่ผ่านผิวหนังด้วยหัวใจที่ไม่เคยกล้าบอก
“ถ้ามันเป็นเพราะเรา…เราขอโทษนะว่าน เราไม่ได้อยากเสียเธอไปเหมือนกัน”
ว่านยิ้ม น้ำตาคลอ “เราไม่รู้ว่าควรไปทางไหนดี ถึงจะถูก…”
“บางที…แค่เดินไปข้างหน้าด้วยกัน พอไหม” ปอกระซิบ
ช่วงปิดเทอมว่านต้องไปฝึกต่างจังหวัด เธอกับปอห่างกันจริงๆ เป็นครั้งแรก โทรคุยกันบ้างแต่แค่สั้นๆ ต่างคนต่างเขิน ทุกครั้งที่ถ่ายรูปท้องฟ้า ว่านเผลอกดส่งให้ปอโดยไม่รู้ตัว ปอจะตอบกลับแค่ “คืนนี้พระจันทร์เต็มดีนะ” หรือ “อย่าลืมกินข้าว”
ความคิดถึงผสมไปกับความคาดหวังที่แฝงความกลัว—นั่นคือช่วงที่ว่านพบว่าปอมีความสำคัญแค่ไหนในชีวิต
วันหนึ่งปอเดินทางตามไปหาโดยไม่บอกล่วงหน้า ว่านเห็นปอใต้เงาต้นจามจุรี ห้องพักฝึกงานห่างไกล เธอประหลาดใจ “มาทำไม?”
ปอพูดตรงๆ “มาดูดาวกับเธออีกครั้ง ไม่รู้จะบอกยังไง แต่…เรามีบางอย่างติดค้าง”
ว่านกลืนก้อนในคอ “เราเองก็มี…” เธอยิ้มแบบที่หัวใจยังสั่น
ทั้งสองนั่งริมระเบียงเล็กๆ เงียบอยู่นาน
“ปอ ถ้าเราเลือกอนาคตที่ไม่เหมือนนาย…จะเป็นเพื่อนกันต่อได้ไหม?”
ปอเงียบ คิ้วขมวด “เราไม่เคยคิดว่าเธอเป็นแค่เพื่อนเลยว่าน”
ความเงียบเปลี่ยนเป็นคลื่นอุ่นว่างเปล่า ว่านยิ้มออกมา น้ำตาหยดซึมแก้ม เธอพูดสั่น “แล้วถ้าเราเลือกไปจริงๆ นายจะทำยังไง”
ปอหัวเราะเบา “ถามใจเธอเถอะ เราก็ยังกลัว—แต่บางทีความกลัวนั่นแหละที่ช่วยให้เราโตขึ้น”
ว่านมองหน้าปอ ดวงตาเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่ได้พูดออกมา
“บางทีเราแค่ต้องซื่อสัตย์กับใจตัวเอง…ไม่ต้องมีอะไรมากกว่านั้น” ปอพูดช้าๆ
ว่านพยักหน้าน้ำตายังไม่แห้ง เธอยิ้มทั้งน้ำตา
ดาวลอยอยู่เหนือระเบียงคืนนั้น เป็นเพื่อนร่วมฟังการสารภาพใจแบบที่ไม่มีคำว่ารักหลุดปากซักคำ แต่ต่างฝ่ายต่างเข้าใจ
ปิดเทอมผ่านไป ว่านได้ทุนแลกเปลี่ยนช่วงสั้นที่กรุงลอนดอน ปอเดินไปส่งที่สนามบิน เขาเงียบมาตลอดทาง ว่านก็เช่นกัน
ขณะกำลังจะเข้าเกต ว่านพูดคำสุดท้าย “เราอยากกลับมาดูดาวกับนายอีกครั้ง”
ปอยิ้ม—ยิ้มที่เธอจำได้ไม่ลืม “เราก็จะรอดูดาวกับเธอ”
หลายเดือนผ่านไป ว่านส่งภาพท้องฟ้าจากต่างแดนให้ปอ เป็นสิ่งเดียวที่เธอกล้าส่งเมื่อคิดถึง ปอก็ตอบกลับเสมอ แม้จะห่างไกล แต่ใจใกล้กว่าเดิม
ท้ายที่สุด เมื่อว่านกลับมา ปอรออยู่ที่ดาดฟ้าหอพัก นิ้วชี้ท้องฟ้ายามค่ำคืน เมืองไทยร้อนอบอ้าว แต่ใจทั้งสองเย็นสงบอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
“ดูดาวกันไหม?” ปอถามยิ้ม ว่านหัวเราะพร้อมน้ำตาคลอ อยู่ตรงนี้ด้วยกัน ไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะหัวใจมันเติบโตและเรียนรู้จะรักโดยไม่ต้องกลัวอีกต่อไป