สู่ขอบฟ้าความฝัน
“กร หยุดคิดอะไรนานๆแบบนั้นได้แล้ว มาช่วยกันปิดบูธเร็ว” เสียงของมายาดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายในลานกิจกรรม มหาวิทยาลัยที่กำลังจัดงานรับน้องใหม่ เธอใช้ต้นแขนขวาปาดเหงื่อ แล้วยิ้มแหยให้ขวดน้ำเย็นในมือกร ร่างสูงที่ชอบเงียบ เวลาสายตาวูบไปไกลเหมือนลังเลอะไรสักอย่าง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!กรดึงยิ้มบางๆ ส่งน้ำให้เพื่อนตรงหน้า “ขอโทษว่ะ คิดอะไรเรื่อยเปื่อยนิดหน่อย เอ้อ ขอบใจนะมายา”
มายาค้อน แต่ก็หยิบขวดน้ำไว้ “แกนี่นะ ขี้เหม่อตลอดเดี๋ยวก็ลืมของ เดี๋ยวก็เดินชนคน รู้ตัวมั้ยว่าเวลาคุยกับฉัน แกไม่ค่อยสบตาเลย?”
กรหันกลับไปมองโบส์ถัดที่กลุ่มวิศวะตั้งอยู่ เงียบไป ก่อนถอนใจ “บางทีฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเอง…ไม่แน่ใจว่าต้องอยู่ตรงนี้จริงๆมั้ยอ่ะมายา”
“แกเรียนมาปีกว่านะ กรุณาแน่ใจตัวเองได้แล้ว!” เธอว่า แต่เสียงหัวเราะเบาๆกลบความเป็นห่วงในดวงตาไปบางส่วน “แต่ถ้าแกเปลี่ยนใจ ฉันสนับสนุนแกอยู่ดี”
ทั้งคู่เดินเคลียร์ของเงียบๆ ต่างจมอยู่กับความคิดตัวเอง คนหนึ่งใจร้อน พูดตรง ซนเหมือนลิง ส่วนอีกคนชอบเงียบ ขี้ลังเล เวลาเครียดจะเลือกเงียบจนบางทีคนรอบข้างนึกว่าไม่แคร์ ทั้งสองต่างเป็นโลกที่เสริมกันอย่างประหลาด
ค่ำวันนั้น ในร้านข้าวต้มข้างมหาวิทยาลัย พวกเขานั่งมองถนนฝนพรำจากหน้าต่างบานเก่า กรจ้องซ้อมตะเกียบในมืออย่างครุ่นคิด “มายา แกเคยอยากเปลี่ยนอะไรมั้ย ในชีวิตนี้?”
มายาวางช้อน ฟังเงียบๆ ก่อนตอบ “เปลี่ยนได้มากสุดก็คือทรงผม กร แกก็รู้ ฉันไม่ใช่คนวางแผนไกลๆ มีอะไรฉันทำเลย ชีวิตมันไม่น่าเบื่อดีออก”
กรยิ้ม ไม่แซวเหมือนทุกครั้ง “ฉันคิดว่า…ฉันอยากลองแข่งประกวดหนังสั้นของคณะ ฉันกลัวทำไม่ได้แต่ก็อยากลองดู” น้ำเสียงนั้นเบาหวิว แต่จริงจังในแบบที่หาได้ยาก
“แกควรลง! ถ้าแกไม่ลงฉันจะบังคับแกไปสมัครเอง” มายาพูดมั่นใจ “ฉันลาเต้นเชียร์ได้ ตั้งแต่เคยเต้นเป็นเป็ดทั้งคืนจนปวดขาอาทิตย์หนึ่ง ฉันว่าถ้าแกมีแรงใจสักเสี้ยวของฉัน แกได้เป็นผู้กำกับแล้ว”
กรหัวเราะเบาๆ ช้อนสายตามองมายาแวบหนึ่ง แล้วพูดเสียงค่อย “ถ้าแกเป็นนางเอกให้ฉัน แกจะโอเคมั้ย?”
“ฉันเหรอ? ไม่เอาดีกว่า! ฉันแสดงไม่เก่ง” มายาหัวเราะกลบเกลื่อน แต่แววตาติดกระวนกระวาย “แต่ฉันช่วยเป็นเบื้องหลังให้แกได้นะ”
กรรีบสบตา อ่านใจไม่ออกว่าความลังเลบนใบหน้ามายาคืออะไร สองคนหัวเราะใส่กัน บรรยากาศผ่อนคลายขึ้น ก่อนจะจบการพูดคุยด้วยเสียงฝนที่ยังโปรยลงถนนไม่หยุด
เปิดเทอมเช้าวันแรก กรเก็บสมุดสเกตช์ใส่กระเป๋าเป้ รีบเดินไปเรียนสาย มายานั่งรอใต้ต้นหางนกยูง มือถือขยับนิ้วเล่นแชทกับเพื่อน “แกรู้ไหม วันนี้คณะกำลังมีรับสมัครคนร่วมทีมประกวดหนังสั้นน่ะ”
กรรู้สึกใจเต้นแปลกๆ ประสานเสียงกับหัวใจตัวเอง “ฉัน…เลยจะไปสมัครอยู่พอดี”
มายาชะงัก ลมหายใจขาดช่วงนิดหนึ่ง “เหรอ โชคดีนะ ฉันเอาใจช่วย ถ้าขาดคนช่วยอะไรบอก”
กรพยักหน้า แต่ใจหนักอึ้ง เพราะอยากให้มายาอยู่ใกล้กว่านั้นในสิ่งที่หลงรัก ทั้งสองต่างเก็บความรู้สึกบางอย่างไว้ในใจ ท่ามกลางเสียงนักศึกษารอบข้างและแดดเช้าอุ่นที่ส่องลอดกิ่งไม้ลงมา
ช่วงซ้อมทีมหนังสั้น กรเจอกับอิฐ เพื่อนร่วมทีมจากอีกภาควิชา อิฐพูดจาคล่องแคล่ว ตรงไปตรงมา “กล้องกับบทต้องดึงอารมณ์นะกร แกเขียนบทดีก็จริงแต่ความรู้สึกมันต้องถึงคนดูด้วย”
กรเงียบ สะกิดในใจว่าจริง “ฉันก็อยากลองแต่งเรื่องที่ไม่ใช่แบบเดิมๆดูบ้าง ไว้ถ้าวันไหนหมดไฟ คงต้องรบกวนให้ทีมช่วยดึงฉันออกจากเปลือกแน่ๆ”
อิฐหัวเราะร่า “แต่แกไม่เคยลองลุกขึ้นเต้นเชียร์นั่นสิ วันไหนมาดูมายาเต้นแทนก็ได้!”
ทั้งกลุ่มหัวเราะ ทุกอย่างเหมือนจะราบรื่น แต่กรรู้สึกเว้าแหว่งบางอย่างในใจ เพราะมายาค่อยๆห่างออกไป พอทีมเริ่มทำงานจริง มายาสมัครเป็นทีมพีอาร์กิจกรรมของมหาวิทยาลัยแทน เธอกลายเป็นสาวป็อปที่รายล้อมด้วยเพื่อนใหม่ จังหวะชีวิตของสองคนนี้ดูคล้ายจะสวนทาง
คืนหนึ่งกรไลน์หามายา “เงียบจัง เหนื่อยใช่มั้ย?” ข้อความนั้นส่งไปแล้วขึ้นอ่านแต่ไม่มีการตอบ
มายานั่งอยู่กับเพื่อนใหม่ กลุ่มคณะศิลปศาสตร์ที่พูดคุยเสียงดัง คลื่นโทรศัพท์สั่น มือเธอลูบหน้าจอแต่ไม่ได้พิมพ์ตอบทันที “เหนื่อยจัง…แต่ก็ชอบนะ” มายาพูดแผ่วกับเพื่อนข้างๆ พวกเขากำลังดูหนัง คุยกันเรื่องฝันในอนาคต ท่ามกลางเรื่องราวใหม่ๆ มายารู้สึกว่ากรเริ่มกลายเป็นคนละโลกกัน
กรเดินกลับหอ เห็นมายาโพสต์รูปยิ้มกับกลุ่มเพื่อนใหม่ รอยยิ้มสดใสแต่ไกลออกไปทุกวัน เขาไม่กล้าไถ่ถามตรงๆ เพียงแต่เฝ้าดูอยู่อย่างห่วงใยเงียบๆ
ผ่านไปหลายสัปดาห์ กรพยายามลุยงานทีมหนังสั้นจนสำเร็จ ได้รับคัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย วันตัดสิน มายาแต่งตัวสวยมากมาร่วมงานกับกลุ่มเพื่อนใหม่ รอยยิ้มเปลี่ยนไปไม่ซุกซนเหมือนเก่า กรใจเต้นแปลกๆ อยากพูดบางอย่างแต่ไม่กล้า
บนเวทีตอนทีมกำลังรับรางวัล กรพูดขอบคุณเสียงสั่น “ผมขอบคุณทีม ขอบคุณ…เพื่อนคนสำคัญที่ช่วยให้ผมกล้าลองทำในสิ่งที่กลัวเสมอมา” เขากวาดตามองหามายาในฝูงชนแวบเดียว ทั้งสองสบตา มายายิ้มให้โดยไม่มีคำพูดใดๆ
หลังจบงาน กลุ่มเพื่อนมายาถาม “แฟนเก่าหรือเปล่า คนพูดถึงแกตลอดเลย”
มายาส่ายหน้า “แค่…สำคัญมาก นั่นแหละ” เสียงเธอพร่าเบา เธอสบถในใจว่าคำพูดของกรทำให้เธอหวั่นไหวอย่างประหลาด
หลังจากนั้น ทั้งสองห่างกันไปพักหนึ่ง เราไม่ได้ทักหา พูดคุยกันแต่คำสั้นๆ หรือแค่ส่งสติ๊กเกอร์ในแชท แต่ในใจของทั้งคู่ประหลาดใจที่วันไหนไม่ได้เจอกัน จะรู้สึกขาดอะไรบางอย่าง
หนึ่งเดือนผ่านไป มายาเกิดผิดใจกับเพื่อนในกลุ่ม ทีมพีอาร์มีปัญหา เธอผิดหวัง เสียน้ำตาโทรหากรกลางดึก กรรับสายแบบง่วงๆ “เป็นไรหรือเปล่า”
มายานิ่ง อึดอัด พูดเสียงเบา “กร แกรับฟังฉันหน่อยได้ไหม ฉันรู้สึกแย่มากเลย”
กรนั่งฟังจนมาถึงหอของมายา มายานั่งข้างกรบนขอบเตียง น้ำเสียงสั่น “ตอนแรกฉันคิดว่าถ้าได้ลองออกไปเจอโลกใหม่ ฉันจะหายเหงากว่านี้ แต่กลายเป็น…ยิ่งไกลบ้าน ยิ่งโดดเดี่ยว”
กรจับมือตัวเองแน่น กลัวจะพูดอะไรผิด “ฉัน…ขอโทษที่บางทีทำเหมือนเข้าถึงยากไปหน่อย ฉันก็คิดถึงแกนะมายา แต่ก็ไม่รู้จะเข้าหายังไง”
มายาหัวเราะทั้งทั้งน้ำตา “แกนี่มันขี้เก๊ก พูดโคตรช้า แต่…ก็ยังดีที่ไม่เคยหายไป”
ค่ำคืนนั้น กลางความเงียบและความใกล้ชิด ทั้งสองนั่งนิ่ง ดูแสงไฟส้มเล็ดรอดม่านหน้าต่าง ไม่มีใครสารภาพความรู้สึกใดๆ แต่ความคิดถึงและความกลัวเสียกันไปมันชัดเจนในทุกอณู
หลังจากวันนั้น ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เปลี่ยนไปในทางที่ละเอียดอ่อนขึ้น กรเริ่มส่งข้อความคุยมากขึ้น มายาเองก็หันกลับมามีเวลาให้มากขึ้น ทั้งคู่ค่อยๆสานสัมพันธ์แนบแน่นอีกครั้ง
แต่ไม่นาน มหาวิทยาลัยเปิดโอกาสให้มายาชนะทุนแลกเปลี่ยนไปเรียนต่ออังกฤษเป็นเวลาหนึ่งปี มายากลายเป็นความหวังของครอบครัว ส่วนกรยังกลัวยึดติดกับความปลอดภัยเดิมๆ
เย็นนั้นหลังฟังข่าว กรนั่งเงียบในร้านกาแฟสีจาง “แกจะไปมั้ย?”
“แกอยากให้ฉันอยู่ไหมล่ะ?” มายามองกรตรงๆ
กรลังเล “ฉัน…อยากให้แกอยู่ แต่นี่มันคือความฝันแก… ฉันไม่อยากเป็นอุปสรรค”
มายานิ่ง “แล้วความฝันแกคืออะไรล่ะกร?”
กรส่ายหน้า ไม่ตอบเพราะไม่เคยกล้ายอมรับว่าที่กลัวที่สุดคือการอยู่โดยไม่มีมายา
“ฉันกลัวเหงา…กลัวพลาดอีก กลัวที่ต้องเริ่มใหม่คนเดียว” กรพูดในที่สุด
มายาวางมือบนโต๊ะ ใกล้มือกรแต่ไม่สัมผัส “เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ทุกอย่างหรอกกร ถึงบางทีจะแยกกันเดิน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะหายจากกัน”
ช่วงอาทิตย์สุดท้ายก่อนมายาเดินทาง ทั้งคู่เจอกันน้อยลง ต่างเตรียมตัวกับความเปลี่ยนแปลงอยู่ในใจ กรเครียดกับงานโปรเจคท์ ส่วนมายาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับครอบครัว
คืนก่อนบิน กรรีบไปสนามบินทั้งที่ไม่มีนัด มายาตกใจเจอกรในชุดเสื้อยืดเก่าๆ เธอวิ่งเข้าไปกอดเขาแน่นเป็นครั้งแรก กรตัวแข็ง อึดอัดกับการเปิดเผยความรู้สึก มายาซบบนไหล่และร้องไห้เงียบๆ
“ขอบคุณนะกร ที่อยู่กับฉันตลอดมา”
กรอึ้ง น้ำตารื้นที่กรอบตา “ถ้ากลับมา…แวะมาหาด้วยนะ”
มายาฟัง วางหน้าผากบนบ่ากร “ถ้าแกไม่หนีฉันก่อนนะ” ทั้งสองหัวเราะปนน้ำตา
เครื่องบินลอยขึ้น กรดูโทรศัพท์ซ้ำๆ เฝ้าบันทึกข้าวของความทรงจำของมายาเอาไว้ทุกอย่าง เขาใช้ชีวิตต่อ โดยพยายามเอาชนะความกลัวที่จะเดินคนเดียว
เวลาผ่านไป กรตั้งใจส่งหนังสั้นเข้าประกวดระดับประเทศครั้งใหม่ ได้รางวัลรองชนะเลิศ เขาเริ่มออกเดินทางไปทำความฝันอย่างจริงจัง กล้าเข้าสังคมมากขึ้น มายาคอยส่งข้อความมาเล่าเรื่องอังกฤษ บางคืนวีดีโอคอลยาวๆ มายาเล่าเรื่องคนแปลกหน้าบนรถไฟ กรเล่าโปรเจคท์ใหม่สลับกับถามไถ่เรื่องฝน ลมฟ้าอากาศไทย
วันหนึ่ง มายากลับมาอย่างไม่แจ้งล่วงหน้า กรเจอเธอที่คอนโดกลางเมือง ทั้งคู่ยืนเงียบกันข้างหน้าต่าง เส้นขอบฟ้ากรุงเทพยามตะวันตกดินสีส้มทองสาดเศษแสงใส่ตัวเงาร่างสองคน
กรมองมายา สัมผัสความเปลี่ยนไปในแววตาที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น “ไง…เดินทางเหนื่อยมากมั้ย?”
มายายิ้มริมฝีปาก “ก็มีคิดถึง…แต่โอเคมาก”
ความเงียบเกิดขึ้น กรลังเลจะพูดบางอย่าง มองดวงตาเธอที่จำได้ดี “เรากลัวจะเสียแกไปจริงๆตอนนั้น แต่พอไม่มีแก ฉันถึงเจอว่าฉันเองก็เปลี่ยนได้”
มายาหัวเราะ “ฉันเอง…ก็เพิ่งกล้ายอมรับว่าทุกก้าวที่ฉันเดินมันมีส่วนหนึ่งที่คิดถึงแกอยู่เสมอ”
“เราไม่รู้อนาคตหรอก แต่วันนี้ ฉันอยากอยู่กับคนนี้ที่ตรงนี้”
กรยิ้มช้าๆ ยื่นมือให้มายาเป็นครั้งแรก มายาจับมือไว้แน่น ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ต่างนั่งมองขอบฟ้า เหมือนโลกเงียบสงบดั่งใจ จุดเริ่มต้นใหม่ของความสัมพันธ์ที่เติบโตด้วยหัวใจและความกล้าก้าวข้ามความกลัวของทั้งสอง