เสียงของใจที่ไม่ได้พูด
เสียงโทรศัพท์สั่นเบา ๆ บนโต๊ะทำงานภูผา เขานั่งทอดสายตาเหนื่อยล้าไปที่กรอบหน้าต่าง ห้องซาวนด์เก็บเสียงแสงไฟสลัว มันเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจตัวเอง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เฮ้ย ภู ผมทบทวนคิวอัดเสียงแล้ว พรุ่งนี้คุณกับเอิร์นต้องเข้าห้องพร้อมกันนะ” เสียงแชมป์ โปรดิวเซอร์ดังขึ้นในอินเตอร์คอม
ภูผาไม่ตอบ เขานวดขมับตัวเอง พลิกสมุดบันทึกเสียงอ่านโน้ตการประชุม เอิร์น…ครีเอทีฟสาวที่เพิ่งเข้าทีมมาเมื่อไม่นาน เธอดูเงียบขรึม สุขุมตลอด ไม่เคยสบตาเขานาน ๆ แม้สักครั้ง
ในเช้าวันรุ่งขึ้น เอิร์นยืนรอหน้าห้องบันทึกเสียงก่อนเวลานัด มือเธอกำโทรศัพท์แน่น เหลือบมองขวดน้ำชาเย็น ๆ ที่เพิ่งซื้อมา เธอลังเล จู่ ๆ ประตูก็เปิดออก ภูผาก้าวออกมา ใบหน้าของเขายังดูเหนื่อยแบบเดิม
“หวัดดีค่ะ” เอิร์นเอ่ยเบา ๆ
ภูผาหยุดนิดหนึ่ง “อืม…”
ความเงียบโรยตัวระหว่างคนสองคน เขาเลี่ยงสายตา หยิบแฟ้มเดินนำเข้าห้องอัด
เสียงจากลำโพงเบสทุ้มดังก้องในห้อง “ลองทดสอบไมค์หน่อยครับ” ภูผาออกคำสั่งขรึม ๆ ในขณะที่มือปรับปุ่มบนมิกเซอร์ เอิร์นวางกระเป๋า สูดหายใจ
“สวัสดีค่ะ… ฉันเอิร์นค่ะ…” เสียงเธอสั่นเล็กน้อย
“โทนสู้เสียงดนตรีไม่ได้นะ ลองใหม่” ภูผาไม่สบตา
เอิร์นถอนใจ ค่อย ๆ ลองใหม่ เสียงของเธอเริ่มมั่นใจขึ้นนิดหน่อย
“คุณเคยทำงานกับเสียงดนตรีไหม” ภูผาถามหลังไมค์บนเต็มไปด้วยความระแวงในน้ำเสียง
“ไม่เคยค่ะ… ถามเพราะอะไร” เธอจ้องเข้าตาเขา สายตาแข็งแต่เปราะบาง
“เสียงคุณมันหลบ ไม่กล้าออกมาเต็มที่”
เอิร์นเม้มปาก ไม่ตอบอะไรอีก บรรยากาศอึดอัดจนแม้แต่เสียงหายใจยังดังเกินไป
พักเบรกช่วงเที่ยง แชมป์เดินเข้ามาแจกขนมให้ทุกคน “โอ้ นี่สองคนนี้ยังดูเหมือนเพิ่งเจอกันวันแรกอยู่เลย อ้าว คุยหน่อยสิ”
ภูผาถอนหายใจ “มันก็ทำงานแหละ”
เอิร์นเดินไปเปิดหน้าต่าง สูดลมหายใจ มองทิวทัศน์กรุงเทพฯ วันฝนพรำ
“คุณเคยมีช่วงที่ไม่อยากฟังเสียงตัวเองไหม” เธอเอ่ยกับภูผาเบา ๆ
เขาชะงัก วางแก้วกาแฟลง “บ่อย…”
เธอพยักหน้า “เหมือน…มันเป็นเสียงที่หายไปนานหรือเปล่า”
ภูผานิ่งไปนาน “มันดังในใจ แต่ไม่มีใครได้ยิน”
บ่ายนั้น หลังประชุมคิว นักแสดงรับเชิญมาอัดรายการช้าไปเกือบชั่วโมง ทุกคนหงุดหงิด ภูผานั่งปรับซาวนด์อย่างหงุดหงิด เอิร์นหยิบชีทคำถามให้ทีมเทคนิคแล้วเดินเข้าห้องแก้ว
เสียงฝนกระทบกระจก เอิร์นลองพูดกับมิกซ์ “เวลาเดินทางไกล…คุณคิดถึงใครมากที่สุด”
ภูผามองมือที่สั่นของเธอ เขาหายใจลึกก่อนกดไมค์ “แม่” เขาเว้นไว้ “…แต่ท่านเสียแล้ว”
เอิร์นชะงัก มองมือที่เริ่มเย็นปลาย “ฉันคิดถึงน้องสาว” เธอเงียบไปอีก “เราไม่ค่อยได้คุยกัน”
แชมป์เดินเข้ามา “ขอโทษนะ แจ้งคิวอัดต่อไปต้องเลื่อนด่วน ลูกค้าโทรมาเปลี่ยนสคริปต์”
ภูผากับเอิร์นต่างนั่งนิ่ง ต่างคนต่างมีรอยร้าวในใจที่ยังไม่กล้าพูด
หลังเลิกงาน เอิร์นเดินออกไปใต้ตึก ท้องฟ้ายังคลุมด้วยเมฆฝน ภูผาตามออกมา
“คุณขึ้นรถไฟฟ้าไปทางไหน” เขาถามเสียงเบา
“สายสุขุมวิทค่ะ…บ้านไกล”
“ผมไปทางเดียวกัน”
สายฝนพรำ รถติดยาว เอิร์นนั่งข้างภูผาในรถไฟฟ้าที่แออัด ไม่มีใครพูดอะไรนาน จนสถานีสองคนต้องแยก
“วันนี้…ขอบคุณนะ ที่ช่วยเตรียมอุปกรณ์”
ภูผายิ้มบาง ๆ “ไม่เป็นไร”
เอิร์นก้มหน้า วางมือบนกระเป๋า สายตาเขาอ่านความเศร้าในแววตาเธอได้อย่างเงียบงัน
วันต่อมา ในสตูดิโอ เอิร์นตั้งใจทำงานมากขึ้น เธอถามทีมงาน ใส่ใจทุกรายละเอียด ภูผาเริ่มสังเกตเห็น เธอเปลี่ยนไป
“อยากออกไอเดียอะไรบอกเลยนะ ไม่ต้องกลัว” เขาเว้นจังหวะ “…ผมฟังอยู่”
เธอสบตาเขานิ่งยาว “ฉันกลัวพูดแล้วไม่มีใครฟัง”
“ผมเองก็เหมือนกัน”
บรรยากาศในทีมเริ่มเปลี่ยนจากคุมเคร่งเป็นสบายมากขึ้น ทุกครั้งที่เอิร์นยิ้ม ภูผาเริ่มหัวเราะกับมุกเล็กน้อย
เย็นนั้น เอิร์นพบจดหมายหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ “สำหรับคนที่ไม่กล้าพูดเสียงตัวเอง” ข้างในมีโน้ตเพลงสั้น ๆ ที่แต่งขึ้นมาใหม่
เธอหยิบขึ้นมาฟังเมื่อกลับถึงบ้าน เสียงดนตรีจากโน้ตเล็ก ๆ ที่ภูผาแต่งไว้ไหลมาในหู ผ่านเปียโนไฟฟ้าเก่า ๆ ที่บ้านของเธอ เสียงดนตรีเยียวยาความเงียบของเธอชั่วครู่
วันต่อมา รายการพอดแคสต์เปิดออนแอร์วันแรก ทีมงานทั้งห้องเงียบ เอิร์นกังวลว่าผลงานแรกของเธอจะถูกปฏิเสธ
ภูผานั่งข้างเธอ “ถ้าโดนด่า อย่าเก็บไปคิดคนเดียว”
“กลัวเหมือนกันหรอ” เธอหันมาถามเบา ๆ
“ผมเคยล้มยับเลยนะเมื่อก่อน”
เอิร์นยิ้ม “งั้น…เราแบ่งความกลัวกันมั้ย”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังในห้องแก้ว
หลังจากนั้น ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มสนิทขึ้น ทุกเย็นหลังเลิกงาน พวกเขานั่งกินข้าวร้านข้าวแกงข้างออฟฟิศ เสียงสนทนาไม่เคยออกจากวงเรื่องงานเท่านั้น แต่กลับซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้ในน้ำเสียง
“คุณคิดว่าเสียงของคนเราสำคัญกว่าเนื้อหามั้ย” ภูผาถามขณะตักแกงเขียวหวานใส่ข้าว
เอิร์นเท้าคาง “เสียงจริง…หรือเสียงในใจกันแน่”
ภูผายิ้มหยอก “ผมก็ไม่แน่ใจ”
ความเงียบแผ่เข้ามา เอิร์นหลบตา มือขยี้ช้อนอย่างกังวล
ค่ำวันศุกร์ ฝนตกหนัก เอิร์นติดอยู่ในออฟฟิศ ภูผาไปเก็บงานคนสุดท้าย
“รถติดหนักมาก” เอิร์นส่องมือถือ เห็นข้อความจากน้องสาวที่ห่างเหินกัน แล้วเงียบไป
ภูผาเดินไปหยิบร่ม “ผมเดินไปส่งมั้ย”
เอิร์นพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร ฝนตกพรำราวกับเสียงในใจที่ไม่กล้าปล่อยออกมา
ระหว่างเดินกลับสถานี เอิร์นยื่นขวดชาร้อนให้ภูผา
“สำหรับ…เมื่อวาน ขอบคุณที่ฟัง” เธอพูดงึมงำ
“คุณพูดได้น่ะ…เรื่องที่ไม่เคยพูด ที่นี่ปลอดภัย”
เอิร์นซุกมือในกระเป๋า “บางอย่างมันแค่…ยาก”
ภูผายิ้มบาง ๆ “บางทีก็ต้องเสี่ยงนะ”
เสียงฝนและร่มคันเดียวพาพวกเขาไปจนถึงสถานี
ช่วงสองสามสัปดาห์ ทีมงานประสบปัญหา ฟีดแบ็กลูกค้าแย่มาก กำลังใจคนทำงานตกต่ำ ภูผามีปากเสียงกับโปรดิวเซอร์ด้วยความเครียด
เอิร์นเห็นบรรยากาศตึงเครียด เธอกระวนกระวาย กินข้าวไม่ลง
ระหว่างนั้น น้องสาวเอิร์นโทรมา “เมื่อไรจะกลับบ้านบ้าง เอิร์น?”
“ยังไม่พร้อม” เอิร์นกระซิบ เธอเคยผิดหวังโกรธแค้นในอดีตที่บ้าน จึงหนีมาเมืองหลวง
ภูผาสังเกตเห็นอาการบางอย่างในตัวเอิร์น เขาอยากถาม เธอหลบ ไม่พูดถึงครอบครัวตัวเอง
วันหนึ่ง หลังประชุมตึงเครียด เอิร์นเดินไปนั่งที่มุมออฟฟิศ น้ำตาคลอ ภูผาหยิบหูฟังไปเสียบโน้ตที่เคยแต่งให้เธอฟังในมือถือ
“ฟังสิ บางทีเสียงที่พูดไม่ได้ มันจะกลายเป็นเพลง”
เอิร์นสะอื้นแล้วหัวเราะ “ขอบคุณนะที่อยู่ข้าง ๆ”
“ผมก็ไม่ได้เก่งที่สุด แต่…ผมฟังคุณได้นะ”
คืนวันนั้น สองคนกลับด้วยกันอีกครั้ง เอิร์นถามเบา ๆ “ถ้าวันหนึ่งฉันต้องไป คุณจะ…โกรธมั้ย”
ภูผาหยุดนิ่ง “เขียนไว้ในเพลงแล้ว ฝากไว้อีกบท”
เอิร์นยิ้มเศร้า “แต่บางทีก็ไม่กล้าฟังเพลงเดิม”
ช่วงสามเดือนผ่านไป ทีมงานเริ่มลงตัวมากขึ้น รายการประสบความสำเร็จเล็ก ๆ เอิร์นกล้าพูดในที่ประชุม ความคิดอ่านของเธอสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้กับทีม
ภูผาเริ่มกลับมาแต่งเพลงอีกครั้ง แม้ยังมีความลังเลกับความฝันในอดีตที่ล้มเหลวเป็นดนตรีมืออาชีพ
“เคยฝันอยากไปเล่นคอนเสิร์ต แต่กลัวผิดหวัง กลัวไม่มีใครฟัง”
เอิร์นฟังเสียงเปียโนในคืนฝนซา “ถ้าวันไหนเล่นอีก ขอให้ฉันอยู่ฟังได้ไหม”
เขาหัวเราะ “งั้นก็ต้องแต่งให้กล้าพอก่อน”
เย็นวันหนึ่ง หลังทีมฉลองงานสำเร็จ เอิร์นได้รับข่าวจากบ้าน ว่าต้องกลับบ้านต่างจังหวัดไปหาน้องที่ป่วยกะทันหัน เธอลงรถไฟฟ้าโดยไม่บอกลา ภูผาพยายามส่งข้อความ แต่ไม่มีการตอบกลับ
คืนหนึ่ง เอิร์นโทรหา “ขอโทษที่หายไป…ครอบครัวฉันมีปัญหาบางอย่าง…เราเคยผิดใจกันนาน ฉันกลัวกลับไปเจออดีต…ขอโทษที่ไม่ได้ลา”
ภูผาฟังแล้วนิ่ง “ผมรอได้”
เธอเงียบ “แต่คุณ…ไม่ต้องรอฉันก็ได้”
“ผมเลือกที่จะรอเอง”
สายขาดไป ภูผานั่งนิ่งไปนาน ลูบโน้ตเพลงที่เขียนทิ้งไว้ในแฟ้ม
หลายวันผ่านไป เอิร์นยังไม่กลับมา ทีมงานเริ่มถามหา ภูผายังคงทำงานด้วยความเงียบขรึม เขาเริ่มเอาดนตรีที่เคยแต่งให้เอิร์นมาเรียบเรียงใหม่ เปิดโชว์ในงานเปิดตัวโปรเจกต์พอดแคสต์ เขาไม่ได้บอกรายละเอียดกับใคร แต่เสียงเปียโนที่เล่นวันนั้นเต็มไปด้วยความคิดถึง
เอิร์นดูไลฟ์ผ่านมือถือที่บ้านต่างจังหวัด น้ำตาคลอ รับรู้ถึงความในใจที่แฝงไว้ในเสียงดนตรี
เย็นวันหนึ่ง ขณะแสงโพล้เพล้ เอิร์นกลับมาที่ออฟฟิศ ทุกคนตกใจดีใจ ภูผามองหน้าเธอ แต่ไม่ได้พูดอะไร เขาเดินออกไปที่ระเบียง
เอิร์นเดินตามออกมา ฝนเบา ๆ ตกอีกครั้ง
“ขอบคุณที่รอ…”
“คุณโอเคแล้วเหรอ”
เธอพยักหน้า น้ำตาคลอ “ฉันคุยกับครอบครัวจนเข้าใจกันแล้ว ฉัน…พร้อมจะกลับมาเริ่มใหม่”
ภูผานิ่ง “ผม…แต่งเพลงใหม่ไว้ อยากให้ฟัง”
เอิร์นส่งมือมาแตะมือเขาเบา ๆ สายตาจ้องกันนิ่ง อ้อมกอดที่ไม่ต้องการคำพูดใด ๆ
เย็นนั้น ในห้องซาวนด์ ภูผาเปิดเล่นเพลงใหม่จากเปียโน เสียงละมุนแทรกซึมในห้อง เอิร์นนั่งฟัง เธอหลับตา น้ำตาอุ่นไหลอาบแก้ม
“นี่คือเสียงของใจฉัน…”
ภูผามองเธอ แล้วหัวเราะเบา ๆ “ผมดีใจที่คุณได้ยินแล้ว”
เขาวางมือบนคีย์เปียโน เอิร์นโน้มตัวมากอดเขาอย่างเงียบงัน และทั้งสองนั่งข้างกัน ปล่อยให้เสียงดนตรีอ่อนโยนช่วยปลดปล่อยเสียงในใจที่ไม่เคยได้พูดออกมา