เธอชื่อสายลม
เสียงฝนพรำแรงบนผนังกระจก ขวัญข้าวกอดสมุดสเกตช์แน่น ตัวเปียกจากการวิ่งฝ่าฝนมาออฟฟิศชั้นสี่ หัวใจเต้นระรัว เธอเหลือบมองนาฬิกาที่กรีดเวลาเป็นเส้นบางเฉียบ “สายอีกแล้ว…” เสียงในหัวแผ่วเบา ขวัญข้าวถอนหายใจช้าแต่ลึก หยาดน้ำไหลหยดจากชายเสื้อเชิ้ตบนพื้นไม้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ในห้องประชุมเล็กติดหน้าต่าง ธามนั่งหลังตรง ใบหน้าคมแต่เคร่งเครียด เขาขยับปากพูดกับโปรเจกต์ทีม “ทุกอย่างต้องส่งให้ทันวันศุกร์ เดี๋ยวคงได้คอนเซ็ปต์หน้าปกจากคุณขวัญข้าว” เขาเหลือบออกไปทางประตู ทว่าในใจจิกกัดถึงความไม่โปรของนักวาดรุ่นน้อง เขาไม่พูดอะไรต่อ พยายามสงบสีหน้า
ขวัญข้าวเดินเข้ามา กระเป๋าเปียกน้ำวางลงข้างเท้า เธอเหลือบมองโต๊ะประชุม ทุกสายตามอง เธอยิ้ม—บางๆ—เหนื่อย เธอกระแอมแล้วเอาสมุดวางบนโต๊ะ ประสานสายตากับธามที่นิ่งเย็นเป็นน้ำแข็ง เธอยื่นสเกตช์อย่างลังเล “คือ ฉัน… ลองทำหลายเวอร์ชั่น เลือกไม่ถูก ก็เลย…เอามาทุกแบบค่ะ”
บรรยากาศเงียบแปลก ทุกคนพลิกดูงาน ขวัญข้าวใจเต้นเหมือนนั่งบนเข็ม ธามหยิบสเกตช์ทีละแผ่น เขาเลื่อนสายตาช้าๆ ไม่พูดคำ ตาเข้มอย่างมืออาชีพจนขวัญข้าวรู้สึกตัวเล็กลงกว่าพื้น
“นี่มันคาแรกเตอร์เดิมไม่ใช่เหรอขวัญ?” เสียงพี่โบว์เหมือนตำน้ำพริกกระทะร้อน “มันต้องใหม่กว่านี้ เห็นมั้ย ไอเดียยังไม่ข้ามกรอบเดิมๆ”
ขวัญข้าวพยายามแก้ต่าง เห็นเงาจากแววตาธามที่จ้อง “คงเพราะฉันกลัว…เอ่อ กลัวมันจะหลุดธีมมากไปค่ะ”
ธามวางดินสอเบาๆ “เวลาทำงาน ไม่มีใครอยากได้ความกลัวครับขวัญ คุณอยากลองแบบไหน ลองเลย ไม่ต้องห่วงการถูกปฏิเสธ ผมอยากเห็นขวัญตัวจริง”
เงียบ วิ่งวนอยู่ในหัว เสียงหัวเราะเย็นๆ จากธามตีกลับมาเป็นความรู้สึกคันบนผิวหนัง ขวัญข้าวเม้มปาก เธอเก็บแฟ้มในขณะที่ทีมประชุมต่อ กระจกข้างนอกมองเห็นฝนยังไม่หยุดตก
ระหว่างเดินกลับโต๊ะ ขวัญข้าวกระซิบกับตัวเอง “ถ้าฉันกล้า… แล้วถ้าฉันเจ็บอีกล่ะ”
เสียงโทรศัพท์ดัง ขวัญข้าวมองหน้าจอเป็นชื่อแม่ เธอลังเล กดปิดเสียง โยนโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ สายตาซึมลง คำพูดในอดีตแม่ก้อง “อย่าเพิ่งทุ่มเทกับอะไรที่ไม่แน่นอน”
ธามเดินผ่าน โต๊ะเสมียนและพนักงานรอบข้างหยุดคุยกันเพราะแรงดึงดูดบางอย่างจากตัวเขา ธามเหลือบตามองสั้นๆ “พักเที่ยงแล้วนะ…กินข้าวด้วยกันไหมหรือคุณไม่ว่าง”
เสียงลมหายใจชะงัก ขวัญข้าวคิด ทว่าหัวใจบีบ เสียงความรู้สึกอยากปฏิเสธกับความกลัวการโดดเดี่ยววิ่งปะทะกันภายใน “เอ่อ…ก็ได้ค่ะ” เธอหัวเราะกลบเกลื่อน เดินตามธามไปเงียบๆ
ร้านอาหารใต้ตึก คนเบาบาง ธามนั่งหน้าตัวเอง ขวัญข้าวเลือกที่นั่งฝั่งตรงข้าม ธามจ้องช้อนแล้วพูดเบาๆ “ผมไม่เคยเข้าใจคนที่กลัวล้มเหลว”
ขวัญข้าวนิ่ง ฟังเสียงขูดข้าวจากช้อน หัวเราะแห้ง “ถ้าล้มเหลวแล้วมันจะย้อนมาเตือนเราเรื่อยๆ แล้วคุณล่ะ เคยล้มเหลวไหม?”
ธามชะงัก มือฝืนวางช้อน เจ็บบางอย่างผ่านในตา “มีสิครับ…มากกว่าที่คุณคิด”
บรรยากาศเหนือโต๊ะเต็มด้วยความเงียบ ขวัญข้าวอยากถามต่อ…แต่ลังเล
“งานเล่มนี้สำคัญกับผมมาก” ธามพูดต่อ “มันเหมือนสิ่งเดียวที่ผมจะพิสูจน์ตัวเองได้ ว่าผมไม่เหมือนธามเมื่อปีก่อน”
ขวัญข้าวหรี่ตา เห็นบางอย่างในนั้นเกินกว่าเจ้านายกับลูกน้อง “คุณเปลี่ยนไปขนาดนั้นเลยเหรอ?”
เขาไม่ตอบทันที สายตาสอดส่ายเจือรอยเศร้า “ถ้าคุณรู้…”
ขวัญข้าวอยากถาม แต่กลืนคำ เธอก้มกินข้าว เงียบยาว ธามเหลือบดูแล้วถอนใจ ลุกไปก่อน
วันถัดมา ขวัญข้าวนั่งดึกหน้าคอม ทำสเกตช์ใหม่ๆ เธอเอารูปเก่าๆ วางเทียบกับไอเดียใหม่ อินบ็อกซ์ขึ้นข้อความ—“ขอบคุณที่พูดวันนั้นนะคะ”
ธามตอบกลับ “ขอบคุณที่ตั้งใจ ผมรอดูงานใหม่ของคุณนะ”
คืนนั้น ขวัญข้าวหลับตา พร้อมความกลัวน้อยลงนิดหนึ่ง
การทำงานโปรเจกต์กลายเป็นศึกประลองและเวที CAFÉ กลางคืน ขวัญข้าวกับธามนั่งโต๊ะกลม เต็มไปด้วยสมุดสเกตช์และโน้ตบุ๊ก เธอขีดเขียนจนหมึกแทบแห้ง ธามบอก “เอาแบบที่คุณชอบที่สุดมาให้ผมดู”
ขวัญข้าวลังเล “แต่ถ้าฉัน…”
“ผมไม่อยากได้ขวัญที่กลัว” ธามสบตาทะลุเข้าไปในความสงสัยและเจ็บปวดของเธอ ความเงียบจากทั้งสองคล้ายวิ่งวน คำพูดเก็บตัวเปิดเผยไม่ได้
วันต่อมา ไฟในออฟฟิศพร่า ขวัญข้าวยืนส่งต้นแบบงานให้ธามอีกครั้ง ธามดูอย่างตั้งใจ เงียบครู่ใหญ่ “นี่แหละ…ใช่เลย”
ขวัญข้าวยิ้มบางๆ โล่งใจ ทุกอย่างดูเหมือนจะดีขึ้น มิตรภาพเจือจางสิ่งที่เคยขวางกั้น งานก้าวหน้า ขวัญข้าวกับธามเริ่มคุยเรื่องส่วนตัวมากขึ้น
คืนหนึ่ง สองคนลงลิฟต์พร้อม ธามหยิบโทรศัพท์ดูข้อมูลงานแต่เงียบไป ขวัญข้าวเหลียว “คุณกลับบ้านดึกประจำ ไม่เบื่อเหรอ”
ธามหัวเราะในลำคอ ตาตก “ผมเบื่อ…แต่ยังกลับไม่ได้”
“อะไรกัน กลับไม่ได้?” ขวัญข้าวถามต่อ
“มีที่ๆ ต้องไปชดใช้” ธามหันไปทางหน้าต่าง มองไปไกล ไฟถนนข้ามระยิบ
ขวัญข้าวไม่ซัก แล้วเลือกยิ้มให้
เมื่อฤดูเปลี่ยน ขวัญข้าวกับธามถูกส่งไปดูงานต่างจังหวัดด้วยกัน สองคนลงรถไฟ นั่งตรงข้ามในตู้อย่างลังเล บรรยากาศขุ่นมัวจนกระทั่งขวัญข้าวทำลายความเงียบ
“เคยคิดอยากหนีบ้างไหม” ขวัญข้าวถามเสียงเบา “หนีจากครอบครัว งาน ทุกอย่าง…แม้แต่ตัวเอง”
ธามเงียบเชิงครุ่นคิด “บางทีการอยู่…คือการยอมรับ…ถึงจะยาก”
ขวัญข้าวสบตานาน ต่างฝ่ายต่างเข้าใจบางอย่างขึ้นมาโดยไม่พูด
คืนนั้น สองคนนั่งกินข้าวต้มกับทีมงานริมน้ำ ธามเล่าเรื่องของตัวเองเกือบจะสารภาพ แต่หยุดก่อนจะพูดจริง “ผมมีบางอย่างที่ยังเล่าไม่ได้…บางอย่างที่ผมกลัวมากจนคิดว่ายากจะให้อภัยตัวเอง”
ขวัญข้าวรับฟัง “ใครๆ ก็เคยพลาดนะ…ไม่ใช่แค่คุณ”
สายตาทั้งสองเฉียดกันด้วยความเข้าใจ
วันถัดมาในการพรีเซนต์งาน ธามเครียดผิดปกติ กระทั่งเผลอขึ้นเสียงใส่ขวัญข้าวเวลางานพลาด ขวัญข้าวกลับเถียงออกมาทันที น้ำเสียงแข็ง “คุณไม่ได้คนเดียวที่พลาดค่ะ”
บรรยากาศตึงเครียด ธามหน้าเจื่อน หลุดรอยแผลในใจออกมาตามรอยเสียง ขวัญข้าวเดินหนีออกมา ทิ้งให้ธามยืนอึ้ง
หลายวันต่อมา ธามพยายามขอโทษ แต่ขวัญข้าวกลับปิดใจ เลี่ยงพบเจอ สวนกันก็มองผ่านไปทางอื่น ความสัมพันธ์ที่เคยใกล้ชิดห่างออกทุกวัน
ชั่วขณะหนึ่ง ฝ่ายบุคคลแจ้งข่าว—โปรเจกต์ใหม่ธามจะไม่ได้ร่วมกับขวัญข้าวอีก ธามเงียบ เจ้าทุกข์เต็มหน้า เขาตามไปหาขวัญข้าวที่สวนหย่อม
“ผม…อยากขอโทษมากกว่านี้ แต่ผมกลัวคุณจะไม่เชื่ออีก”
ขวัญข้าวหลบตา “ฉันก็กลัว…กลัวว่าถ้าเริ่มต้นใหม่ มันจะเจ็บอีก…” สูดลมหายใจ “แต่ฉันก็ยังอยู่ที่นี่นะ”
ความเงียบปกคลุมสองคน ลมโกรกเบา ดอกไม้ข้างทางโน้มตามแรงลม
ฤดูฝนใหม่มาเยือน โปรเจกต์สุดท้ายที่ทำร่วมกันกำลังจะจบ ขวัญข้าวนำเสนองานพร้อมความมั่นใจที่ไม่เคยมี เสียงปรบมือดัง ธามอยู่ในกลุ่มนั้นด้วยสายตาเปลี่ยนไป
หลังเลิกงานธามยืนรอขวัญข้าว สีหน้าลังเล “ขวัญ…จะกลับเลยมั้ย”
เธอส่ายหน้า “เดินเล่นริมสนามไหม ฉันอยากคุย…”
ใต้ต้นไม้ใหญ่ ขวัญข้าวหยิบใจตัวเองออกมาวาง “ฉันเปลี่ยนตัวเองไปมาก…” เว้นจังหวะ “แต่ฉันก็ยังกลัวผิดหวัง กลัวการเริ่มใหม่…คุณล่ะ?”
ธามยิ้มเศร้าๆ “ความกลัวมันหายยาก…แต่ผมกลัวเสียคุณไปมากกว่า”
ทั้งสองเดินข้างกันโดยไม่ต้องพูดจบ ลมหอบใบไม้กลิ่นสดชื่นผ่านมา
“ขวัญ…ได้ยินเสียงลมไหม” ธามถามเสียงค่อย “เหมือนอดีตมันพัดผ่านเราไปเนอะ”
ขวัญข้าวหัวเราะเบาๆ “บางทีคนสองคนอาจมาซ่อมกันไม่ได้หรอก…แต่เราเลือกให้อภัยได้”
ธามกุมมือขวัญข้าวไว้ หลับตาลงกลั้นน้ำตา ทั้งคู่เดินต่อไปบนทางที่เปียกฝน แม้ใจก็ยังเปียกแต่พร้อมจะหายใจใหม่อีกครั้ง