สำนึกเงา วิญญาณร้ายแห่งหอป่าลึก
เสียงรองเท้ากระทบพื้นไม้ดังสะท้อนในความเงียบของค่ำคืนยามต้นฤดูฝน เป้ยเดินนำกลุ่มเพื่อนทั้งสี่ขึ้นสู่เนินดินรกร้างในป่าลึก กระเป๋าเป้บนหลังหยาดน้ำค้างเปื้อน ท่ามกลางความมืดสลัวที่คลุมคลั่ง พวกเขามองเห็นเฉพาะแนวเงาร่างของกันและกันในแสงไฟฉาย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“หอพักนี่เหรอ? มันดู…แก่กว่าที่คิดค่ะ” จอม พึมพำเบา สายตากระวนกระวาย
“ก็เค้าบอกว่าเป็นหอฝึกงานหลักสูตรเก่าของมหา’ลัยน่ะ” นุชตอบ สังเกตผิวไม้ที่ขึ้นรา พยายามหลีกเลี่ยงรอยแตกใต้ฝ่าเท้า
เป้ยหยุดยืนหน้าประตูไม้สูงราวสองเมตร ดึงลูกบิด เสียงดังแกรกในความเงียบ ทุกคนมองหน้ากัน สายตาเต็มไปด้วยความลังเล แต่ไม่มีใครอยากเป็นคนแรกที่ถอนตัว
“เข้าเถอะ อย่างน้อยคืนนี้ก็อยากได้นอนละ” แมนพูดพลางยิ้มฝืน ๆ แม้ในใจหวิวแปลก ๆ
ห้องโถงไม้กว้างทว่าทึบ ไม่มีไฟฟ้า มีเพียงแสงจันทร์สีหม่นทะลุซี่หน้าต่างสูง รอยคราบเหลืองบนผนัง ฮาน้อย กาย เพื่อนที่เงียบสุดในกลุ่มหยุดหยิบขวดน้ำจากเป้แล้วเหลือบไปเห็นเงาเคลื่อนไหวแวบ ๆ ในซอกมุมลึกของห้อง
“เห็นไรมั้ยเมื่อกี๊” กายกระซิบเบา
แมนชะงัก “อะไร อย่ามาหลอกนะ”
เป้ยพยายามไม่สนใจ “อยู่กันครบป่ะ เช็คของแล้วไปดูห้องนอน”
บันไดไม้ส่งเสียงเอี๊ยดทันทีที่ทุกคนเดินขึ้น ความอึดอัดไม่อาจปกปิดได้ ทุกสายตาคล้ายจับจ้องไปยังสิ่งที่ไม่เห็น รูปถ่ายเก่าในกรอบแตกห้อยเรียงรายตามผนัง ทุกใบหน้าถูกปกคลุมด้วยเงา
“นี่ ระวังรูปพวกนี้ด้วย เดี๋ยวตกมาแขนแหก” จอมเอ่ยติดตลกกลบตื่นเต้น แต่นุชชะงักเมื่อเห็นบางภาพเหมือนคนในรูปเหลือบตามามอง
ทั้งห้องนอนแบ่งเป็นสองห้องเล็ก ๆ ประตูทุกบานถูกกั้นไว้ด้วยผ้าม่านสีซีดจาง ที่พื้นมุมหนึ่งเต็มไปด้วยข้าวของเก่าและกล่องแน่นขนัด แมนเปิดฝาออกอย่างอยากรู้
ในกล่องมีแค่กระดาษชำรุดและจดหมายเก่า “เหมือนเป็นจดหมายเด็กฝึกสอนรุ่นก่อนแน่ะ” แมนพูดพลางเอาหนึ่งฉบับวางบนพื้นกลางกลุ่ม นุชหยิบมาอ่านพลางขมวดคิ้ว
“แปลกดี เขาบอกว่าทุกคืนจะมีเสียงคนร้องไห้มาจากทางห้องสมุด…แต่ที่นี่ไม่มีห้องสมุดไม่ใช่หรอ”
เป้ยผิวปากเยาะ “อาจเป็นเรื่องขู่กันเล่น พักกันเถอะ เหนื่อยกันหมดแล้ว”
ทุกคนแยกย้ายเข้าที่นอน แต่ในความเงียบ คืนนั้นเมื่อทุกอย่างนิ่งลง กลับไม่มีใครหลับได้จริง ๆ
เสียงฝีเท้าดังขึ้นริบหรี่ ก่อนจะเงียบวาบเหมือนสูญหายไประหว่างไม้กระดาน กายพลิกกายฟังเสียงลมหายใจเพื่อนที่ข้างเตียง แล้วเหมือนจะได้ยินเสียงกระซิบแผ่วจากหลังม่านว่า “อย่า…”
กายตะลึง กลั้นลมหายใจ หรือเป็นแค่ลม ห้องนี้ไม่ควรมีใครนอกจากพวกเขาเอง
รุ่งเช้าบนระเบียง เสียงนกขับขานมาทำลายความอึดอัดชั่วครู่ ทุกคนพยายามทำตัวปกติ แม้ใบหน้าจะซีดเซียวเพราะอดนอน แมนลุกไปสำรวจหลังบ้าน เห็นต้นไม้ใหญ่ขึ้นพันโยงเรือนด้านหลัง กับบ่อน้ำตื้น ๆ ที่ถูกปิดด้วยไม้ผุ
นุชตามมา พลางมองสำรวจรอบบ้าน “ที่นี่ดูเหมือนเคยมีคนอยู่เยอะ แต่ทำไมถึงถูกปล่อยร้าง”
เป้ยเปิดประตูห้องเก็บของ พบสมุดลงนามเก่าในลิ้นชัก “ชื่อคนที่เคยมาพัก…แต่หลายชื่อถูกขีดฆ่าออกหมดเลย”
จอมเดินเข้ามาสมทบ “อย่าคิดมาก ขึ้นห้องพักเก็บของให้อุ่นใจก่อนดีกว่า มันชื้นแปลก ๆ”
และในค่ำคืนนั้นเอง ขณะทุกคนนั่งกินอาหารกระป๋องด้วยไฟฉายกลางห้อง มีเสียงเหมือนบางอย่างตกลงมาจากชั้นบน ทุกคนเงียบกริบ จ้องตากัน
“ใครขึ้นไปวะ?” แมนถาม กายส่ายหน้า จอมกลืนน้ำลายเงียบ
เป้ยลุกขึ้นถือไฟฉายนำ เปิดประตูกว้างออกทีละน้อย ขึ้นบันไดทีละขั้น เสียงไม้ลั่นดังขึ้นอีกครั้ง
เมื่อเป้ยถึงชั้นบนสุด ฝุ่นตลบลอยขึ้นจากซอกตู้ พวกเขาเห็นกล่องไม้เก่า ถูกเปิดออก จดหมายอีกฉบับวางทิ้งไว้
“มันเหมือนกันกับคืนก่อน…” นุชกระซิบ กายพลิกดูจดหมาย ทุกบรรทัดซีดจางเหลือเพียงประโยคเดียว—“ช่วยปลดปล่อยเรา”
จอมยืนมองหน้าต่างที่เปิดอ้ากว้างกับความเย็นยะเยือกเข้ามาปะทะ ในความว่างเปล่า เขารู้สึกเหมือนมีใครจ้องมองอยู่จากใต้บันใด ทุกคนประสานสายตา ไม่มีใครกล้าพูดความคิดที่ค้างอยู่ในใจ
คืนนั้น เสียงเรียกเบา ๆ ดังต่อเนื่องจากข้างห้อง “เป้ย…” “กาย…” “นุช…” ทีละชื่อ ราวกับใครสักคนเคยรู้จักพวกเขาในอดีต
เป้ยนั่งพิงฝา ความกลัวเกาะแน่นในอก “ได้ยินปะ เมื่อกี๊…” เป้ยถามเสียงเครือ
กายนิ่งไปนาน “ถ้าฉันบอกว่า…ฉันเคยมาอยู่ที่นี่เมื่อนานมากแล้ว นายจะเชื่อมั้ย”
ทุกคนเงียบงัน เป้ยสบตากาย ถอนหายใจติดขัด “อย่ามาเล่นนะ กาย ไม่มีใครบอกนายเรื่องนี้….”
กายถอนหายใจ “ฉันจำได้แค่เศษเสี้ยว เหมือนเคยฝันถึงบ่อน้ำนั้น เหมือน…เคยลืมอะไรสำคัญไว้ที่นี่…”
จอมชะโงกดูบันได “เสียงขูดไม้เมื่อกี้ มาจากบ่อน้ำนั้นหรือเปล่า”
“อย่าพูดแบบนั้น!” นุชร้องเตือน อารมณ์ตึงเครียดจนน่าอึดอัด
คืนนั้น ทุกคนต่างฝันร้ายไม่เหมือนกัน เป้ยฝันว่าตนเองถูกกักขังอยู่ในห้องมืด นุชเห็นร่างคนลึกลับเดินเวียนอยู่ที่ระเบียง จอมกับแมนรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงร้องไห้แผ่ว ๆ แต่ทุกคนเก็บงำสิ่งที่เห็นไว้
วันต่อมาเป้ยตื่นแต่รุ่งสาง ขณะเดินไปเปิดหน้าต่างรับอากาศสดชื่น กลับเห็นรอยเท้าโคลนเปียกเป็นแนวยาวมาจากหลังหอพักไปยังบ่อน้ำ
แมนเห็นและเรียกทุกคน “นี่รอยอะไร เพิ่งเกิดตอนกลางคืน…”
ทุกคนเดินออกไปที่บ่อน้ำด้วยใจเต้นแรง ฝาท่อนไม้ผุถูกผลักออกเกือบครึ่ง ภายในมีเงาคล้ายมือไม้โผล่พ้นน้ำ ก่อนจะจมหายต่อหนาทุกคน
“มันอาจมีสัตว์…” จอมฝืนใจพูด แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้
ในห้องนั่งเล่น กายค้นพบสมุดบันทึกอีกเล่ม ซ่อนอยู่ใต้แผ่นไม้ ด้านในเป็นข้อความสั้น ๆ และภาพวาดมือขูดกำแพง
ข้อควรระวัง : ห้ามออกนอกห้องหลังเที่ยงคืน ห้ามตอบเสียงที่ได้ยินทุกค่ำคืน ห้ามเหลียวมองบ่อน้ำ
เป้ยมองจอม “เรามาลองฝืนดูไหม ถ้าแค่ข้อห้ามนี่จะโดนอะไร?”
จอมลูบคางลังเล “จะหาเรื่องเหรอ”
“มันต้องมีอะไรนาย กลัวแต่ก็อยากรู้มากกว่า” เป้ยตอบ
คืนนั้นหลังเที่ยงคืน เสียงเคาะดังขึ้นข้างห้องตามคาด ทุกคนเงียบงัน ไม่มีใครตอบหรือเดินออกไป—ยกเว้นจอมที่ลุกย่องไปที่หน้าต่างโดยไม่มีใครเห็น
เป้ยหลับไปแว่ว ๆ ก่อนจะสะดุ้งตื่นเมื่อเห็นแสงไฟฉายลับ ๆ จางหายไปทางบ่อน้ำ จึงปลุกแมนกับนุช รีบตามออกไปท่ามกลางความเงียบ
ลมหวนเสียงใบไม้กรอบแกรบ เป้ยวิ่งตามแสงไฟฉายของจอมไปทันที่บ่อน้ำ จอมยืนนิ่งจ้องมองลงในบ่อด้วยสายตาเหม่อลอย
“จอม! อย่ามอง!” เป้ยตะโกนเตือน นุชกอดแขนแมนไว้แน่น
เสียงกระซิบวนเวียนในความเงียบขณะจอมเบิกตาโต “เหมือน…มันดึงฉัน…หน้าพวกมันคล้ายเรา”
บรรยากาศเยือกแข็ง จอมชะงักแล้วสะบัดหน้าหนี กลุ่มรีบกลับหอพัก ขวัญหนีดีฝ่อ
รุ่งอรุณ ทุกคนรวมตัวกันตัดสินใจ หลีกเลี่ยงบ่อน้ำเด็ดขาด แบ่งเวรเฝ้ายาม แต่ยิ่งผ่านคืนมากขึ้น เสียงเรียกก็แหลมขึ้นและเริ่มเน้นชื่อใครคนนึงซ้ำ ๆ คือ “กาย…”
กายเริ่มเงียบขรึม มองมือของตนเองที่สั่นเทา “ฉันอยู่ที่นี่เมื่อนานมาแล้วจริง ๆ มันเหมือน…ฉันเคยเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ นี่ไม่ใช่ความบังเอิญใช่มั้ย?”
เป้ยสบตานุชก่อนค่อย ๆ เอ่ย “นายคิดว่าเราถูกดึงมาเพราะอะไร”
กายพูดเสียงสั่น “ตอนนั้น…ฉันจำได้ลาง ๆ ฉันกับใครอีกคนจมน้ำที่บ่อนั่น ฉันรอด…แต่เหมือนมีอีกคนไม่รอด”
แมนพูดแทรก “แล้วนายไม่เคยเล่าให้ใครฟังเหรอ?”
“มันเหมือนโดนบังไว้ ฉันนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก แค่จำได้ว่าทุกครั้งที่ได้ยินเสียงร้องกลางดึก ฉันอยากหายไป…” กายก้มหน้าร้องไห้เงียบ ๆ
เป้ยขบฟันแน่น “ต้องมีอะไรให้เราคลายปมนี้ได้ เราต้องทำอะไรซักอย่าง”
เช้าวันต่อมา เสียงฝนโปรยปรายลงมาหนัก เป้ยกับแมนออกไปค้นหาข้อมูลรอบ ๆ เจอเศษผ้าขาดริมบ่อน้ำ สำรวจดูพบชื่อปักเป็นตัวเล็ก ๆ “รวิวรรณ”
นุชค้นบันทึกรุ่นเก่าในบ้าน เสิร์ชเจอรายชื่อเด็กฝึกสอนที่หายสาบสูญ—รวิวรรณ บันทึกสุดท้ายลงวันหายตัว หน้ารูปถ่ายถูกขีดคร่อมเช่นเดียวกับรายชื่อสมุดนามนั้น
ระหว่างพูดคุยนั้น เสียงลังเลพร่ำขึ้นมาใกล้ประตู “ได้โปรด…ได้โปรด…ช่วยปลดปล่อยฉัน…”
จอมรีบปิดหู นุชร้องไห้ราวกับรับรู้อะไรบางอย่าง “ทุกคนได้ยินไหม? นี่มันไม่ใช่เสียงลม…เธอกำลังขอความช่วยเหลือ”
เป้ยตัดสินใจ “เราต้องเปิดบ่อน้ำนั้นแล้วหาวิธีปลดปล่อยรวิวรรณ…”
ทุกคนรวมพลกลางสายฝนมุ่งไปที่บ่อน้ำ เป้ยถือไฟฉาย แมนถือเชือก กายแก่แรงผลักสะพานไม้ผุ ทุกคนมั่วเมียช่วยกันเปิดฝาท่อนไม้ออก แสงจันทร์ลอดเมฆส่องพอดี เห็นเงาวูบไหวลึกลงไป
กายขยับมือหวิว ๆ “ฉันต้องลงไปเอง…”
จอมกับแมนผูกเชือกเอวไว้ กายลงสำรวจพื้นบ่อ ข้างล่างมีตุ๊กตาผ้าเก่า ๆ กับป้ายชื่อรวิวรรณ ซุกอยู่ใต้น้ำ กายหยิบขึ้น ทันใดนั้นเสียงกระซิบในน้ำกึกก้อง “จำได้หรือยัง…”
กายสะดุ้ง ปล่อยมือขณะแมนกับจอมรีบดึงขึ้น ไฟฉายโคลงเคลงแสง เงาประหลาดแผ่ววูบขึ้นเป็นรูปหน้ามนสะท้อนบนผิวบ่อน้ำ มองจ้องมาอย่างเศร้าสร้อย
เป้ยตะโกน “รวิวรรณ! ต้องการอะไร!”
เสียงพร่า “ขอแค่…ให้แม่รู้ว่าฉันไม่หนี…ช่วยฉันออกไป…”
กายร้องไห้ ปากสั่น “ขอโทษ…ขอโทษ ฉันควรช่วยเธอ”
ทุกคนช่วยกันนำตุ๊กตาผ้าและป้ายชื่อขึ้นจัดวางข้างบ่อน้ำ สวดมนต์ให้เงียบ ๆ เสียงกรีดร้องจากบ่อน้ำลอยแผ่วขึ้น ก่อนจะเงียบงัน ราวกับถูกปลดปล่อย
ฝนหยุดตก ฟ้าสาง ทุกคนหมดเรี่ยวแรงนั่งล้อมวงกัน เงาทะมึนในบ้านหอพักค่อย ๆ จางจนเหลือเพียงความว่างเปล่า
นุชกระซิบ “มันจบแล้วใช่มั้ย”
เป้ยมองหน้าเพื่อน ๆ “เราทำได้…แต่เราต่างติดค้างบางอย่างไว้ที่นี่”
แม้บ้านป่ากลางเงามืดจะเงียบสงบขึ้นแล้ว แต่ทุกคนรู้ว่า รอยร้าวของอดีตไม่มีวันหายไป—เพียงแต่แปรรูปเป็นเสียงกระซิบในความทรงจำของทุกคนจากนี้ชั่วนิรันดร์…