เสียงกระซิบในหอ 105
เสียงฝีเท้าของครู่พลกระทบทางเดินหินของหอพักเก่าดังกลบเสียงจิ้งหรีด เขาชะลอฝีเท้าอยู่ตรงหน้าป้ายไม้เก่า ๆ ที่เขียนว่า “หอรวมสรรค์สุข 105” สีลอกลวดลายเรื่อ ๆ ประตูเหล็กขึ้นสนิมทำให้เขาจำกลิ่นอับในลำคอได้ตั้งแต่ยังไม่เปิดเข้าไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นายกลัวที่นี่เหรอ?” มุ้ย เพื่อนอีกคนที่นั่งรถมาด้วยแซวเบา ๆ แล้วเดินไปตบบ่าเขา
“บ้า ใครจะไปกลัว” ครู่พลตอบพลางดึงกุญแจห้องออกมา แม้มือจะสั่นจาง ๆ เขาไม่อยากเปิดเผยความกังวลในอก ทั้งที่เหตุผลเดียวที่กลับมาที่นี่เพราะโอ๊ตซึ่งอยู่ห้อง 105 จำเป็นต้องกลับต่างจังหวัดแบบกะทันหัน แล้วฝากหน้าที่ดูแลห้องไว้กับเขาหนึ่งสัปดาห์
ประตูไม้ทึบแน่น ส่งกลิ่นเก่าแก่ปะทะหน้า อย่างกับห้องนี้ไม่เคยถูกเปิดใช้งานมานาน ครู่พลลากกระเป๋าเข้าไป วางข้าวของทิ้งบนเตียงที่ปูผ้าสีซีดอย่างไม่ใส่ใจ คิ้วขมวดเมื่อเห็นฝุ่นจาง ๆ ที่ปลายเตียง
มุ้ยสำรวจกล่องไม้อยู่ใต้หน้าต่างก่อนจะหัวเราะ “จะกลัวก็ย้ายออกสิ ห้องนี้มันแค่เก่า ๆ” เขาพูดพลางเขียนโปสการ์ดคุยเล่น อีกสองชั่วโมงเขาก็ต้องกลับไปหอฝั่งตรงข้ามแล้ว ทิ้งครู่พลกับความวิเวกไว้กลางคืน
ค่ำคืนแรกผ่านไปในความเงียบงัน ครู่พลนั่งหลังงอหน้าคอมพิวเตอร์ ดูละครแต่ก็ไม่ได้สนใจจอไฟสีน้ำเงินนัก หัวใจเต้นกับเสียงบางอย่างที่ลอดผ่านฝาผนัง—เสียงพูดแผ่ว ๆ เหมือนหญิงสาวกระซิบซ้อนกันสามสี่คน หรืออาจเป็นเสียงลมเฉพาะตัวของอาคารที่เหงาร้าง
เขาดึงหูฟังออกแล้วเหลียวมองข้างเตียง กลั้นหายใจชั่วครู่ ทุกอย่างเงียบสนิท นาฬิกาดิจิตอลสีแดงกระพริบบอกเวลาเที่ยงคืนพอดี เขาข่มใจลุกไปสำรวจประตูห้องน้ำ—แน่ใจว่าปิดสนิทตามที่โอ๊ตกำชับ
แต่เสียงมันยังดังต่อ… เสียงกระซิบสลับเสียงข่วนไม้เบา ๆ จาง ๆ แผ่ว ๆ บางครั้งเหมือนอยู่ใต้พื้น บางทีกลับเหมือนอยู่ข้างหูเขาเอง ครู่พลมองเงาตัวเองในกระจก สบตากับดวงตาเศร้าเหนื่อยในเงาสะท้อน สีหน้าหวาดระแวงในทุกเสี้ยววินาที
วันรุ่งขึ้น เขาตื่นสายกว่าเคย หลังหลับ ๆ ตื่น ๆ ทั้งคืน ภายใต้หมอนยังคงวนเวียนกับเสียงกระซิบและภาพเงาบนผนังที่เผลอมองผ่าน แสงแดดเฉียงตกกระทบกล่องไม้หน้าต่าง ฝุ่นลอยในอากาศ เขาหยิบโทรศัพท์กดหามุ้ย
“เมื่อคืนเป็นไง?” มุ้ยถามทันที เสียงหัวเราะในสายแต่แฝงความกลัวล้อกันอยู่
“เสียงแปลก ๆ ว่ะ…”
“คนอื่นเขาเคยได้ยินรึเปล่า?”
“โอ๊ตไม่เคยเล่า แต่เคยมีข่าวว่าห้องนี้เคยมีคน… เอ่อ หายไป” ครู่พลเว้นจังหวะพูดอย่างลังเล “แต่ก็คงแค่ข่าวลือ”
“อย่าใส่ใจ หมดยุคผีหอพักแล้ว…” มุ้ยตอบ แต่จบสายด้วยความเร่งรีบ เมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีตจริงจังมากขึ้น
คืนต่อมา ครู่พลพยายามเปิดเพลงนอนตลอด แต่เสียงแปลก ๆ กลับลอดขึ้นมาเหนือเสียงดนตรี มันเหมือนเสียงเด็กผู้หญิงหัวเราะสั้น ๆ ตามด้วยเสียงพร่ำเหมือนบทสวดอยู่ปลายเตียง ทุกคืนความฝันกับความจริงเริ่มปะปนกัน เขามักตื่นกลางดึกด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ สะดุ้งกับเสียงข่วนข้างหู
วันหนึ่ง ครู่พลเดินสวนกับหญิงสาวแปลกหน้าในหอพัก ร่างผอมเกร็งเดินก้มหน้า สวมชุดนิสิตสีขาวซีด เธอไม่พูด ไม่สบตา เดินก้าวยาวผ่านเขาไปพร้อมเสียงกลอนประตูในมือเธอสั่นเบา ๆ
ครู่พลขมวดคิ้ว นึกว่าเป็นผู้อยู่อาศัยใหม่ที่โอ๊ตไม่ได้บอก ก่อนจะสังเกตเห็นรอยเปื้อนสีดำที่คอเสื้อและกางเกง เงาร่างของเธอกลมกลืนไปกับเงาตึกเลือน ๆ เขาทอดสายตาตามอย่างลังเล แต่มือกลับกำลูกกุญแจแน่นจนเจ็บ
เมื่อค่ำคืนผ่านไปเหตุการณ์ประหลาดเริ่มเพิ่มขึ้นทุกขณะ ครู่พลได้ยินเสียงร่วงจากเพดาน เสียงเดินบนหลังคา เงาผ่านแสงไฟในซอกหลืบ เหมือนมีบางอย่างจงใจเดินอยู่ข้าง ๆ เขาตลอดเวลา
เขาพยายามปัดความคิดเหล่านี้ บอกตัวเองว่ามันเป็นความเครียดจากสอบปลายภาค แต่ลึก ๆ กลับรู้ว่าบางอย่างในห้อง 105 นี้ผิดปกติมาตลอด
ค่ำต่อมาขณะล้างหน้า เสียงกระซิบเย็นยะเยือกดังข้างหู “หนี… หนี…” เขาหันขวับ มองเงาตัวเองในกระจกเปียกน้ำ ยืนตัวเกร็ง หายใจติดขัด เมื่อหันกลับประตูห้องน้ำกลับแง้มเองช้า ๆ ทั้งที่เขาจำได้ว่าปิดสนิท
“ผีเหรอ?” เขากระซิบกับตัวเอง หัวเราะแห้ง ๆ พยายามไล่ความหวาดระแวง แต่เสียงขูดไม้นั้นกลับดังกว่าทุกคืน เหมือนบางสิ่งคืบคลานใต้พื้นที่นอนของเขา
สามวันให้หลัง สายหนึ่งโอ๊ตโทรมาหา เสียงแผ่ว ๆ บนสายฟังดูตึงเครียด ผิดกับโอ๊ตผู้ร่าเริงคนเก่า “นายไม่ฝันร้ายใช่มั้ย? ฝันที่มีผู้หญิงร้องไห้”
“เออ… นายเคยฝันงั้นเหรอ?” ครู่พลถามเสียงสั่น
“จำไม่ได้ชัด แต่มีครั้งนึงที่ได้ยินเสียงคนข้างผนังเรียกชื่ออยู่หลายคืน…” โอ๊ตเงียบไปอึดใจ “นาย… อย่าสนใจเสียงพวกนั้นนะ” แล้วสายก็ตัดไป
ครู่พลรู้สึกสงสัยและหวาดกลัวปะปน ไม่แน่ใจว่าโอ๊ตปิดบังอะไรบางอย่างเกี่ยวกับห้องนี้
คืนถัดมา เขาเริ่มเก็บรายละเอียดเสียงต่าง ๆ จดใส่สมุดบันทึก เล่าเหตุการณ์ให้มุ้ยฟัง แต่มุ้ยฟังแล้วเฉย ๆ เหมือนไม่อยากรับรู้อะไรเพิ่ม “ถ้าคิดเยอะ นายยิ่งกลัวเปล่า ๆ สอบจะตกเอา” มุ้ยเตือนเสียงแข็งผิดปกติ
แต่ความผิดปกติทวีขึ้น ข้าวของในห้องมักจะขยับเปลี่ยนที่จากเดิม ชั้นวางหนังสือเหมือนถูกขูดขีดไว้เป็นรอยหยักครูด คืนนั้นมีเสียงกระซิบชัดขึ้นกว่าเดิม “ยัง… ยังไม่ถึงเวลา…”
เขาเดินสำรวจห้อง ใช้ไฟฉายโทรศัพท์ส่องตามซอก เงาร่างหญิงสาวปรากฏบนเงาผนังวับเดียว แล้วเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ครู่พลเริ่มนอนไม่หลับ สังเกตว่าทุกครั้งที่อยู่ในห้องนาน ๆ เขาหายใจติดขัด ปลายนิ้วเย็นจนขนลุก เหมือนถูกจ้องมองอยู่ตลอดเวลา
วันหนึ่ง ระหว่างรื้อของเก่าในตู้เสื้อผ้า เขาเจอกระดาษฉีกขาดสีเหลืองเก่า มีลายมือผู้หญิงขีดเขียนคำว่า “ขอโทษ” ซ้ำ ๆ พร้อมชื่อเล่น “ต่าย” ถูกขีดฆ่าคร่อมปากกาไว้
เขาเริ่มตามสืบประวัติห้องนี้ ถามแม่บ้านผู้สูงวัย “มีคนอยู่ที่นี่หายไปจริงหรือเปล่า?” เขาถามลังเล
แม่บ้านชะงัก พึมพำเบา ๆ “ก่อนนายจะมา หลายปีก่อน มีเด็กผู้หญิงพักที่นี่ ชอบนั่งมองหน้าต่างทุกคืน วันหนึ่งก็…” เธอมองออกไปที่ลานว่าง “…ก็ไม่เจออีกเลย”
“ไม่มีใครตาม?”
หญิงแก่มองหน้าเขานาน “เด็กคนนั้น… ไม่มีใครมารับ ไม่มีครอบครัว” จากนั้นก็เดินหนีย่อง ๆ ไม่พูดต่อ
คืนนั้นเอง เสียงกระซิบยิ่งรุนแรง แผ่วสลับกับเสียงสะอื้น พยายามแปลคำพูดเหล่านั้น “ขอ… ขอให้ออกไป… อยู่นี่ มืด… หนาว…”
สายวันต่อมา มุ้ยมาหาโดยไม่บอกล่วงหน้า เขาตั้งใจช่วยครู่พลค้นภายในห้อง หวังจะทำให้เพื่อนสบายใจ ทั้งสองช่วยกันแกะกล่องใต้เตียง พบกล่องไม้เก่า ๆ ขนาดเท่าฝ่ามือ ด้านในบรรจุเทปเสียงเก่าสามม้วน
“ใครใช้เทปแบบนี้สมัยนี้ฟะ” มุ้ยส่ายหน้า ครู่พลลังเล ว่าอยากฟังหรือไม่
พวกเขาหาทางเปิดเทปได้ที่ร้านค้าที่เช่าเครื่องเล่นเก่า ในร้านบรรยากาศอึดอัด เงียบผิดปกติ เสียงเทปกรอบแกรบเมื่อกดเล่น… มีแต่เสียงลมหายใจ สลับกระซิบที่ฟังไม่ได้ศัพท์ ก่อนจบด้วยเสียงหญิงสาวกรีดร้องแผ่ว ๆ เหมือนมีใครโดนขังอยู่ในกล่องไม้
ครู่พลมือสั่น รู้สึกถึงอากาศเย็นเยียบที่หลังคอ มุ้ยเองเงียบ ไม่พูดอะไรซักพักจนต้องหาเรื่องพูด “นายอาจฟังผิด เพลงรุ่นเก่านี่มันหลอนอยู่แล้ว”
แต่ครู่พลรู้ตัวว่าเสียงในหูเขาเหมือนจะชัดขึ้นหลังจากฟังเทป เขาเริ่มเข้าใจภาษาแปลก ๆ ในเสียงกระซิบ คำพูดวนเวียนเดิม ๆ บอกให้ “ตามหาเธอ” และ “ขอโทษแทนฉันด้วย”
คืนหนึ่งฝนตกหนัก ฟ้าแลบสว่างวาบกลางดึก ขณะครู่พลพยายามหลับ เสียงสะอื้นของหญิงสาวดังเข้ามาผ่านหน้าต่างปิดสนิท เขาตื่น ร่างกายแข็งทื่อ จ้องแสงไฟที่ลอดผ้าม่าน เงาร่างผู้หญิงค่อย ๆ นั่งหันหลังอยู่ข้างเตียง เขากลั้นหายใจ พยายามอยู่นิ่งที่สุด
ร่างนั้นไม่หันมาสักที แต่เสียงกระซิบในห้องเริ่มกลายเป็นเสียงขอร้อง ซ้ำ ๆ “…ขอโทษ… ขอโทษด้วย… เจ็บ… หนาว…”
เช้าวันต่อมา ครู่พลนำเทปกลับไปที่หอพัก หวังจะคืนให้เจ้าของ เขาพบว่าชั้นหนังสือและผนังมีรอยขีดข่วนเหมือนตัวอักษรที่อ่านไม่ออกจำนวนมาก และที่พื้นใกล้เตียง มีรอยน้ำตาเป็นทางสั้น ๆ
เขาตัดสินใจลองเปิดเทปอีกรอบ แต่สิ่งที่ได้ยินคราวนี้กลับเป็นเสียงพูดช้า ๆ ของเด็กหญิง “ออกไป… หนีไป…” แล้วเสียงผู้หญิงตามมาแทรกด้วย “ขอโทษด้วย ฉันทำไม่ได้… ฉัน… ฉัน… มืดเหลือเกิน” สองเสียงถูกกลืนรวมกันในเสียงร้องไห้สะท้อนทั่วห้อง
ครู่พลใจสั่น ตัดสินใจโทรหาโอ๊ต ซักถามถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วที่ตนยังไม่รู้
โอ๊ตสารภาพเสียงขาด ๆ หาย ๆ “ฉันเคยเห็น… เป็นเงาผู้หญิงอยู่ในกระจกห้องนี้ตอนกลางคืน… แต่ไม่กล้าบอกใคร กลัวคิดไปเอง”
“นายรู้เรื่องคนนั้นมั้ย? ต่าย…”
โอ๊ตเงียบไปนาน แล้วพูดช้า ๆ “เด็กหญิงคนนั้น เหมือนถูกลืมเลือนจากทุกคน ไม่มีใครหา ไม่มีใครคิดถึง เขาอยู่ที่นี่จนหายไป…” โอ๊ตเสียงสั่น “นายอย่าอยู่ห้องนั้นคนเดียว… มันโหวงมาก…” แล้วตัดสายอีกครั้ง
คืนนั้นครู่พลตื่นกลางดึก เสียงขูดที่พื้นดังจนต้องลุกขึ้นส่องไฟฉาย เชิงเท้าเตียงมีกล่องไม้เล็ก ๆ ฝาปิดเปิดอ้า รอยขีดเขียน “ขอโทษ” ซ้ำ ๆ กระจายเต็มพื้น เขาหัวใจเต้นแรง เมื่อก้มดูใต้เตียง พบเงาร่างคลานช้า ๆ เข้ามาหา เสียงกระซิบพร่ำหนักขึ้น “…ขอโทษ… อย่า… ทิ้ง… ฉัน…”
เขาผงะถอย หายใจหอบกลั้น น้ำตาไหลอย่างไร้เหตุผล รู้สึกผิดอย่างรุนแรง “ต่าย… ฉันขอโทษ” เขาพูดเบา ๆ “ฉัน… ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำ แต่นายต้องการให้ฉันทำอะไร?”
เสียงกระซิบเงียบลงชั่วครู่ ก่อนจะดังขึ้นอีก “อยู่นี่… เหงา… หนาว… อย่าไป…”
ไฟในห้องดับวูบลงทันทีทุกอย่างสนิท ครู่พลหลับตา น้ำตาไหลพราก แว่วเสียงเท้าเด็กเดินวนรอบห้อง
เช้าวันต่อมา ครู่พลย้ายออกทันทีโดยไม่พูดกับใคร ทิ้งกล่องไม้ไว้ในห้อง 105 ตามเดิม คืนกุญแจให้โอ๊ตอย่างเร่งรีบ โดยไม่ขอรับค่าตอบแทนใด ๆ มุ้ยถามเหตุผล แต่เขาเลือกจะเงียบ ปล่อยให้ความหลอนค้างคาไม่รู้จบในใจ
คืนนั้นเอง ที่ฝนโปรยปรายอีกครั้ง บนหน้าต่างห้อง 105 เงาผอมบางของเด็กหญิงนั่งเงียบอยู่ มองลงมายังลานว่างเบื้องล่าง และในห้องก็ยังคงแว่วเสียงกระซิบอันเงียบงัน…