ระหว่างเราคือแดดอ่อน
ฝนโปรยเม็ดใสกระทบระเบียงคอนโดเก่าแก่ ละอองเย็นนั้นคล้ายจังหวะหัวใจที่เอื่อยเฉื่อย ฟ้าเอามือแตะกระจก ใบหน้าชื้นเหงื่อหลังจากเดินกลับบ้านในเย็นฤดูร้อน เธอหอบรูปวาดใส่แฟ้มขนาดใหญ่กลับมา เหลือบเห็นรถญี่ปุ่นสีแดงที่จอดอยู่ข้างล่างแล้วรู้ทันทีว่าทิศอยู่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงโทรศัพท์ขึ้นข้อความ “อยู่ไหน จะไปช่วยหิ้วของ” ฟ้าส่งสติ๊กเกอร์หัวเราะกลับไปแกล้ง ทิศทักอีก “ไม่ต้องเก่งมั้ง เดี๋ยวเกี่ยวตีนล้มอีก” ฟ้าอ่านแล้วอมยิ้ม แถมยังลงเสียงในใจด้วยสำเนียงห่วงใยที่คุ้นเคยตั้งแต่มัธยม
เธอเปิดประตูออก ทิศในชุดเชิ้ตสีอ่อนกับกางเกงยีนส์ขาดตรงเข่า วางกระเป๋าเป้ข้าง ๆ เขาเอี้ยวตัวหันมา ดวงตาคมสะท้อนรอยยิ้มประหลาดใจ “ไม่รอให้ขึ้นไปเคาะประตูเลยเหรอ”
“กลัวนายหิวตายก่อนน่ะสิ” ฟ้าขมวดคิ้ว แต่แววตาอ่อนโยน ทิศหัวเราะ เสียงหัวเราะสะท้อนในโถงทางเดินแคบ ๆ ของตึก ไม่มีคำพูดใดเสริมเติม เงียบ ๆ และง่ายดายเหมือนทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน
มื้อเย็นวันนี้คือข้าวผัดกระเพราที่ทิศเอามาฝาก เขาแกล้งหยิบพริกเพิ่มให้เธอ เธอร้องลั่นจนต้องวิ่งไปรินน้ำ ขณะที่ทิศยักคิ้วเหมือนจะบอกว่า “ก็เห็นบ่นว่าต้องการสีสันในชีวิต”
ฟ้านั่งลงกับพื้น ทิ้งศอกพาดโต๊ะพูดลอย ๆ “นายเคยอยากหนีไปไหนสักที่มั้ย”
“ทุกวัน” ทิศมองออกไปนอกหน้าต่าง เงียบอึ้งครู่หนึ่ง “แต่จะหนีไปไหนได้ ถ้ายังไม่รู้ว่าจะได้อะไรตอนกลับมา”
ฟ้าก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม เงียบไปนานจนมีเพียงเสียงลมหายใจ เธอหยิบแฟ้มรูปขึ้นมาเปิดให้ดูทีละแผ่น สีน้ำฝีมือเธอแต้มเฉดชีวิตที่อยากพบ “ฉันจะยื่นทุนไปยุโรปอีกแล้ว”
ทิศไม่พูดอะไรทันที เขาเบือนหน้าหนี เหมือนกำลังขบคิด เสียงระฆังจากวัดใกล้ ๆ ดังลอดเข้ามา กลบรอยลังเลในหัวใจเขาทั้งคู่
สองสัปดาห์ผ่านไป ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองยังเหมือนเดิม พวกเขาซื้อขนมให้กัน ดูซีรีส์ในวันฝนตก ฟังเพลงเก่า ๆ ที่เปิดวนซ้ำ ทิศมีนิสัยตั้งกำแพงด้วยการเปลี่ยนเรื่องเร็วทุกครั้งที่ฟ้าพูดถึงความฝัน แต่ฟ้าก็ปิดบังความกลัวไว้หลังรอยยิ้ม เธอไม่กล้าถามเขาตรง ๆ ว่า ถ้าเธอไป ทิศจะรู้สึกอย่างไร
“คุยกับแม่เรื่องทุนยัง” ทิศถามแบบไม่สบตา
“ยังไม่กล้า กลัวเขาร้องไห้” ฟ้าหัวเราะเบา ๆ “เหมือนฉันขี้ขลาดใช่ไหม”
“ไม่เลย อะไรที่ทำให้แม่เสียใจมันยากทุกคนแหละ” ทิศหลบสายตา เสียงเขานิ่งขึ้นกว่าปกติ
“แต่บางทีมันต้องเลือก อะไรสำคัญกว่ากันนะความฝันหรือคนที่รัก”
“ใครจะตอบได้” ทิศยักไหล่ เขาวางมือบนมือเธอสั้น ๆ แล้วผละออกราวกับกลัวถูกเปิดเผยอะไรบางอย่าง เงียบไปอีกนานจนไฟห้องกระพริบนิด ๆ ดั่งแสงแดดที่พลัดในวันฝน
วันที่ฟ้าไปสัมภาษณ์ทุน ทิศขับรถไปส่ง ยามเมื่อจอดที่ข้างทางเขาปิดเพลงกลางคัน ริมฝีปากขยับหลายครั้งกว่าจะพูดออกมา “ฟ้า ถ้าไม่ได้ทุน…จะทำยังไง”
“จะวาดต่อไปเรื่อย ๆ” ฟ้าตอบ เธอมองหน้าเขานิ่ง ๆ “แล้วนายล่ะ ถ้าฉันได้ไป นายจะรอหรือเปล่า”
ทิศเงียบ เขาถอนหายใจ หัวเราะในลำคอคล้ายขำตัวเอง “ฉันยังไม่เคยรอใครเลยนะ ไม่รู้ว่ารอเป็นหรือเปล่า”
ระหว่างทางกลับบ้านหลังวันสัมภาษณ์ ทิศขับรถถนนเปียกฝนสายตาใจลอย เงียบผิดปกติ ฟ้ารับรู้ถึงระยะห่างที่ขยายขึ้น แม้ไหล่จะเฉียดใกล้ในเบาะนั่ง มันเป็นความใกล้ที่เต็มไปด้วยคำถามและกลัวคำตอบทั้งสองฝ่าย
คืนหนึ่งฟ้าโทรหาทิศขณะที่กำลังวาดรูป เสียงเธอสั่น “ทิศ ฉัน…คิดถึงแม่จัง”
“ฉันก็คิดถึงพ่อเหมือนกัน นี่ นาย ฟังนะ” เขาหยุดพูดไปยาวนาน “อย่าเอาชีวิตทั้งหมดไปฝากไว้กับความฝัน มันหนัก”
ฟ้ารู้สึกถึงน้ำใส ๆ ไหลตามแก้ม “แต่บางทีมันก็หนักที่ไม่เลือกฝันเหมือนกัน” เธอกลั้นน้ำตาแล้วเปลี่ยนเรื่องทันที กลัวว่าทิศจะได้ยินเสียงสะอื้น
วันประกาศทุน ฟ้านั่งเครื่องบินไปต่างจังหวัดกับแม่เพื่อพักใจ ทิศอยู่กรุงเทพฯ ขณะสายตาจับจ้องโทรศัพท์ตลอดเวลาแต่ก็ไม่กล้าทัก
เวลาผ่านไปสามวัน ฟ้าส่งรูปวิวภูเขามาให้ นอกจากรูปแล้วยังมีประโยคสั้น ๆ “ฉันได้ทุน” ทิศอ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมา หัวใจเต้นช้า เขากลัวการเสียเพื่อน แต่ยิ่งกลัวความรู้สึกตัวเองมากกว่า
คืนนั้นทิศไปนั่งที่สนามเด็กเล่นเก่า เขาจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ทั้งคู่เล่นชิงช้าคือสิบปีก่อน ฟ้าที่พูดแต่เรื่องหนีไปวาดภาพ ทิศที่พูดแต่คำว่าปลอดภัย รอยแผลบนข้อมือจากการล้มวันนั้นยังสะท้อนความกลัวที่ฝังลึกในใจ
เช้าวันถัดมา ฟ้ากลับมากรุงเทพฯ ทั้งคู่มองหน้ากันในลิฟต์ ราวกับจะถามว่าคิดอะไรแต่ต่างฝ่ายต่างเงียบ ฟ้าทำท่าจะพูด ทิศเบี่ยงสายตา เงียบไปจนประตูเปิด
สามวันหลังจากนั้น ทั้งคู่ห่างกันมากขึ้น มีแต่ข้อความสั้น ๆ “กินข้าวยัง” “ดีใจด้วย” “ขอบคุณ” ความสัมพันธ์เหมือนถูกรั้งไว้ด้วยเชือกบาง ๆ ที่จะขาดลงเมื่อไหร่ก็ได้
เย็นวันหนึ่ง ทิศถือของขวัญกล่องเล็กไปหาฟ้า ยืนอึดอัดอยู่หน้าประตูห้องด้วยใจสั่น เขาเคาะประตูอย่างลังเล ฟ้าเปิดรับด้วยรอยยิ้มเหนื่อย ๆ
“ขอโทษที่ห่าง” ทิศพูดขึ้น ฟ้าส่ายหน้า “นายไม่จำเป็นต้องขอโทษ มันผิดที่ฉันเอง…”
ทิศวางกล่องลงบนโต๊ะ “ฉันต่างหากที่ขี้ขลาด” เขาเว้นช่วง เงียบหลายวิ “ฉันกลัวว่าวันหนึ่งนายจะไปไกลจนฉันตามไม่ทัน”
ฟ้าหัวเราะปนสะอื้น “นายก็เหมือนเดิม เสมอ…คิดมากทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องเรา”
ทิศเงียบ เหมือนอยากจะพูดแต่ไม่กล้า “ฟ้า…ถ้าฉันขอให้อยู่ นายจะโอเคไหม”
ฟ้าส่ายหน้า “นายไม่ใช่เด็กอีกแล้วนะ ที่จะเอาแต่ใจ อย่าทำฉันต้องเลือก เพราะมันไม่ยุติธรรมกับใครเลย”
ทั้งสองคนเงียบนาน เสียงเครื่องดูดอากาศคล้ายดนตรีประกอบที่เศร้าและแผ่วเบา
ฤดูร้อนเปลี่ยนเป็นฤดูฝน ฟ้าเริ่มเตรียมเดินทาง ทิศมาช่วยขนของและเลือกชุดกันฝนใหม่ เธอตลกเขาเรื่องสีเสื้อที่เลือกให้ “เอาแบบนี้จริงเหรอ สีมันเหมือนแปรงล้างขวดนมเด็กเลย”
ทิศเงียบไปนาน “เผื่อเวลาฝนตก นายจะเห็นชุดนี้เด่น ๆ นายจะได้กลับมาหาได้ง่าย”
ก่อนวันที่ฟ้าจะเดินทาง ทั้งคู่ไปกินหมูกระทะริมทางน้ำในวันฝนซา ไม่มีใครพูดว่ากลัว ไม่มีใครพูดว่าร้องไห้ ต่างฝ่ายต่างใช้มือถ่ายภาพร้านเก่า ๆ แทนคำร่ำลา
ขณะกำลังรอรถสองชั้นวิ่งผ่าน ทิศหยิบของขวัญที่ให้ไว้ ฟ้าเปิดออกดูอีกครั้งเป็นดินสอไม้วาดฝุ่นเลือน ๆ ทิศพูดว่า “สีนี้นายเคยชอบตอนเด็ก ๆ …ฉันจำได้”
ฟ้านิ่งงัน “ฉัน…ขอโทษนะ ที่ไม่ได้เลือกนาย”
ทิศพยักหน้า “ฉันเองก็ขอโทษ ที่ไม่กล้าทำให้นายรู้สึกว่าอยู่ตรงนี้ก็มีค่าเหมือนกัน”
ฤดูหนาวมาเยือน ฟ้าส่งรูปภาพวาดท้องฟ้าจากเมืองไกล ๆ ผ่านอีเมล ทิศนั่งดูบนจอคอมพิวเตอร์ในคอนโดเดิม รอยยิ้มน้อย ๆ ปรากฏขึ้นขณะที่ข้อความ “คิดถึง” ปรากฏใต้รูป
พวกเขาต่างคนต่างเติบโต ห่างกัน แต่ไม่เคยลืมวันแดดอ่อน ๆ ที่เคยกล้าคิดถึงกันในใจ—แม้จะไม่มีคำว่ารักหลุดออกไป แต่ความผูกพันนั้นส่องประกายเจิดจ้าไม่หายเหมือนแดดยามเช้าในวันฝนซา