ลมหายใจของหัวใจ
ฝนพรำลงบนสนามหญ้าหน้าอาคารเรียน เสียงฝนเคาะกระจกหน้าต่างคลังหนังสืออย่างรัวเบา พลอยกำลังนั่งวาดภาพลายเส้นในสมุดสเก็ตต์ เธอเงยหน้าขึ้นเพียงครู่เดียว เมื่อมือใหญ่ ๆ ของใครบางคนวางขวดน้ำไว้ใกล้ ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เธอลืมหรือเปล่า เห็นทิ้งไว้ในห้องชมรม” เสียงนทีฟังดูเหมือนจะขี้เล่น แต่แฝงความเกรงใจอยู่ลึก ๆ พลอยชะงักก่อนตอบ “ขอบใจนะ” สายตาเธอหลบผู้ชายตรงหน้าราวกับมีบางอย่างกั้นไว้
“วันนี้เธอไปช่วยจัดนิทรรศการด้วยไหม?”
พลอยส่ายหน้า “ยังไม่แน่ใจ…มีโปรเจกต์ค้างอยู่”
“ก็ไม่ได้บังคับหรอก แค่กลัวชมรมจะโล่ง ๆ ถ้าขาดคนวางพร็อพเก่ง ๆ” เขายิ้มขำ พลอยหัวเราะเบา ๆ ก่อนกลับสู่ความเงียบที่เหมือนพี่สาวคนหนึ่งระหว่างเขากับเธอ
บ่ายวันเดียวกันนั้น ในห้องชมรมวรรณกรรม เสื้อแจ็คเก็ตเปียกนิด ๆ พลอยนั่งออกแบบโปสเตอร์ นทีเดินวนไปมาดูสมาชิกคนอื่นคุยกันอย่างคึกคัก เธอได้ยินเสียงเขาเตือนรุ่นน้อง “อย่าแอบเอาขนมมากินในคลังหนังสือ เดี๋ยวโดนบรรณารักษ์ดุมากกว่าโดนผมแน่” ทุกคนหัวเราะ นทีหันมามองพลอย ท่าทีเขาพยายามเข้าหาแต่ไม่กล้าจู่โจมตรง ๆ พลอยแสร้งทำเป็นยุ่ง
เย็นวันนั้น พลอยนั่งรอฝนซาใต้ชายคา หูฟังอุดแน่นด้วยเสียงเปียโนจากแอปมือถือ ใจลอยไปถึงอดีต เธอเห็นใครบางคนเดินมา นทีถือร่มสีฟ้า เดินเข้ามาแบบไม่กลัวเปียก
“กลับหรือยัง?” เขาถาม
“ยัง มีงานอีดหนึ่งบทที่ต้องแก้” พลอยตอบเรียบ ๆ
“งั้นเดี๋ยวรอด้วยกันนะ ขอพักขาแป๊บ” นทีทิ้งตัวลงข้าง ๆ เงียบพักใหญ่มีแค่เสียงฝน น้ำคลอในร่องเส้นผมทั้งสอง
นทีหยิบขวดน้ำขึ้นมากระดก ก่อนพูดเหมือนไม่ได้ตั้งใจ “ชอบฝนเหรอ?”
“ก็เฉย ๆ” พลอยเลี่ยงสายตา มือยังไม่หยุดจด
“เราไม่ค่อยชอบ ความเปียกไปหมด”
“บางทีมันทำให้รู้สึกเบาตัว” เธอเงยหน้าชั่ววินาที ก่อนจิ้มมือถือฟังเพลงต่อ
ผ่านไปอีกอาทิตย์ ในงานนิทรรศการ ชมรมวรรณกรรมพลุกพล่านไปด้วยเสียงหัวเราะและกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ พลอยกับนทีเดินชนกันตรงมุมแขวนภาพพลอยโดยไม่ตั้งใจ
“ขอโทษ ๆ ไม่เห็นจริง ๆ” นทีรีบหลบให้ พลอยยิ้มจาง ๆ เก็บความประหม่าหลังมือของทั้งสองแค่สัมผัสกันแวบหนึ่ง
ค่ำคืนนั้น นทีนั่งข้าง ๆ พลอยระหว่างช่วยตรวจงาน เขาส่งช็อกโกแลตแท่งหนึ่งมาให้
“ขอบใจนะ”
“อย่าเงียบสิ เราไม่ได้อยู่กับหนังสืออย่างเดียวได้หรอก” เสียงเขากึ่งขำกึ่งจริงจัง พลอยเงียบ เขามองหน้าเธอ
“เรารู้ว่าไม่ใช่คนเข้าหาคนเก่ง แต่บางที—” เขาพูดแค่นั้น แล้วเอ่ยปากใหม่ “ช่างเถอะ”
แสงไฟนอกรั้วมหาวิทยาลัยพร่าเหลือง พลอยเดินคนเดียวหลังงาน นทีเดินตามมาเงียบ ๆ
“ขอเดินเป็นเพื่อนได้ไหม… ไม่ต้องกลัวนะ เราไม่กัด”
พลอยหัวเราะออกมาเล็ก ๆ “ไม่กลัว แต่พ่อฉันเคยบอกว่าอย่าไว้ใจคนแปลกหน้า”
“หวังว่าอีกไม่นานเราจะไม่ใช่”
วันต่อมา พลอยเดินเรื่องนิยายประจำชมรม เสนอสั้น ๆ ขณะทุกคนวิจารณ์เงียบ ๆ
“นี่จริงเหรอ ตัวละครนายเอกตัดใจง่ายขนาดนั้น?” รุ่นน้องคนหนึ่งถาม
“คนเรามีเหตุผลซ่อนอยู่เสมอ” พลอยตอบเสียงเรียบแต่แน่วแน่ นทีฟังแล้วพยักหน้าช้า ๆ
หลังการประชุม นทีเอ่ยขึ้น “เราชอบที่เธอเขียนตรงนั้น”
“ตรงไหน”
“ตรงที่ตัวละครเลือกเจ็บดีกว่าหลอกตัวเอง”
“คนบางคนไม่เคยมีทางเลือกหรอกนที” พลอยพูดพลางมองออกไปทางหน้าต่าง
เวลาเปลี่ยน พลอยกับนทีค่อย ๆ ใกล้กันมากขึ้น ทว่ามีบางอย่างเหมือนจะกั้นไว้ เสน่ห์ของรอยยิ้มเขาไม่เคยข้ามกำแพงในใจเธอได้
ในเย็นวันหนึ่ง ขณะช่วยกันเย็บสมุดทำมือ พลอยทำเข็มตำ นทีคว้ามือเธอโดยไม่คิด
“เลือดออกเยอะเลย เจ็บไหม”
“นิดหน่อย ไม่เป็นไร” เขามองมือเธอนานเกินควร จนพลอยชักมือกลับ ใจเต้นแรงอย่างประหลาด แต่แววตาก็ยังสับสน
“เธอไม่ไว้ใจเราเลยใช่ไหม” นทีถามเบา ๆ
พลอยนิ่ง น้ำเสียงเธอแผ่ว “ฉันมีเรื่องที่ไม่อยากพูดถึง”
“เรารอได้นะ ไม่ว่าอะไร” เขาเปลี่ยนเรื่องทันที รอยยิ้มขืน ๆ ปกปิดความสงสัยภายในใจ
เวลาก้าวเดินต่อไปด้วยความละมุนขลุกขลัก พลอยเริ่มเปิดใจทีละน้อย เธอส่งข้อความในแชทกลุ่มชมรมบ่อยขึ้น หัวเราะกับมุกตลกแป๊กของนที เมื่อเขาเมาธ์เรื่องที่บ้านหรือบ่นการบ้านมหาโหด พลอยก็ขำบางครั้ง หรือแค่ส่งสติกเกอร์ยิ้มให้แบบเขิน ๆ
จนวันหนึ่ง หลังสอบกลางภาค พลอยได้รับโทรศัพท์จากแม่ เสียงฝั่งนั้นสั่นไหว “พ่อเธอล้มป่วยอีกรอบ คืนนี้กลับได้ไหมลูก”
พลอยนั่งรถกลับต่างจังหวัดในคืนที่ฝนตก เธอทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง นทีเห็นเธอหายไป ไม่เข้าใจ หัวใจเขาหงุดหงิด ฟุ้งซ่านโดยไม่กล้าถามหาคำตอบ จึงได้แต่นั่งตัดต่อวีดีโอโปรโมตชมรม ท่ามกลางความว่างเปล่า
เช้าวันหนึ่ง เฟสบุ๊คของชมรมถูกแท็กด้วยโพสต์ของพลอย—ภาพถ่ายวิวทุ่งนา กับแคปชั่น “ขอพักใจซักหน่อย” ทุกคนส่งกำลังใจพลางถามเรื่องงาน นทีแค่กดถูกใจ ไม่กล้าทักมากกว่านั้น
หลายสัปดาห์ผ่านไป พลอยกลับมา มองเห็นโต๊ะทำงาน และหนังสือเก่าที่มีป้ายชื่อ “นที” วางใต้ไฟสลัว
ตอนเย็น นทีเดินเข้ามา วางกุญแจห้องชมรมตรงหน้าเธอ
“เป็นไงบ้าง”
“พ่อดีขึ้นแล้ว ขอบใจนะ”
เงียบ ว่างเปล่า
“ขอโทษที่เมื่อก่อนไม่ได้บอกอะไรเธอเลย” พลอยพูดเบา ๆ
“เธอไม่จำเป็นต้องเล่าให้เรา เรา—แค่ไม่ชอบเวลาหายไปเฉย ๆ” นทีหลบดวงตา
พลอยมองเขานิ่ง “เราชินกับการขาดหายของใครบางคน เลยคิดว่าไม่เป็นไรถ้าจะชินอีก”
นทียิ้มเศร้า “บางทีเราก็กลัวเสียคนเหมือนกัน แค่ปกติจะทำเป็นขำกลบไว้”
“เรากลัวเหมือนกัน กลัวว่าถ้าไว้ใจใครแล้วเจ็บซ้ำอีก”
เงียบอีกครั้ง เสียงลมพลิ้วผ่านหน้าต่าง
วันหนึ่งในช่วงฤดูฝนพลอยกับนทีต้องทำงานกลุ่มด้วยกัน สารพัดบทสนทนาและความใกล้ชิดทำให้ช่องว่างค่อย ๆ เล็กลง นทีเล่าเรื่องครอบครัวของเขา ทั้งความล้มเหลวและความผิดพลาดในอดีต พลอยเริ่มรับฟังแม้บางทีจะหันหน้าหนีเพื่อซ่อนน้ำตา
คืนหนึ่งระหว่างเดินกลับหอพัก พลอยตั้งคำถาม “นที เคยกลัวอะไรที่สุดไหม”
“กลัวว่าคนที่เรารักจะไม่เห็นหัวใจเรา”
“เรากลัวมองเห็นตัวเองในอดีต แล้วเอาความผิดนั้นไปตัดสินอนาคต” เธอพูดค่อย ๆ สองมือกำสายกระเป๋าไว้แน่น
“ทุกคนมีอดีต—แต่ตอนนี้เรายังมีโอกาสเลือกอยู่”
พลอยยิ้มเศร้า
ในงานวันเกิดเพื่อนร่วมชมรม บรรยากาศเฮฮาเต็มไปด้วยไฟสีสวย นทีแอบมองพลอยเต้นรำกับเพื่อน พลอยเผลอสบตาเขา ทว่าก็เดินเลี่ยงไปเข้าห้องน้ำ ระหว่างล้างมือ พลอยยืนนิ่งนาน น้ำตาเอ่อขึ้นโดยไร้เสียง เธอมองเงาตัวเองในกระจก เหมือนอยากถามว่าพร้อมไหมที่จะรักใครใหม่
ปลายค่ำนั้น พลอยออกมายืนหน้าร้านเค้ก นทีเดินเข้ามายืนข้าง ๆ ทั้งสองจ้องพื้น ไม่พูดอะไรอยู่นาน
“เหนื่อยไหม?” เขาถาม
เธอพยักหน้า
“ทุกอย่างจะโอเคนะ”
“เราไม่แน่ใจ” พลอยตอบตรง ๆ เสียงแทบไม่ออก
“งั้นขออยู่ข้าง ๆ ได้ไหม เผื่อวันไหนพร้อม”
สายตาเขาจริงจังเกินคาด พลอยสั่นเบา ๆ แต่พยักหน้า
หลังจากนั้น พลอยกับนทีห่างกันไปพักหนึ่ง ด้วยภาระสอบและเรื่องครอบครัว นทีคิดถึงแต่ไม่กล้าทัก เธอเองก็รอว่าอีกฝ่ายจะเริ่มก่อน สถานการณ์แขวนอยู่กลางอากาศแบบนั้นอยู่หลายสัปดาห์
มีข่าวลือในชมรมว่าพลอยได้ทุนไปเรียนต่อเมืองนอก นทีหน้าชา เขาเสแสร้งไม่รู้สึกลึก ๆ จึงเข้าห้องสมุดบ่อยขึ้น หลีกเลี่ยงสายตาเพื่อนฝูง
ในวันที่ข่าวชัดเจน พลอยมานั่งรอที่ลานแฟลตมหาวิทยาลัย นทีเดินมาเจอโดยบังเอิญ ต่างเงียบ ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร
“ขอคุยด้วยได้ไหม” พลอยพูดก่อน เสียงเอื่อย ๆ
“ที่ชมรมก็ว่าง” นทีสวนเสียงเรียบ
“ไม่ใช่เรื่องชมรมหรอก เราจะไปแลกเปลี่ยนปีนึง” พลอยมองตรง นทีใจหายวาบ
“ยินดีด้วยนะ…”
“เรายังไม่แน่ใจเลยว่าควรไปไหม”
“มันคือฝันของเธอไม่ใช่เหรอ” น้ำเสียงลั่น ชัดเจนว่ากำลังอัดอั้น
“ใช่ แต่ก็กลัวว่าถ้ากลับมา ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม”
“แล้วอยากให้เหมือนเดิมอยู่เหรอ”
พลอยนิ่ง “เราไม่รู้ เราเคยผิด ชีวิตมันไม่เคยง่ายเลยนที”
เขาเงียบ สายตาละห้อย ดูเหมือนจะเข้าใจ
ผ่านวันสอบสุดท้าย นทีส่งข้อความไป “ขอโทษสำหรับวันที่พูดแรงไป”
พลอยตอบ “เราเองก็ขอโทษ มัวแต่กลัวจนไม่กล้าลอง”
จุดเปลี่ยนคือคืนฝนตกไฟดับ พลอยติดอยู่ในหอพัก ไฟฉายจากโทรศัพท์ไม่สว่างพอ เธอนั่งกอดเข่าคนเดียวจนได้ยินเสียงเคาะประตูเบา ๆ เปิดออกมาเจอนทีถือร่มกับเทียนไข
“กลัวฟ้าผ่าเหรอ?” เขาถาม
“กลัวความมืดมากกว่า” พลอยหัวเราะน้ำตาซึม
นทีนั่งข้าง ๆ ทั้งห้องสว่างด้วยแสงเทียน
“ทำไมถึงกล้าเดินมาตอนนี้ นี่มันกลางคืนเลยนะ”
“เพราะรู้ว่าเธอคงนั่งร้องไห้อยู่”—เขาหัวเราะเศร้า ๆ “แต่จริง ๆ คือตัวเองก็กลัวเหมือนกัน ขอมาอยู่ด้วยเลยง่ายกว่า”
เงียบไปนาน
“พรุ่งนี้จะตัดสินใจยังไง” นทีถาม
“ยังไม่แน่ใจ แค่เห็นว่ามีคนนั่งข้าง ๆ แบบนี้ ก็ดีแล้ว”
“ถ้าไป กลับมาแล้วอย่าหายไปอีกนะ”
“เราจะพยายาม”
ผ่านความใกล้ไกลและความหวาดกลัว พลอยเดินเข้าหาอดีตของตนเองอย่างเข้าใจมากขึ้น นทีเองก็เรียนรู้จะพูดจริงจังโดยไม่ปกปิดอารมณ์อีกต่อไป
เช้าวันเดินทาง พลอยลากกระเป๋ามาพร้อมพ่อแม่ นทียืนรอฝั่งตรงข้ามสถานี ขี้เกียจจะโบกมือแต่กลับเดินข้ามมาอย่างเร็ว ตอนสายตาทั้งคู่เจอกัน ต่างยิ้มเหมือนได้รับอนุญาตใหม่
“ไว้เราจะส่งรูปไปบ่อย ๆ นะ” เธอพูด
“ตกลง ห้ามลืมเราเด็ดขาด” เขาหยอก
พลอยยิ้ม น้ำตาเอ่อ “ขอบใจที่เป็นเพื่อนที่ดี ขอบใจที่กล้าลองอีกที”
“เธอไม่ใช่แค่เพื่อนของเราแล้วนะ” นทีพูดเบา ๆ
“แต่ก็ใช่แหละ…เพราะเราก็รักเหมือนกัน”
สายฝนเริ่มลงเม็ด พลอยดึงร่มแบ่งกัน นทีเอื้อมมือจับมือเธอเอาไว้ – เป็นครั้งแรกที่ไร้กำแพง ไม่มีความกลัว มีแค่จังหวะหัวใจที่ตรงกันในฝนซึมจาง ๆ
และลมหายใจใหม่ก็เริ่มขึ้นในวันที่ต่างคนต่างกล้าเสี่ยง