เงาในห้องเก็บของ
เสียงลมแรงหอบเอากลิ่นอับของดินแฉะกับใบไม้เน่าโชยเข้ามาตามช่องหน้าต่างไม้เก่าของบ้านหลังใหญ่กลางทุ่งนา ‘อิฐ’ ยืนอยู่หน้าประตูบ้าน ท่ามกลางความเงียบงันของเย็นวันเสาร์ สายตาของเขาวูบไหวคล้ายลังเล ‘มิ้น’ เพื่อนสนิทสาวผมหยิกกำลังลากกระเป๋าเดินทางใบเล็ก ฝืนยิ้มให้กับอิฐที่ยืนนิ่ง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“บ้านนี้…ยังเหมือนเดิมหมดเลยเหรออิฐ” มิ้นถามเสียงแผ่วขณะมองบานประตูไม้ซึ่งสีถลอกจนเห็นเนื้อไม้ซีด
อิฐหันมามอง สบนัยน์ตาว่างเปล่าของมิ้นสักพัก ก่อนพยักหน้า “ไม่ค่อยมีใครเข้ามา…หลังแม่เสียก็ไม่มีใครมาอยู่แล้ว”
‘เต้’ เดินตามหลัง หิ้วเป้ใบโตมาด้วยสีหน้ากระตุกตื่นเต้น เขาเป่าลมออกแรง ๆ เหมือนจะไล่ความรู้สึกประหลาดออกจากอก “เออ บ้านเก่าแบบนี้อะนะ…สวยดีออก ดูมีอะไร”
‘ข้าว’ เดินเงียบ ๆ ปิดท้ายกลุ่ม ใบหน้าสงบแต่แฝงความเครียด เธอไม่พูดอะไร เพียงแต่จ้องมองผนังไม้ที่มีรอยเปื้อนบางอย่างคล้ายคราบน้ำตา
เสียงไม้ลั่นกร๊อบยามอิฐไขกุญแจเปิดประตู พวกเขาเดินเข้าไป บ้านทั้งหลังเย็นชื้น มีกลิ่นฝุ่นเก่า ๆ ลอยอยู่ทั่ว ‘ข้าว’ มองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง ก่อนหยุดที่ประตูบานหนึ่งซึ่งปิดสนิท
“นั่นห้องอะไร” เต้ถาม
อิฐเลี่ยงไม่ตอบทันที ก่อนจะเอ่ยเสียงเคร่งขรึม “ห้องเก็บของ…แม่ไม่ให้เข้า”
ทุกคนต่างมองหน้ากันอย่างไม่สบายใจ
คืนนั้น หลังเก็บของและจัดห้องนอนชั้นบนเสร็จ สี่คนรวมตัวในห้องรับแขก เต้ยกขวดเครื่องดื่มขึ้น “ดื่มให้แม่อิฐ…และบ้านสุดหลอนหลังนี้!”
เสียงหัวเราะฝืด ๆ ดังขึ้นแผ่ว ๆ ก่อนจะเงียบลงอย่างรวดเร็วเมื่อไฟในบ้านกระพริบสั้น ๆ
อิฐนั่งเงียบอยู่ริมหน้าต่าง สายตามองออกไปยังความมืดที่ปกคลุมทุ่งนา
“อิฐ…นายโอเคไหม” มิ้นเอื้อมมือแตะไหล่เบา ๆ
อิฐไม่ตอบ จ้องอะไรบางอย่างในความมืดนอกหน้าต่าง สักพักจึงพูดเบา ๆ “ตอนแม่อยู่…บ้านนี้ไม่เคยเงียบขนาดนี้”
เสียงเหมือนมีบางอย่างขูดเบา ๆ ที่พื้นไม้ด้านล่าง ทุกคนชะงัก เงียบฟัง
เต้กลืนน้ำลาย “แมวหรือเปล่า”
“ไม่มีแมว” ข้าวพูดขึ้นเสียงเรียบ
ความเงียบหนักอึ้งกลับมาอีกครั้ง
ในคืนนั้นเอง อิฐสะดุ้งตื่นเพราะเสียงบางอย่างคล้ายคนเดินลากเท้าช้า ๆ อยู่หน้าห้องนอน เขาแน่นิ่งอยู่นาน ลมหายใจขาดห้วง ก่อนกล้าที่จะลุกขึ้นเดินไปที่ประตู บิดลูกบิดอย่างแผ่วเบา
นอกห้อง เป็นทางเดินมืดว่างเปล่า เสียงเงียบสนิท มีเพียงลมลอดหน้าต่างแคบ ๆ เข้ามากระทบ
อิฐกำมือแน่น เดินช้า ๆ ไปจนถึงบันไดบ้าน เงาเงียบงันทาบลงบนผนังไม้ เขาก้มลงดู เห็นเพียงเงาของตนเองกับบันไดว่างเปล่า
จู่ ๆ เสียงเหมือนมีบางอย่างตกลงในห้องเก็บของด้านล่างดังแว่วมา อิฐชะงัก หัวใจเต้นแรง เขาถอยกลับเข้าห้องนอน รีบล็อกประตู
รุ่งเช้า อิฐลงมาชั้นล่าง เห็นข้าวกำลังยืนนิ่งอยู่หน้าห้องเก็บของ
“เมื่อคืน…มีเสียงอะไรในนี้รึเปล่า” ข้าวถามเบา ๆ
อิฐลังเลก่อนตอบ “…ไม่แน่ใจ”
มิ้นเดินตามลงมา มองสองคนสลับกัน “ฉันฝันว่ามีคนร้องไห้ในบ้านนี้…แต่เหมือนเสียงมาจากที่ลึกมาก ไม่ใช่ห้องนอน ไม่ใช่ห้องน้ำ…”
ทุกคนเงียบ ไม่มีใครกล้าพูดว่ารู้สึกเหมือนกัน
ข้าวลูบที่ลูกบิดประตูห้องเก็บของเบา ๆ “ลองเปิดดูไหม”
อิฐส่ายหน้า “แม่บอกว่าห้ามเด็ดขาด”
เสียงลมหอบหนึ่งรุนแรงผ่านมาทางหน้าต่าง ทุกคนสะดุ้งกับเสียงกระจกสั่น
เต้เดินลงมาช้า ๆ เห็นบรรยากาศตึงเครียด “ทำไมต้องกลัวขนาดนั้นด้วยล่ะ…บ้านเก่า ๆ ก็ต้องมีเสียงแปลกบ้างสิ”
ข้าวเม้มปากแน่น “นายไม่ได้โตที่นี่…นายไม่รู้ว่าเวลาบ้านเงียบ มันเงียบเกินไป”
เสียงพูดของข้าวทำให้บรรยากาศอึดอัดหนักขึ้น ทุกคนต่างแยกย้ายไปทำความสะอาดบ้านโดยไม่พูดอะไรต่อ
ช่วงบ่าย หลังรับประทานอาหาร เต้อาสาเข้าไปเก็บของในครัว ขณะที่เขากำลังหยิบกล่องเก็บของเหนือตู้ เยื่อแมงมุมหนาเตอะร่วงลงพร้อมเศษกระดาษบางส่วน เต้หยิบขึ้นมาอ่าน เป็นจดหมายเก่า ๆ มีลายมือสั่น ๆ เขียนด้วยหมึกซีด
เขาเดินเอามาให้อิฐ “นี่ของแม่นายเหรอ”
อิฐรับมา จ้องอยู่นานก่อนจะเปิดอ่าน เสียงอิฐแผ่วสั่น “ถ้าเธออ่านจดหมายฉบับนี้…แปลว่าฉันไม่รอดแล้ว”
มิ้นขยับเข้ามาใกล้ “อะไรนะ…แม่ทิ้งจดหมายลาตายเหรอ”
อิฐส่ายหน้า ถอนหายใจลึก “ไม่ใช่…แม่เตือนอะไรบางอย่าง”
ข้าวเดินมาอ่านด้วยดวงตากังวล “มีบอกไหม ว่าให้ระวังอะไร”
อิฐนิ่งไปนาน ก่อนพูดเบา ๆ “…บอกว่าอย่าเปิดประตูห้องเก็บของเด็ดขาด”
ในคืนวันนั้น ความเงียบในบ้านหนักหน่วงยิ่งขึ้น ท่ามกลางเสียงลม เสียงขูดและเสียงแว่วที่คล้ายคนเดิน ทุกคนเริ่มฝันร้าย วูบวาบด้วยความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองจากเงามืดมุมห้อง
มิ้นเดินลงมาในเวลากลางดึก เธอได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาจากหน้าห้องเก็บของ เสียงที่ฟังแล้วเย็นยะเยือกจนขนลุก เธอยืนนิ่งฟังอยู่หลายนาที ก่อนตัดสินใจเดินกลับขึ้นห้อง
เช้าวันถัดมา ทุกคนดูซีดเซียว ใต้ตาคล้ำคล้ายคนนอนไม่พอ อิฐนั่งกุมขมับ ข้าวเอามือแตะไหล่เบา ๆ
“เราจะอยู่ที่นี่อีกกี่วัน” ข้าวถามเบา ๆ
อิฐพยายามยิ้มให้ แต่สายตาเต็มไปด้วยความกังวล “จนกว่าจะเก็บของเสร็จ…เราไม่มีทางเลือก”
เต้หันหน้าหลบ กัดริมฝีปาก “เมื่อคืนฉันได้ยินเสียงร้องไห้ที่บันได…แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลย”
ความอึดอัดในกลุ่มเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
วันต่อมา เต้เดินหายไปในช่วงบ่าย ทุกคนช่วยกันตามหา สุดท้ายเจอเขานั่งกอดเข่าหน้าห้องเก็บของ ใบหน้าซีดเผือด
“มีอะไร” มิ้นถามเบา ๆ
เต้สั่นหัวน้ำตาคลอ “ฉันเห็นเงาข้างใน…เหมือนมีคนยืนอยู่ตรงนั้น ไม่มีหน้า ไม่มีเสียง แต่ฉันรู้ว่ามีใครอยู่”
มิ้นลูบหลังเต้เบา ๆ ข้าวพึมพำ “เราน่าจะออกไปจากที่นี่…”
อิฐส่ายหน้า “ฉันยังไปไม่ได้…ยังมีของแม่ที่ฉันต้องจัดการ ถ้าเราทิ้งไว้ทุกอย่างก็จะเหมือนเดิม ไม่มีใครกล้าเข้ามาอีก”
ทุกคนเงียบ ต่างรู้ว่าพวกเขาติดกับดักในบ้านหลังนี้แล้ว
คืนนั้นเอง ทุกคนได้ยินเสียงประตูห้องเก็บของดังแอ๊ดขึ้นเอง เสียงเงียบวังเวง ก่อนจะมีเสียงกระซิบแผ่ว ๆ วนไปทั่วบ้าน แต่ไม่มีใครกล้าออกจากห้อง
รุ่งเช้า อิฐพบว่าประตูห้องเก็บของแง้มออกเล็กน้อย เขารวบรวมความกล้าคลานเข้าไปดู เห็นข้าวยืนอยู่ในเงามืดภายใน
“ทำอะไรในนั้น” อิฐถามเสียงสั่น
ข้าวหันมา ดวงตาแดงก่ำ “บางอย่างต้องถูกเจอ…ไม่งั้นมันจะตามเราไปทุกที่”
อิฐดึงข้าวออกมา ข้าวร้องไห้สะอึกสะอื้น มิ้นกับเต้เดินเข้ามาล้อม
เต้ถามเสียงแผ่ว “ข้าวเห็นอะไร”
ข้าวมองทุกคน เหมือนลังเลระหว่างจะพูดหรือไม่พูด “ฉันฝันถึงบ้านนี้ตั้งแต่เด็ก ทั้งที่ไม่เคยมา ฉันเห็นแม่อิฐกับคนอีกคนอยู่ในห้องนี้…ร้องไห้ ขอให้ใครสักคนให้อภัย”
อิฐหน้าซีดเผือด พึมพำ “แม่…กับใครอีกคน?”
ข้าวพยักหน้า “ใช่…แต่ฉันไม่เห็นหน้า”
บ่ายวันนั้น มิ้นเดินออกไปเก็บผ้า เจอเศษผ้าขาวบางหล่นอยู่ข้างรั้ว เธอหยิบดู พบว่ามีรอยช้ำคล้ายรอยนิ้วมือบีบแน่น เธอรีบวิ่งกลับเข้าบ้าน
ตอนกลางคืน ฝนตกหนัก เสียงฟ้าร้องดังสนั่น บ้านทั้งหลังสั่นสะเทือน มิ้นกับเต้และข้าวนั่งเบียดกันแน่นในห้องรับแขก อิฐเดินวนไปมาอย่างกระสับกระส่าย
“เราจะไม่รอจนถึงเช้าแล้วใช่ไหม” เต้ถาม
อิฐหยุดเดิน พึมพำเสียงแผ่ว “เราอยู่ที่นี่ไม่ได้ถ้าไม่รู้ความจริง…มันจะไม่จบ”
ข้าวพึมพำ “ถ้าอย่างนั้นต้องถามคนที่รู้…”
อิฐลังเล สุดท้ายเดินไปหยิบกล่องเก็บของแม่ขึ้นมา เปิดดูทีละชิ้น พบสมุดบันทึกเก่า ๆ ปกขาดรุ่งริ่ง
นิ้วอิฐไล่ไปตามตัวอักษร เขาอ่านออกเสียง “มีบางอย่างผิดพลาด ฉันขอโทษ…ขอโทษจริง ๆ ฉันรู้ว่าการปิดไว้ไม่ใช่วิธีแก้ ฉันกลัวมาก กลัวว่าเขาจะกลับมา…”
ฝนยังคงกระหน่ำ เสียงฟ้าร้องกลบเสียงหายใจของทุกคน
จู่ ๆ ไฟบ้านดับ ทุกอย่างตกอยู่ในความมืด มีเพียงแสงฟ้าผ่าที่วูบวาบเป็นระยะ ๆ
เต้กระซิบ “มีใครเห็นเงานั่นไหม…ที่ข้างผนัง”
ทุกคนหันไปมอง เห็นเงาดำสูงใหญ่ทาบอยู่บนผนังด้านในห้องรับแขก เงานั้นขยับได้เองช้า ๆ เหมือนกำลังมองดูพวกเขา
มิ้นสะอื้นเสียงสั่น “มันคืออะไร…”
อิฐกลืนน้ำลาย พยายามตั้งสติ “แม่เคยพูดว่าห้ามทวงถามอดีตในบ้านนี้เด็ดขาด…”
ข้าวพึมพำ “แต่ถ้าไม่รู้ เราจะไม่มีวันหนีออกไปได้”
ทันใดนั้น เสียงเดินลากเท้าดังขึ้นจากทางเดินชั้นบน ราวกับมีใครบางคนเดินวนอยู่ในบ้าน ทุกคนกอดกันแน่น สายตาจับจ้องไปยังเงาที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
เต้ร้องลั่น “มันลงมาแล้ว!”
เสียงประตูห้องเก็บของเปิดอ้ากว้าง ลมเยือกเย็นโหมกระหน่ำเข้ามา พาทุกอย่างในบ้านลอยกระจัดกระจาย สมุดบันทึกของแม่เปิดเผยหน้าสุดท้าย
อิฐคว้าสมุดมาอ่าน เสียงสั่นเครือ “ฉันฆ่าเขาเอง…ฉันขังเขาไว้ที่นี่ เขาไม่เคยได้ออกไป ฉันขอโทษ…ถ้าเธอเห็นเงานั้น จงให้อภัยเขา อย่าเกลียดแม่เลย”
เสียงร้องไห้กรีดร้าวดังขึ้นทั่วบ้าน เงาดำนั้นกระโจนเข้าหาทุกคน ทุกอย่างวูบดับในความมืดสนิท
รุ่งเช้า ฝนหยุดตก บ้านหลังนั้นสงบเงียบ มิ้น เต้ และข้าวตื่นขึ้นมากองรวมกันตรงพื้นห้องรับแขก ไม่มีใครพูดอะไร ทุกคนจ้องหน้ากันอย่างหวาดกลัว
อิฐลุกขึ้นช้า ๆ เดินไปที่ห้องเก็บของ เห็นประตูเปิดอ้ากว้าง เงามืดในห้องหายไป มีเพียงแสงแดดอ่อน ๆ ส่องเข้ามาแทน
อิฐยืนอยู่หน้าห้องเงียบงัน น้ำตาไหลช้า ๆ เขาพึมพำเบา ๆ “แม่…ผมให้อภัยแม่แล้ว”
ทั้งสี่คนเดินออกจากบ้าน ทิ้งความลับและเงาในอดีตไว้เบื้องหลัง
แต่ในความเงียบงันของห้องเก็บของ เงาวูบหนึ่งยังคงขยับเพียงแผ่วเบา…เหมือนกำลังรอคอยการให้อภัยจากใครอีกคน