เงาสะท้อนแห่งบ้านร้าง
เสียงลมเย็นเฉียดผ่านต้นยางใหญ่ริมหมู่บ้านอันห่างไกลจากความเจริญ ไฟถนนดวงสุดท้ายส่องไกลถึงแค่ปากซอย หลังกิ่งไม้ไหวเบาๆ คือบ้านเก่าอายุเกินหกสิบปี ที่ไม่มีใครกล้าเหยียบย่างเข้าไปนานนับสิบปี
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แน่ใจนะว่าอยากเข้าไปจริงๆ” เสียงของเพชรดังขึ้นในความเงียบ ต่ำและสั่นไหว เขาลูบกลุ่มผมยุ่งของตัวเองอย่างประหม่า สายตาเหลือบไปที่สามเพื่อนร่วมชะตา—บิว เด็กหนุ่มหน้าตาคมเข้มแต่สายตาว่างเปล่า มิ้นท์ สาวผมสั้นที่ทำท่าไม่กลัวใครแต่เงียบผิดปกติ และแตน เด็กสาวตัวเล็กที่ชอบหัวเราะ แต่เวลานี้ริมฝีปากเธอซีดขาวและเม้มแน่น
“พี่เราไม่ได้หายไปที่นี่หรอกเหรอ ถ้าไม่เข้า ก็ไม่รู้อะไรเลย” บิวพูดช้าๆ ก่อนจะกลั้นใจผลักประตูไม้เสียงดังเอี๊ยดๆ กลิ่นอับชื้นและกลิ่นเหม็นเปรี้ยวราวกับมีอะไรตายอยู่ข้างในพุ่งเข้าจมูกทุกคน
ไฟฉายในมือเพชรสั่นไหว ทุกย่างก้าวบนพื้นกระดานไม้ผุเปรอะเปื้อนฝุ่นเก่าๆ คล้ายเสียงกระซิบร้องทักดังแผ่วจากมุมห้อง ม่านผ้าสีเทาหยาบๆ คลุมกระจกเงาโบราณที่ตั้งอยู่กลางห้องรับแขก
แตนหลุดเสียงถามเสียงเบา “ได้ยินไหม?”
ทุกคนหยุดนิ่ง ฟังเสียงบางอย่างคล้ายเสียงเล็บขูดประตู
มิ้นท์สะบัดไฟฉายไปทางมุมมืด เจอเพียงเก้าอี้โยกเก่าๆ ที่โยกเองช้าๆ เพชรกลืนน้ำลาย ฝืนยิ้ม “ไม่มีอะไรหรอก มันแค่ลม…”
“ถ้าลมจริง มันต้องพัดหน้าต่าง…” บิวพูดค้าง แสงไฟฉายจับไปเห็นหน้าต่างปิดสนิททุกบาน
เสียงฝีเท้าสามคนเดินชิดกันไปตามทางเดินแคบๆ กลิ่นเหม็นอับแรงขึ้นเรื่อยๆ เพชรแอบเหล่มองกระจกบานใหญ่ เห็นเงาคล้ายคนยืนซ้อนหลังทั้งที่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
“พี่บิว เห็นมั้ย เงาในกระจกมันมีสี่คน…” แตนขึ้นเสียงโดยไม่ทันตั้งใจ
บิวยิ้มเจื่อน “ก็เรากันเองไง”
“แต่…เรามีสี่คน เงาควรมีสี่ แต่ฉันนับได้ห้า” มิ้นท์กระซิบ แสงไฟฉายสะท้อนหน้าต่างกระจก เงาที่ห้าไหววูบเหมือนจะยิ้ม
บิวเดินนำสำรวจห้องครัว เก้าอี้ไม้หักวางกองกับเศษจานแตก เพชรเดินมองพื้นอย่างระวัง กลัวเหยียบเศษแก้ว
“ใครตะโกน?” เสียงแตนถามขึ้นอย่างตื่นตระหนก ทุกคนหยุดชะงัก เสียงเงียบว่างเปล่า
อยู่ดีๆ ประตูห้องชั้นบนดังปังเหมือนมีคนกระแทกจากข้างใน ทุกคนสบตากันอย่างลังเลใจ
มิ้นท์หันไปกระซิบ “กลับกันดีมั้ย…”
“ไม่ได้ พี่ฉันอาจอยู่ข้างบน” บิวกัดฟัน ตัดสินใจวิ่งขึ้นบันได ฝุ่นคละคลุ้งตามแรงเท้า
บันไดไม้ร้องครวญครางทุกย่างก้าว เพชรตามขึ้นไปติดๆ ใจเต้นแรงจนแทบไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง มิ้นท์กับแตนลังเลแต่ก็เดินตามหลังมา
ชั้นบนมืดสนิท มีเพียงแสงไฟฉายวาดแสงเป็นเส้นยาว กระจกเงาตั้งพิงกำแพงตรงปลายทางเดิน เงาสะท้อนมีรูปร่างบิดเบี้ยวเกินกว่ามนุษย์
“เงานั้น…มันทำไม?” มิ้นท์พูดเสียงเบาแทบไม่ได้ยิน
เพชรกลั้นหายใจ เดินไปแตะมือกับกระจก ทันใดนั้น หน้าว่างเปล่าที่สะท้อนในกระจกแสยะยิ้มกว้างผิดธรรมชาติ ทุกคนผงะถอยหลังพร้อมกัน
แตนร้องไห้เสียงแผ่วๆ ราวกับเด็กเล็ก “เราไม่ควรเข้ามา…”
บิวเดินนำไปเปิดประตูห้องด้านในสุด กลิ่นแรงขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก ข้างในมีเพียงผ้าขาวม้าสีซีดและกระเป๋าเป้เก่าๆ ที่เขาจำได้ว่าเป็นของพี่ชาย
“เขาเคยมาที่นี่จริง…” บิวพูดราวกับยอมรับความจริง
ทันใดนั้น เงาในกระจกเดินตามหลังทุกคน ทั้งที่ไม่มีใครขยับ มิ้นท์ทอดสายตาไปเห็นเงาอ้าปากกว้างราวกับจะร้องอะไรบางอย่าง
เสียงกรีดร้องแหลมต่ำดังแว่วในหัว ทุกคนปิดหูแต่เสียงยังคงดังก้อง
เพชรพยายามเปิดหน้าต่างแต่หน้าต่างปิดแน่นเหมือนไม่เคยเปิดมาก่อน แตนขยับตัวไปอยู่หลังมิ้นท์ น้ำตาไหลเงียบๆ
“มันออกไปไม่ได้…” มิ้นท์พูดเสียงสั่น เพชรพยายามเตะประตูแต่ประตูขยับไม่ออก ทั้งบ้านเงียบกริบไร้เสียงลมหรือแม้แต่เสียงนก
บิวนั่งลงกับพื้น มือปิดหน้า “ถ้าพี่กูตายตรงนี้…เขาจะยังอยู่ที่นี่หรือเปล่า”
เงาสะท้อนในกระจกเหมือนค่อยๆ ชัดขึ้น กลายเป็นภาพของชายหนุ่มผมยุ่งที่ดวงตาเต็มไปด้วยความเศร้า
“พี่…” บิวเอื้อมมือไปแตะกระจก น้ำตาไหล เงาในกระจกขยับปากเหมือนจะพูดแต่ไม่มีเสียง
ทันใดนั้น มือเย็นเฉียบคว้าหัวไหล่บิวจากด้านหลัง เขาหันไปเจอเพียงแตนที่ร้องไห้หนักขึ้น
เสียงกดดันเพิ่มขึ้นทีละน้อย เงาในกระจกซ้อนทับกับเงาของทั้งสี่คนจนคล้ายจะกลืนกินกัน
เพชรเดินวนรอบห้อง พยายามค้นหาอะไรบางอย่าง พลันพบเศษกระดาษเก่าท่ามกลางซากฝุ่น ปรากฏเป็นลายมือสั่นๆ
“ใครที่มองดูเงา จะถูกมันกลืนกิน หากไม่เปิดเผยความลับ”
แตนขยับตัวหลบ มองเพดานราวกับจะหลีกหนีสายตาในเงา พูดเสียงเบา “เรามีอะไรที่ยังไม่ได้บอกกันหรือเปล่า…”
มิ้นท์นิ่งงัน ไม่กล้าสบตาใคร “เรา…พาเขามาที่นี่เองวันนั้น เราไม่ได้ห้าม…”
บิวหันขวับ สีหน้าเจ็บปวด “พูดอะไรนะ!”
เสียงสายลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่านประตู เงาในกระจกแสยะยิ้มยาวขึ้น
เพชรพึมพำ “มันต้องการให้เรายอมรับอะไรบางอย่าง…”
บรรยากาศในห้องแน่นอึดอัด เงาในกระจกทวีจำนวนมากขึ้น เงาเหล่านั้นบางตนมีรอยแผล บางตนไร้หน้า
แตนพูดเสียงสั่น “วันนั้น…ฉันเห็นเขาตามบิวมา แต่ไม่กล้าบอก…กลัวมีปัญหา”
บิวหยุดนิ่ง หลั่งน้ำตา เสียงในหัวดังสนั่นเหมือนใครกำลังตะโกน
ทันใดนั้น กระจกสั่นแรง เงาไหลบิดตัวออกมาจากขอบ อย่างช้าๆ
มิ้นท์กุมมือเพชรไว้แน่น “เราต้องพูดความจริงทั้งหมด…”
เสียงในหัวของแต่ละคนกลายเป็นเสียงจริง—เสียงร้องขอชีวิต เสียงขอให้ช่วย เสียงขอโทษ
บิวตะโกน “พี่! พี่ไม่ได้ฆ่าตัวตาย พี่หนีอะไร!”
เงาในกระจกหยุดขยับ ร่างเงายืนแน่นิ่ง ก่อนจะสลายไปโดยทิ้งเงามืดไว้ตรงกลางห้อง
มิ้นท์ยอมรับ “ฉันเอาเงินพี่มาให้เขา…เขารู้ โกรธมาก วันนั้นเขาเลยเดินเข้าป่า”
เพชรพูดเบาๆ “ฉันก็รู้…แต่ไม่กล้าบอก”
แตนสะอื้น “ฉันเห็นเขาร้องไห้วันนั้น…แต่ฉันกลัวโดนต่อว่า”
บ้านทั้งหลังสั่นสะเทือน เงาในกระจกแตกเป็นเสี่ยงๆ เสียงร้องดังออกมาจากทุกทิศ
ทันใดนั้น ประตูเปิดออกเอง พายุลมเย็นซัดเข้ามา เงาสะท้อนค่อยๆ จางหาย ทุกคนทรุดลงกับพื้น
บิวนั่งนิ่ง น้ำตาไหล “ขอโทษ…ขอโทษ…”
เพชรพยุงมิ้นท์และแตนออกจากบ้าน เงาในสายตายังไม่จาง เหมือนมีใครยืนมองอยู่เสมอ
เมื่อก้าวพ้นประตูบ้าน บิวย้อนกลับไปมองกระจกที่แตก เงาครึ่งหนึ่งยังคงติดอยู่—เงานั้นยิ้มอย่างเศร้า
ทุกคนเดินออกสู่เช้าใหม่ที่ไร้เสียงนกร้องและลมสงบ เงาในใจยังติดตาม ลบไม่หาย
ไม่มีใครพูดอะไรอีก ทุกอย่างสงบนิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในเงามืดใต้ต้นยางใหญ่ ยังมีเงาสะท้อนที่เฝ้ารอใครสักคนเดินกลับมา…