เสียงก้องในช่องว่าง
เสียงกระดิ่งลมกรุ๊งกริ๊งแผ่วเบาในความเงียบเช้าตรู่ เมฆหนาทึบลอยคลุมเหนือยอดไม้สูง บ้านไม้สองชั้นหลังใหญ่ตั้งตะหง่านกลางป่าเก่าแก่ เงามืดของต้นไม้ทอดคลุมระเบียงที่ผุพังเหมือนไม่มีใครเหยียบย่ำนานนับสิบปี
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ใบเฟิร์น นักศึกษาสถาปัตยกรรมปีสี่ ก้าวลงจากรถตู้ เธอหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมามองผ่านเลนส์ เงาโครงกระดูกของบ้านเก่า ร่องรอยฝุ่นและตะไคร่น้ำที่เกาะกินตามขอบหน้าต่าง ความรู้สึกไม่สบายใจเกาะแน่นในอกแต่เธอไม่แสดงออก ใบเฟิร์นต้องได้ข้อมูลวิจัยจากที่นี่ ความกดดันจากอาจารย์และความคาดหวังในครอบครัวเป็นภาระที่เธอหนีไม่พ้น
เบียร์ เพื่อนสนิทของใบเฟิร์น สวมแว่นบาง กอดแฟ้มเอกสารไว้แน่น เขาก้าวช้า ๆ ตามมา ดวงตาไม่กล้าสบบ้านหลังนั้นเต็ม ๆ “เฮ้ย…มันดูหลอนว่ะ” เบียร์กระซิบเสียงสั่น
บีม หญิงสาวผิวคล้ำ ท่าทางแข็งกระด้างแต่แววตาเจือความไม่มั่นใจ ควักมือถือออกมาถ่ายสตอรี่ลงโซเชียลเหมือนกลบเกลื่อนความกลัว “บ้านเก่าเอง จะอะไรนักหนา” เธอพูดกลั้วหัวเราะ แต่รอยยิ้มฝืน ๆ นั้นดูแปลกในสายตาเพื่อน ๆ
เจ เพื่อนชายท่าทางเงียบขรึมเดินนำขึ้นบันไดไม้เสียงเอี๊ยดอ๊าด เขาแทบไม่พูดกับใครเลยตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯ ใบหน้าเขาขาวซีด ดวงตาลึกเหมือนคนอดนอน เจหยุดมองกลอนประตูเก่า ๆ ที่ลายแกะสลักเป็นรูปวงกลมซ้อนกัน
กลุ่มเพื่อนห้าคนสุดท้ายคือโม นักศึกษาปีต่ำกว่าเพื่อน ๆ เขาถูกลากมาด้วยในฐานะคนขับรถ มือไม้สั่นเล็กน้อยเมื่อจับกุญแจประตู โมไม่พูดอะไร นอกจากถอนหายใจแล้วเดินตามเพื่อน ๆ เข้าไป
ประตูบ้านเปิดออกช้า ๆ เสียงบานพับเก่าครางเบา ๆ อากาศเย็นเฉียบแทรกเข้ามาในทันที กลิ่นอับชื้นและกลิ่นไม้เก่าปะทะหน้า พวกเขาค่อย ๆ ก้าวเข้าไปในห้องโถงขนาดใหญ่ แสงแดดลอดผ่านม่านฝุ่นบนกระจก เงาของทุกคนสะท้อนบนพื้นไม้เป็นเส้นแปลกตา
ใบเฟิร์นเดินวนสำรวจรอยจารึกบนเสาไม้ หน้าต่างบางบานมีรอยเล็บขูดขีดเหมือนใครหรืออะไรกำลังพยายามจะออกจากข้างในเงามืด เธอถ่ายรูปเงียบ ๆ เบียร์เดินตามถ่ายโน้ตลงสมุด บีมเดินไปเปิดตู้กับข้าวเก่า ๆ เจหยุดยืนฟังเสียงความเงียบที่อัดแน่นจนเหมือนหัวใจเต้นช้าลง
โมยืนข้างประตู ขยับตีนก้าวออกไปแต่ถูกบีมแซว “กลัวผีเหรอมึง” โมยิ้มแห้ง ๆ แล้วมองออกนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าขมุกขมัว ไม่มีนก ไม่มีเสียงลม
ในห้องรับแขก โต๊ะไม้กลมวางกระจัดกระจายด้วยเอกสารเก่า ใบเฟิร์นเริ่มเปิดอ่าน บางแผ่นเป็นจดหมายที่ลายมือหวัด ๆ ข้อความขาด ๆ หาย ๆ “ได้ยินเสียงอีกแล้ว…มาหาฉันตอนกลางคืน…” เธออ่านแผ่วเบา
เบียร์หยิบแผนผังบ้านขึ้นมาดู เขาพึมพำ “มันมีชั้นใต้ดินด้วยเหรอ ทำไมแผนที่มันดูแปลก ๆ” เจเดินมาเงียบ ๆ มองแผนผัง สีหน้ากังวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ที่นี่เคยมีใครตายมั้ย” โมถามเสียงสั่นเหมือนจะหยอกแต่แฝงความจริงจัง บีมขำ “บ้านร้างแบบนี้จะไม่มีเหรอวะ”
พลันเสียงกระดิ่งลมดังขึ้น ทั้งที่ลมไม่พัด ทุกคนหันขวับไปมองหน้าต่างชั้นบน
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังจากบันได ใบเฟิร์นชะงัก หันไปสบตาเบียร์ที่กลืนน้ำลายอย่างชัดเจน ท่ามกลางความเงียบ ทุกคนสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่เริ่มคืบคลานเข้ามาในอากาศ
บีมเดินขึ้นบันไดอย่างท้าทาย “แค่เสียงของไม้เก่า อย่าคิดมาก” เธอพูดกลบเกลื่อนความกลัวเอง
เสียงไม้ลั่นอีกครั้ง คราวนี้ดังติด ๆ กัน โมขยับตัวชิดประตูมองเพื่อน ๆ ทีละคน เจเดินตามบีมขึ้นไปโดยไม่พูดอะไร ใบเฟิร์นกับเบียร์ลังเลแต่สุดท้ายก็ตามขึ้นไป
บนชั้นสอง โถงทางเดินแคบและมืดกว่าเดิม ประตูห้องเก่าทุกบานปิดสนิท เว้นเพียงบานเดียวที่เปิดแง้ม กรอบรูปเก่าหลายอันวางเรียงราย มีใบหน้าคนในอดีตจ้องมองเหมือนจับผิด
บีมนำเข้าไปในห้องนั้น กลิ่นฉุนของน้ำมันเครื่องเก่า ๆ คละคลุ้งในอากาศ เธอเปิดลิ้นชักโต๊ะพบสมุดบันทึกปกดำ โยนให้ใบเฟิร์น “ใครจะอ่านมั่ง” ใบเฟิร์นรับไว้ ลังเลชั่วขณะก่อนค่อย ๆ เปิดอ่าน
ข้อความในสมุดเขียนด้วยลายมือยุ่งเหยิง “เสียงนั้น…มาอีกแล้ว พวกเขาไม่ยอมไป ฉันได้ยินมันทุกคืน ทุกคนหายไปทีละคน…” ใบเฟิร์นหยุดอ่าน รู้สึกเสียวสันหลังวาบ
เจเดินออกไปยืนริมหน้าต่าง มองเงาไม้ที่พาดผ่านพื้นดิน ข้างนอกยังเงียบกริบ “มีอะไรอยู่ที่นี่แน่ ๆ” เขาพูดเบา ๆ
เบียร์เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า พบเพียงเสื้อผ้าเก่า ๆ กลิ่นชื้นโชยออกมา โมเดินวนอยู่หน้าห้อง กลั้นหายใจ มองประตูที่เปิดแง้มอย่างไม่ไว้ใจ
เสียงเคาะเบา ๆ ดังขึ้นที่ปลายโถง ประตูห้องสุดท้ายสั่นเหมือนมีลมพัด “ใครไปเปิดดูปะ” บีมถามแต่ไม่มีใครขานรับ
จู่ ๆ ไฟฉายของโมดับ ทุกอย่างตกอยู่ในความมืดสลัว เงาร่างหนึ่งขยับผ่านปลายทางเดิน ไม่มีใครกล้าพูดอะไร ใจเต้นรัวพร้อมกัน
ในความเงียบ ใบเฟิร์นรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงกระซิบแผ่ว ๆ จากในกำแพง เสียงเรียกชื่อเธออย่างแผ่วเบา “เฟิร์น…เฟิร์น…” เธอกลั้นหายใจ หันไปสบตาเบียร์ที่เริ่มสั่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด
“ทุกคน… เราควรลงไปข้างล่างดีมั้ย” เบียร์ถามเสียงเบา
บีมหัวเราะเบา ๆ “จะกลัวอะไรนักหนา ยังไม่เจออะไรซักอย่าง” เธอลงบันไดก่อน เจเดินตามหลัง ดวงตายังจับจ้องเงามืดที่ปลายโถง โมรีบตามลงมา ใบเฟิร์นกับเบียร์ปิดท้าย
ห้องครัวมีแต่ข้าวของเก่า ๆ และรอยสนิมตามขอบเตาไฟ แต่อยู่ ๆ เสียงฝีเท้าเหมือนใครเดินวนอยู่รอบบ้านดังขึ้น ทุกคนเงียบ คนละสายตาแต่ต่างรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ควรอยู่ที่นี่
ใบเฟิร์นแอบดูสมุดบันทึกอีกครั้ง พลิกไปเจอหน้าที่มีแต่รอยขีดข่วนเป็นวงกลมซ้ำ ๆ “ทำไมเขาชอบวาดวงกลมแบบนี้…” เธอพึมพำ
เบียร์เริ่มค้นเอกสารในลิ้นชัก เจพบซองจดหมายเก่า เขาเปิดอ่านในใจ ถึงกับนิ่งงัน “เฮ้ย ดูนี่สิ…” เขายื่นให้ใบเฟิร์น ข้างในพูดถึงการหายตัวไปของคนในบ้าน และข้อความปริศนา “ถ้าได้ยินเสียงนั้น อย่าตอบรับ”
โมมองออกนอกหน้าต่างเห็นเงาบางอย่างเคลื่อนผ่านสวนหลังบ้าน เขากลืนน้ำลาย “เมื่อกี้มีคนเดินข้างนอก…” บีมโวย “อย่ามาพูดหลอน ๆ ได้มั้ย”
เสียงกระดิ่งลมดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เหมือนดังมาจากทุกทิศทาง ใบเฟิร์นยืนนิ่ง ขนลุกซู่ เธอสังเกตว่าทุกคนเริ่มมีอะไรแปลก ๆ ในพฤติกรรม โมเงียบผิดปกติ เจเริ่มเดินวนไปมาเหมือนคนหาทางออกที่มองไม่เห็น บีมยิ่งพูดมากขึ้นแต่ดูเหมือนปกปิดความกลัวมากกว่า เบียร์เริ่มเหม่อคิดอะไรบางอย่าง
พลันไฟฟ้าทั้งหลังดับสนิท ทุกอย่างมืดสนิทและหนาวเย็น เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาอย่างเชื่องช้า ทุกคนชะงัก สบตากันในความมืด
เสียงกระซิบดังแว่วขึ้นรอบตัว “ออกไป…ออกไป…” โมร้องลั่น “ใครพูด!” เบียร์คว้ากระเป๋าเตรียมวิ่ง เจคว้าแขนไว้ “อย่าพึ่งออกไป” เขากระซิบ
บีมตะโกน “มีใครแกล้งใช่มะ!” ไม่มีเสียงตอบรับ เงามืดเริ่มขยับไหลผ่านผนัง ราวกับกำแพงมีชีวิต
ทุกคนถอยหนีไปติดประตูโถง เสียงเงียบลงอย่างผิดปกติ เหมือนอากาศกลายเป็นสุญญากาศ ใบเฟิร์นใจเต้นแรง เธอรู้สึกเหมือนมีอะไรอยู่ข้างหลังหันไป แต่ไม่มีใครนอกจากเงาของตัวเองที่ทอดยาวผิดปกติ
โมเริ่มสะอื้น “เราต้องออกไป” เจสวน “ไม่มีใครออกไปได้” เสียงเขาเย็นชาเกินกว่าปกติ บีมหันขวับ “หมายความว่าไง?”
เจหลบตา ไม่พูดอะไรอีก ใบเฟิร์นนิ่งคิดถึงข้อความในสมุดบันทึก “อย่าตอบรับเสียงนั้น…” เธอพึมพำ
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าขึ้นบันไดดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้หนักแน่นและใกล้เข้ามา แต่ไม่มีใครอยู่บนบันได ทุกคนมองหน้ากันอย่างหวาดหวั่น
จู่ ๆ ประตูห้องครัวปิดเองอย่างแรง เสียงกระจกแตกในห้องโถง ทุกคนรีบวิ่งไปรวมกันกลางห้อง เจพูดเบา ๆ “เรากำลังถูกจับตามอง…เหมือนพวกเขาเคยเจอมาก่อน”
ใบเฟิร์นรวบรวมสติหยิบกล้องขึ้นมามองผ่านเลนส์ เงามืดแปลก ๆ ขยับผ่านมุมบ้าน รอยจารึกวงกลมบนกำแพงเปลี่ยนตำแหน่งช้า ๆ เบียร์ถามเสียงสั่น “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
บีมเริ่มเดินวนไปรอบบ้านอย่างบ้าคลั่ง “ไม่อยู่แล้ว!” เธอพยายามเปิดประตูแต่เหมือนถูกล็อกจากข้างนอก โมเริ่มตะโกน “ปล่อยเราออกไป!” เสียงกระซิบตอบกลับ “อยู่ด้วยกันต่อไป…อยู่ด้วยกัน…”
ความเงียบกดดัน ความกลัวแผ่ซ่านทุกอณู เจเอื้อมมือจับมือใบเฟิร์นแน่น “ต้องหาชั้นใต้ดิน” เขาบอกเสียงต่ำ
ทุกคนตามเสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ลงมาชั้นใต้ดิน ประตูไม้หนาเปิดออกอย่างช้า ๆ กลิ่นเหม็นอับและความเย็นยะเยือกแผ่ซ่าน
ในชั้นใต้ดิน พวกเขาพบห้องเล็กที่มีรอยจารึกวงกลมบนพื้นและผนัง ทุกคนยืนล้อมวงอย่างลังเล ใบเฟิร์นสังเกตว่าเงาของแต่ละคนทอดยาวผิดปกติ และมีเงาหนึ่งที่ไม่ใช่ของใครในกลุ่ม ยืนอยู่ตรงกลางวง
เสียงกระซิบดังขึ้นพร้อมกัน “คืนให้เขา…คืนเสียงให้เจ้าของ…” โมร้องลั่น “พวกเราทำอะไรผิด!”
เจค่อย ๆ ก้าวเข้าไปในวงกลม เงานั้นขยับตาม เขาหันกลับมา “เสียงในบ้านหลังนี้ ไม่เคยต้องการให้ใครออกไป…”
บีมถามเสียงขาดใจ “นี่แก…รู้เรื่องนี้ตลอดใช่มั้ย?” เจไม่ตอบ เพียงแต่น้ำตาไหลรินออกมา เขาพูดเบา ๆ “ผมเคยอยู่ที่นี่ ผม…เป็นคนเดียวที่รอดออกไปเมื่อสิบปีก่อน พวกเขาอยากให้ผมกลับมา…”
เบียร์ตัวสั่น “แล้วเราเกี่ยวอะไรด้วย”
เสียงเงียบอีกครั้ง เงานั้นขยายตัวกลืนกินพื้นที่ ทั้งหมดพยายามถอยออกแต่เหมือนเวลาหยุดนิ่ง ใบเฟิร์นมองไปที่สมุดบันทึก เห็นข้อความเปลี่ยนเป็น “เจ้าของเสียงกลับบ้านแล้ว”
เจยืนนิ่งในวง เงามืดไหลเข้าหาตัวเขาอย่างช้า ๆ เสียงกระซิบดังโหยหวนขึ้นทุกขณะ “อยู่ด้วยกัน…ตลอดไป…”
เจตัดสินใจปิดตา ปล่อยให้เงานั้นกลืนกินตัวเอง เงากระพริบวูบไหวแล้วจางหายไปพร้อมร่างของเขา
ประตูชั้นใต้ดินเปิดเองอย่างช้า ๆ ความหนาวเย็นค่อย ๆ จางหาย พวกที่เหลือยืนอึ้งไม่กล้าขยับ ใบเฟิร์นคว้ามือเบียร์ไว้แน่น บีมกับโมเดินออกมาช้า ๆ แสงแดดยามเย็นส่องลอดเข้ามา ทุกอย่างเงียบสงัด
เมื่อออกมานอกบ้าน พวกเขามองกลับไปเห็นเงาความมืดไหลผ่านหน้าต่างบนชั้นสอง ราวกับมีใครยังคงอยู่ที่นั่นตลอดไป
ไม่มีเสียงกระดิ่งลม ไม่มีเสียงกระซิบอีก ทุกคนรู้ว่าบางอย่างในบ้านร้างหลังนี้ ไม่เคยหายไปไหน และเสียงในความเงียบ…ก้องสะท้อนอยู่ในใจตลอดไป