กระจกหลอนที่หอพักร้าง
เสียงฝนตกกระทบหลังคาเก่าดังเป็นจังหวะ หน้าต่างบานไม้ไหวเอนเหมือนจะหลุดออกจากขอเสียบ กลิ่นอับชื้นและกลิ่นไม้เก่าปะปนกับความเย็นยะเยือกของยามค่ำคืน มินตรายืนลังเลอยู่หน้าประตูหอพักร้างซึ่งตั้งตระหง่านกลางแสงไฟสลัว เธอสูดลมหายใจเข้าลึก พลางลูบแผลเป็นบนข้อมือขวาเบา ๆ ก่อนตัดสินใจเดินเข้าไปข้างในเพราะนี่คือสถานที่สุดท้ายที่ “มีนา” พี่สาวของเธอหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ยังจะเข้าจริง ๆ หรือ?” เสียงของภีม เพื่อนผู้ติดตามมาเอ่ยขึ้นเบา ๆ เขามองซ้ายขวาราวกับกลัวสิ่งที่ซ่อนอยู่ในเงามืด มินตราไม่ตอบ เธอเพียงพยักหน้าแล้วยื่นมือไปเปิดประตูด้วยแรงสั่นเล็กน้อย ประตูไม้แห้งผากลั่นเสียงดังลั่นในความเงียบ ก่อนเผยให้เห็นโถงทางเดินยาวที่ทอดเข้าสู่ความมืดมิด
ทั้งสองเดินเข้าไปช้า ๆ ทุกย่างก้าวของมินตราเหมือนหนักอึ้ง หัวใจเต้นแรงขึ้นทุกครั้งที่เสียงพื้นไม้เก่าดังเอี๊ยดอ๊าด ช่องแสงไฟฟ้าดวงเล็กบนเพดานส่องลงมาเป็นหย่อม ๆ ร่างของพวกเขาเลือนหายไปกับเงามืดเป็นระยะ เสียงลมหายใจของภีมชัดขึ้นทุกทีที่เดินลึกเข้าไป
“เธอแน่ใจนะว่ามีร่องรอยของพี่สาวอยู่ที่นี่?” ภีมกระซิบ มินตราไม่ทันตอบ เสียงกระจกแตกร้าวเบา ๆ ดังจากชั้นบนสุด ทั้งสองหยุดกึก มองหน้ากันด้วยสายตาหวาดระแวง ก่อนตัดสินใจเดินขึ้นบันไดไม้ที่สั่นคลอนทีละขั้น
ห้องพักแต่ละห้องถูกเปิดทิ้งไว้ บางห้องมีเพียงแสงไฟจากมือถือส่องให้เห็นฝุ่นผงลอยฟุ้ง มินตรากวาดสายตาหาเบาะแส เธอพลิกดูซอกมุม ใต้เตียง ใต้โต๊ะ แต่ไม่พบอะไรสักอย่างนอกจากสมุดจดขาด ๆ สีซีดที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งฝุ่นจับหนาเตอะ
“เอามาดูหน่อย” ภีมรับสมุดไว้ เปิดผ่านทีละหน้า ตัวหนังสือจาง ๆ เขียนถึง “กระจก” และ “เสียงเคาะตอนเที่ยงคืน” มินตราขมวดคิ้ว พลิกหน้าต่อไป เห็นภาพร่างเงาคนยืนอยู่ตรงหน้ากระจก ลายมือบรรยายถึงความรู้สึกฝันร้ายซ้ำ ๆ แต่ไม่มีชื่อเจ้าของสมุด
เสียงเคาะเบา ๆ ดังขึ้นจากหลังผนัง มินตรากับภีมสบตากัน นิ่งฟัง แววตาของทั้งคู่เริ่มตื่นตระหนก มินตรากำสมุดในมือแน่น เงียบงันอยู่นานจนภีมตัดสินใจพูดเบา ๆ “ไปดูไหม”
พวกเขาตามเสียงเคาะไปที่ทางเดินแคบซึ่งนำไปสู่ห้องเก็บของเล็ก ๆ ประตูห้องปิดสนิท มินตราลังเลอยู่หน้าประตู รอยนิ้วมือเปื้อนฝุ่นปรากฏเด่นชัดบนลูกบิด เสียงเคาะหยุดลงทันทีที่มือของเธอแตะลูกบิด ทุกอย่างเงียบสนิท
เธอค่อย ๆ เปิดประตู แสงมือถือของภีมส่องเข้าไป เผยให้เห็นห้องมืดทึบมีเพียงกระจกบานเก่าใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง กระจกเก่าคราบฝ้าเต็มบาน แสงสะท้อนเพียงริบหรี่ มินตราข่มใจเดินถอยหลังเล็กน้อย เงาของเธอในกระจกดูเบี้ยวผิดรูปเหมือนบิดเบี้ยวไปมากับเงาอีกคนหนึ่งที่ยืนซ้อนอยู่ข้างหลัง
“เห็นไหม” มินตรากระซิบโดยไม่ละสายตาจากกระจก ภีมเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนพึมพำ “มัน…เหมือนมีใครอีกคนอยู่จริง ๆ”
ทันใดนั้น เสียงเคาะดังขึ้นอีก คราวนี้ดังจากในกระจก ราวกับมีใครเคาะจากด้านใน เสียงนั้นหนักแน่น ปะปนกับเสียงกระซิบแผ่วเบา มินตราชะงัก ดวงตาเบิกกว้าง ภีมถอยหลังชนผนัง
มินตราตัดสินใจยื่นสมุดจดแนบกับกระจก เสียงกระซิบเงียบลงทันที เธอมองเห็นลายมือที่ปรากฏขึ้นใหม่บนหน้ากระจก เขียนว่า “อย่าเชื่อใครที่สะท้อนในนี้”
ทั้งสองคนขนลุกซู่ ภีมกระซิบ “กลับกันเถอะ” แต่มินตราไม่ยอม เธอรู้สึกเหมือนความจริงทั้งหมดอยู่ในกระจกบานนี้ เธอเดินวนรอบห้องอย่างช้า ๆ สำรวจรอยขีดข่วนและรอยมือเลอะฝุ่นทั้งสองด้านของกระจก
ภีมหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพกระจก แต่หน้าจอมือถือกลับแสดงเงาอีกบุคคลหนึ่งซึ่งไม่ใช่มินตราหรือภีม เงานั้นยืนนิ่งไม่ไหวติง ดวงตาว่างเปล่า ภีมหน้าเผือดรีบเบนกล้องหนี
กลางดึกคืนนั้น ขณะที่ทั้งสองกลับมาที่ห้องพักชั้นล่าง มินตรานั่งนิ่งมองสมุดจด ภีมนั่งกอดเข่าอยู่ปลายเตียง เงียบงันเนิ่นนาน เสียงหยดน้ำจากฝ้าเพดานสลับกับเสียงฝนพรำข้างนอก
“ถ้าพรุ่งนี้เราไปแจ้งตำรวจ…” ภีมเปรยขึ้น แต่มินตราส่ายหน้า “ไม่มีใครเชื่อ เราต้องหาหลักฐานมากกว่านี้” เธอกระซิบ
ขณะนั้นเอง เสียงเท้าคนเดินลากบนพื้นไม้ดังขึ้นจากชั้นบน มินตราและภีมแข็งค้าง ต่างจ้องหน้ากันด้วยความกลัวสุดขีด เสียงนั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ แล้วหยุดลงหน้าห้องที่พวกเขาอยู่
ไม่มีใครกล้าขยับ เสียงเงียบหายไปชั่วครู่ ก่อนที่เสียงเคาะจะดังขึ้นประตูทีละสามครั้ง ช้า ๆ หนักแน่น ทุกอย่างเงียบงันอีกครั้ง
เช้าวันต่อมา แสงแดดจาง ๆ ส่องลอดเข้ามาในห้อง มินตราตื่นขึ้นมา พบว่าภีมหายตัวไป เธอเดินหาทั้งชั้นล่างและบนแต่ไร้วี่แวว สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือกระดาษแผ่นหนึ่ง เขียนว่า “ขอโทษ ฉันทนไม่ไหว”
มินตรากลับขึ้นไปที่ห้องเก็บของ เธอพบว่ากระจกบานนั้นเริ่มมีรอยร้าวเพิ่มขึ้น ลายมือที่ปรากฏเมื่อคืนหายไป แต่มีรอยขีดใหม่คล้ายข้อความว่า “ช่วยฉันด้วย”
เธอเริ่มสงสัยว่าพี่สาวอาจจะยังติดอยู่กับกระจกบานนี้ มินตราพยายามติดต่อภีมแต่โทรศัพท์ถูกตัดสาย เธอเริ่มได้ยินเสียงกระซิบในหัวเป็นระยะ ๆ วนเวียนด้วยถ้อยคำว่า “ส่องดู…หาให้เจอ…”
คืนนั้น มินตรานั่งในห้องเก็บของลำพัง เธอมองกระจกนิ่ง ๆ เงาของเธอพร่าเลือนเหมือนมีใครซ้อนอยู่ข้างหลัง เธอร้องเรียกชื่อพี่สาว “มีนา…” ความเงียบตอบรับ เสียงเคาะดังขึ้นเบา ๆ
จู่ ๆ เงาของมินตราในกระจกก็ค่อย ๆ หันหน้ามามองเธอช้า ๆ ต่างจากท่าทางของเธอเอง ดวงตาเงาในกระจกมีน้ำตาไหลริน มินตรายื่นมือแตะกระจก มือของเงานั้นแตะตอบ
ทันใดนั้น เงาในกระจกกระชากมือของมินตราเข้าไป เธอดิ้นรนอย่างหนัก ภาพในกระจกเปลี่ยนไปมืดสนิท เสียงกระซิบกลายเป็นเสียงกรีดร้อง
ทุกอย่างเงียบลงอีกครั้ง ห้องเก็บของว่างเปล่า เหลือเพียงกระจกบานเดิม
เวลาผ่านไป หอพักร้างยังคงตั้งเด่นอยู่ท่ามกลางเงาไม้ คราบฝุ่นและรอยมือยังคงอยู่บนกระจกบานนั้น ในแสงสลัว หากมองดี ๆ จะเห็นใบหน้าของหญิงสาวสองคนสะท้อนอยู่ในเงากระจก หยาดน้ำตาคลอเบ้า ราวกับรอใครสักคนมาปลดปล่อย
เสียงเคาะเบา ๆ ยังดังอยู่ทุกค่ำคืน และเสียงกระซิบ “อย่าเชื่อใครที่สะท้อนในนี้”… ไม่เคยหายไป