คืนสุดท้ายที่บ้านร้างริมทุ่ง
ราตรีหนึ่งในฤดูฝน ท้องฟ้าสีหม่นปกคลุมทุ่งหญ้าโล่งกว้าง บ้านไม้ทรุดโทรมตั้งเด่นอยู่ริมทุ่ง ไฟฉายสี่ดวงสาดส่องแผ่วเบาตามร่างของนักศึกษาสี่คนที่กำลังเดินลัดเลาะเข้าไปในเงามืด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เอาจริงเหรอ ยัยมีน บ้านมันเหม็นอับจะตาย” เพื่อนชายชื่อคิณพูดเบาๆ คล้ายพยายามกลบเสียงลม
มีน—หญิงสาวที่ดูมั่นใจ แต่สายตาซ่อนความกังวล—ถอนใจ “ต้องเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์หมู่บ้านนี้ให้เสร็จก่อนฝนจะตกหนัก พวกนายจะกลัวอะไรกับบ้านเก่าแค่นี้”
บีม เพื่อนหญิงผมหยิก พึมพำเบาๆ “แล้วทำไมมันไม่มีใครอยู่บ้านนี้นานเป็นสิบปี”
เจ ผู้ชายหน้าตาเซื่องซึมเดินนำเงียบๆ เขาไม่พูดอะไร แต่มือข้างหนึ่งกำแน่นจนสั่น
เมื่อเข้าสู่บ้าน กลิ่นไม้ผุโชยเข้าจมูก เศษใบไม้และฝุ่นหนาทึบปกคลุมพื้น ทุกอย่างเงียบเกินไปจนได้ยินเสียงลมหายใจตนเอง เสียงไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดเป็นระยะ
“เราแบ่งห้องกันนอน ห้ามเดินออกมาตอนดึกนะ” มีนแจกแจงหน้าที่ ขณะทุกคนต่างมองหามุมของตัวเอง
ค่ำคืนแรกดำเนินไปอย่างฝืนๆ บีมจดบันทึกข้อมูลเงียบๆ คิณเล่นกับโทรศัพท์แต่ไร้สัญญาณ เจนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างที่มีแต่ความมืด
เสียงอะไรบางอย่างดังแว่วจากด้านหลังบ้าน คล้ายกับคนลากเท้าไปมาบนพื้นไม้ ทุกคนชะงัก มองหน้ากัน
“ใครเดิน?” มีนถามเสียงสั่น บีมกลืนน้ำลาย “ไม่มีใครออกไปนี่”
แต่ไม่มีใครออกไปดู ประตูห้องปิดแน่น ความเงียบกลับมาอีกครั้ง แต่เสียงนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
เช้าวันถัดมา พื้นบ้านเปียกเป็นรอยเท้าเปื้อนโคลนเป็นทางยาวจากหลังบ้านเข้ามาถึงกลางห้อง
“เมื่อคืนมีใครออกไปข้างนอกมั้ย?” คิณถามพลางใช้ไฟฉายส่องสำรวจ
ไม่มีใครตอบ ทุกคนหลบสายตากันเอง
มีนพยายามควบคุมสถานการณ์ “เราแค่เหนื่อยเกินไปเอง พวกนายอย่าคิดมาก”
แต่บีมแอบหยิบบันทึกเก่าที่เจอในลิ้นชักขึ้นมา เปิดทีละหน้า จู่ๆ ก็พบข้อความเขียนด้วยลายมือว่า “อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น”
บ่ายวันนั้นมีนกับเจเดินสำรวจรอบบ้าน เจหยุดมองที่ต้นไทรเก่า สายตาเขาเหมือนถูกดึงดูด “รู้มั้ย บ้านนี้เคยมีคนฆ่าตัวตาย”
“นายพูดอะไร?” มีนหันมา เจเบือนหน้าหลบ “เปล่า…แค่ฝันแปลกๆ”
เสียงหวีดเบาๆ ดังมาจากทุ่งหญ้า ทุกอย่างนิ่งงัน ความรู้สึกอึดอัดแผ่ซ่าน
คืนนั้นเอง คิณตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะได้ยินเสียงร้องไห้เบาๆ จากในห้องน้ำ เขาเดินไปช้าๆ มือสั่น เปิดประตูออก—แต่ในนั้นว่างเปล่า มีแต่เงาตัวเองในกระจกที่บิดเบี้ยวผิดรูป
คิณย้อนกลับมาที่ห้อง มีนลืมตาตื่น “เสียงอะไร?”
“นายก็ได้ยินใช่มั้ย? เหมือนเด็กผู้หญิงร้องไห้”
บีมเอาผ้าห่มคลุมตัว “อย่าไปสนใจเลยน่า พรุ่งนี้เช้าเราก็กลับกันเถอะ”
แต่เจไม่พูดอะไร เขาแนบหูฟังเสียงประหลาดนั่นอยู่เงียบๆ
เช้าวันต่อมา เจหายไปจากบ้าน ทุกคนออกตามหา เจอเพียงรองเท้าเปื้อนโคลนวางอยู่ที่บันไดหลังบ้าน ทางที่ทอดไปสู่ต้นไทรเก่า
“นายว่าเจ…จะกลับไปที่ตัวเมืองหรือเปล่า?” บีมถามเสียงเบา มีนส่ายหน้า “เขาไม่เอาของไปเลย แล้ว…เมื่อคืนฉันฝันเห็นเขายืนอยู่กลางทุ่ง”
คิณเริ่มหงุดหงิด “สงสัยจะเล่นละครหลอกเราหรือเปล่า?”
แต่บีมสังเกตว่าบันทึกเล่มเดิมเปลี่ยนไป มีข้อความใหม่เพิ่มว่า “คืนสุดท้าย ไม่มีใครออกไปได้”
คืนต่อมา เสียงประหลาดดังหนักขึ้น ทุกคนรู้สึกเหมือนถูกอะไรบางอย่างจ้องมอง มีนเห็นเงาดำเคลื่อนไหวที่ปลายเตียง แต่เมื่อเปิดไฟ ไม่มีอะไร
คิณเดินออกไปนอกบ้าน ท่ามกลางเสียงลม หยุดฟังเสียงกระซิบ “อย่าเชื่อในเสียง อย่าเดินตามมัน”
เขาไม่เข้าใจว่าตัวเองได้ยินจริงหรือเพียงแต่คิดไปเอง
ในห้อง บีมนั่งอ่านบันทึกพลางขีดเขียนอะไรบางอย่าง เธอพบชื่อหนึ่งซ้ำๆ ในทุกหน้า—“หวาน”
“หวานเป็นใคร?” เธอกระซิบกับตัวเอง
คืนนั้นทั้งสามคนต้องนอนรวมกัน บีมปิดไฟ แต่ไม่กล้าหลับตาลง เสียงกรีดร้องแหลมคมดังขึ้นกลางดึก ทุกคนสะดุ้ง—เสียงมาจากใต้ถุนบ้าน
มีนตัดสินใจลงไปสำรวจ มือถือไฟฉายสั่นระริก คิณกับบีมเดินตามอย่างลังเล ใต้ถุนมืดสนิท มีแต่กลิ่นอับและเงาเลือนราง
จู่ๆ มีนสะดุดล้ม พบกล่องไม้เก่าใต้บ้าน ข้างในมีตุ๊กตาผ้าเปื้อนโคลน กลิ่นเหม็นเปรี้ยวลอยขึ้นมา
“อย่าแตะต้องมัน!” คิณดึงแขนมีนออกมา แต่เธอสังเกตเห็นผ้าผืนนั้นปักชื่อ “หวาน”
บีมถามเสียงสั่น “หรือหวานคือเด็กที่เคยอยู่ที่นี่?”
คิณถอนหายใจ “มันก็แค่เรื่องเล่าหมู่บ้านเก่า อย่าเล่นกับไฟ”
แต่เมื่อกลับเข้าบ้าน ทุกคนรู้สึกเหมือนถูกอะไรบางอย่างติดตาม กลิ่นโคลนเหม็นอับเริ่มลอยอบอวลมากขึ้น
คืนนั้นมีความรู้สึกแปลกประหลาด ทุกคนต่างเห็นเงาดำในมุมสายตา และได้ยินเสียงกระซิบชื่อ “หวาน” ซ้ำๆ
บีมเริ่มหวาดระแวง เธอขอให้ทุกคนออกจากบ้านในวันรุ่งขึ้น แต่มีนยืนกราน “ยังไปไม่ได้ งานเรายังไม่เสร็จ”
เช้าวันต่อมา บีมหายตัวไปอีกคน มีนพบเพียงริบบิ้นเปื้อนโคลนวางอยู่ที่ประตู
มีนกับคิณเริ่มโทษกันเอง ความเครียดทำให้ทั้งสองคนทะเลาะหนัก คิณหาว่ามีนเป็นคนพาเพื่อนมาลำบาก มีนโต้กลับ “นายก็ไม่เคยช่วยอะไรเลย!”
กลางคืน ทั้งสองคนต่างนอนหลับๆ ตื่นๆ มีนฝันเห็นเด็กหญิงในชุดขาดรุ่งริ่งนั่งอยู่ปลายเตียง เธอลืมตาตื่นด้วยเหงื่อชุ่มกาย แต่กลับพบว่าคิณไม่อยู่
มีนรีบลงไปตามหา เจอคิณยืนอยู่ที่ต้นไทร เขากำลังพูดกับใครบางคนในความมืด
“นายคุยกับใคร?” มีนถามเสียงแหบ คิณไม่ตอบ เขาเหมือนหลุดออกจากโลกความจริง
มีนลากคิณกลับเข้าบ้าน แต่คิณกลับพร่ำเพ้อ “หวานบอกว่าให้เรากลับไปไม่ได้”
มีนเริ่มทนไม่ไหว เธอค้นหนังสือบันทึกอีกครั้ง พบหน้าสุดท้ายเขียนด้วยหมึกแดงจางๆ “คืนสุดท้าย จงคืนความจริง หากโกหก จะไม่มีวันออก”
มีนนึกถึงความลับในอดีต เธอเคยเป็นเพื่อนกับเด็กหญิงชื่อหวานสมัยเด็กๆ ที่นี่ เธอเคยผลักหวานตกบ่อน้ำหลังบ้าน ในวันที่ไม่มีใครเห็น
แต่ความทรงจำถูกกลบฝัง มีนเริ่มสั่นเทา เดินตามเงาไปที่บ่อน้ำกลางทุ่ง
ขอบบ่อถูกไม้ผุคลุมไว้ มีนใช้มือขุดฝุ่นออก เธอเห็นริบบิ้นสีชมพูปักชื่อหวานหล่นอยู่ข้างบ่อ
เสียงร้องไห้ของเด็กหญิงดังแว่วขึ้นเรื่อยๆ เงาดำปรากฏเหนือบ่อน้ำ มีนตัวแข็ง พยายามพูดขอโทษทั้งน้ำตา
“ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันกลัว… กลัวจะถูกลงโทษ…”
เงาดำนั้นนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไป พร้อมเสียงกระซิบ “ถ้าเธอจำได้ เธอจะเป็นอิสระ…”
เช้าวันใหม่มีนตื่นขึ้นมาเพียงลำพัง เธอนั่งอยู่ริมบ่อน้ำ เหมือนทุกอย่างเป็นเพียงเงาเลือนลางในอดีต
บ้านร้างเงียบสงัด ไม่มีใครตามหา ไม่มีใครเหลือ มีนเดินกลับเข้าไปในบ้าน หยิบบันทึกหน้าใหม่ขึ้นมาเขียนข้อความสุดท้าย
“ทุกความลับย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย”
เสียงลมหายใจเบาๆ ดังแว่วจากหลังบ้านอีกครั้ง ก่อนทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ความเงียบงัน… เหมือนไม่เคยมีใครอยู่ที่นี่มาก่อน