เงาในเรือนใหม่
เสียงกรี๊ดแผ่วเบาดังลอดออกมาจากข้างบ้านร้าง ก่อนจะเงียบหายไปในความมืด รัตน์ถือกล่องของใช้เดินเข้ามายังเรือนไทยไม้สีเข้มหลังใหม่ สองมือเธอสั่นนิด ๆ จากความเหนื่อยล้าหรือเหตุผลอื่นเธอเองก็ไม่แน่ใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เหนื่อยไหม พี่ช่วยไหม?” ตะวัน เพื่อนสนิทที่อาสาช่วยขนของถามขึ้น รัตน์ส่ายหัวเบา ๆ ยิ้มจาง ๆ ให้ “แค่นี้เอง เรือนกว้างมากเลย…” เธอเว้นจังหวะ รู้สึกถึงลมเย็นบางอย่างแทรกผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่า
“บ้านนี้… น่ากลัวนะ” ตะวันพูดติดตลก แต่กลับไม่มีใครหัวเราะ
รัตน์วางกล่อง เธอเดินสำรวจเรือน กำแพงไม้เก่าราวกับเก็บเสียงสะอื้นไว้ในเนื้อไม้ ประตูทุกบานดูเหมือนจะเปิดค้างได้เสมอ ทว่าเธอกลับรู้สึกว่าอะไรบางอย่างกำลังเพ่งมองจากมุมมืดที่ไม่มีใครอยู่
ค่ำคืนแรก เงียบผิดธรรมดา รัตน์นั่งบนฟูกริมหน้าต่าง ลมพัดใบตาลสั่นไหว เสียงไม้แอ่นร้องครวญอย่างชวนขนลุก
เสียงเคาะเบา ๆ ดังขึ้นที่ฝาเรือน รัตน์ชะงัก ฟังดี ๆ ก็เหมือนเสียงเล็บขูดไม้ สองสามครั้งแล้วก็เงียบไป ตะวันหลับสนิทอยู่ห้องข้าง ๆ เธอกำลังจะหลับตาม หากแต่เสียงนั้นดังขึ้นอีก คราวนี้เหมือนมีบางสิ่งเดินวนรอบเรือน
“พี่ได้ยินไหม” เสียงของจูน หลานสาววัยรุ่นของรัตน์ถามขึ้นจากห้องตรงข้าม เธอโผล่หน้ามาอย่างระแวง “เสียงนั้น…”
“ลมมั้ง” รัตน์ฝืนยิ้ม แต่ในใจไม่แน่ใจ
รุ่งเช้า ตะวันสำรวจใต้ถุนเรือน เจอรอยเล็บขูดยาวใหม่ ๆ บนไม้ รอยนั้นลึกผิดปกติ เขาเงียบไป ไม่กล้าพูดอะไร
รัตน์เดินออกไปยังสวนหลังบ้าน ที่นั่นมีศาลไม้เล็ก ๆ เก่าขึ้นตะไคร่ เธอเห็นชามข้าวแห้ง ๆ กับตุ๊กตาดินเผาหน้ายับย่นวางอยู่ “ศาลใคร?” เธอถามเสียงเบา
“ยายเคยว่า อย่ารื้อศาล อย่าเคลื่อนย้ายของ” จูนพูดขณะแอบมองมาจากหน้าต่าง เธอดูไม่ค่อยสบายใจ
ค่ำวันต่อมา ทุกอย่างดูปกติ แต่รัตน์เริ่มฝันถึงเสียงกระซิบแผ่วในความมืด เธอตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกว่ามีใครยืนอยู่ปลายฟูก ทว่ากลับไม่มีใคร
เช้าวันถัดมา ตะวันถามด้วยเสียงต่ำ “เมื่อคืนมีใครเดินขึ้นบันไดบ้างไหม”
รัตน์ลังเล “ไม่มี… ทำไมเหรอ”
“ผมได้ยินเสียงเดินกับเสียงลากอะไรบางอย่าง” ตะวันพูดเบา ๆ เหมือนกลัวจะมีอะไรได้ยิน
สามวันผ่านไป จูนเริ่มซึม เธอไม่ยอมลงไปใต้ถุน ไม่กล้านั่งคนเดียวกลางวันกลางคืน “เมื่อคืนมีคนเรียกชื่อฉันจากข้างบ้าน” จูนเอ่ยเสียงสั่น “แต่ตอนนั้นไม่มีใครอยู่ข้างนอกเลย”
รัตน์ปลอบหลาน “อาจจะคนข้างบ้าน” เธอพยายามไม่ให้ใครตื่นกลัว แต่ตัวเองกลับรู้สึกอึดอัดเมื่อแว่วเสียงกระซิบในความมืดบ่อยขึ้น
ตะวันเริ่มสังเกตเห็นเงาดำในห้องนั่งเล่นช่วงบ่าย ทั้งที่ไม่มีอะไรขวางแสง เงานั้นเหมือนจะเปลี่ยนรูปร่างช้า ๆ เมื่อเขามองตรง ๆ มันกลับจางหายไป
คืนหนึ่ง รัตน์นอนไม่หลับ เธอเกิดความรู้สึกว่ามีคนมองจากใต้ถุนบ้าน เสียงลมหายใจแผ่ว ๆ ดังแทรกขึ้นมาตามร่องพื้นไม้ เธอหลับตาแน่น พยายามไม่สนใจ แต่เสียงนั้นยังอยู่
วันถัดมา ตะวันพยายามชวนรัตน์ไปพักที่โรงแรม “เราย้ายออกกันก่อนดีไหม”
“ฉันต้องอยู่ที่นี่ให้ได้” รัตน์สวนเสียงแข็ง “มันเป็นบ้านของพ่อแม่… ฉันต้องซ่อมให้เสร็จ”
ตะวันถอนหายใจ เขาไม่ได้พูดอะไรอีกต่อ แต่สายตาเต็มไปด้วยความกังวล
คืนนั้นเอง เสียงกระซิบดังขึ้นอีก “รัตน์… กลับมา…” เสียงนั้นเย็นเฉียบ รัตน์ขนลุก เธอลุกขึ้นเดินไปยังห้องโถงกลาง ที่นั่นแสงไฟกระพริบพร่า ๆ เธอเห็นเงาดำสูงใหญ่ซ้อนทับบนเงาของตัวเอง แล้วค่อย ๆ หายวับไป
จูนฝันร้ายซ้ำ ๆ เกี่ยวกับผู้หญิงผมยาวในชุดขาวเดินวนรอบบ้าน ร้องไห้เบา ๆ เธอเริ่มไม่กล้ามองกระจก เธอเห็นเงาคนเดินอยู่ด้านหลังทุกครั้งที่เธอสบตาตัวเอง
วันหนึ่ง รัตน์ลงไปใต้ถุนเพื่อซ่อมท่อน้ำ เธอพบกล่องไม้เก่าซ่อนอยู่ระหว่างเสา เมื่อเปิดออกมีกระดาษจดหมายเก่า ๆ กับสร้อยลูกปัดสีดำอยู่ข้างใน กลิ่นขี้เถ้าและธูปแห้งโชยขึ้นมา
เธออ่านจดหมาย จดหมายนั้นเขียนด้วยลายมือหวัด ๆ ถึง “คนที่เหลืออยู่” เนื้อความกล่าวถึงคำขอให้ “อย่าทำให้เงาตื่น อย่าตอบรับเสียงเรียก อย่าเอาสร้อยกลับขึ้นเหนือเรือน” รัตน์ขนลุก ใจหนึ่งอยากโยนกล่องทิ้ง แต่อีกใจกลับเอาสร้อยนั้นกลับมาด้วย
เย็นวันนั้น รัตน์ใส่สร้อยไว้ในกระเป๋า เงาดำในบ้านเริ่มชัดขึ้น เธอได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วในห้องน้ำเก่า ๆ เสียงนั้นกลายเป็นเสียงร้องไห้ สลับกันไปมา เธอถามตะวัน “พี่… เชื่อเรื่องวิญญาณไหม”
ตะวันมองไปที่หน้าต่าง เงาสะท้อนตัวเองพลันสั่นไหว “เชื่อ… แต่ไม่อยากเจอ”
จูนไม่ยอมลงจากเรือน เธอเอาแต่จ้องมองศาลไม้จากชั้นสอง “มันมองขึ้นมา” เธอพูดเบา ๆ “มีบางอย่าง… เฝ้าศาลนั้นอยู่”
รัตน์ตัดสินใจไปถามยายลำดวน คนดูแลบ้านเก่าที่เคยอยู่ที่นี่ “ศาลนั้นใครสร้าง?”
“ศาลนั้นสร้างให้ ‘เงา’” ยายลำดวนพูดเสียงแผ่ว “แต่ไอ้คนที่เหลืออยู่… มันทำผิดกติกา ทำให้ของบางอย่างในศาลหาย ใจเธออย่ารื้อฟื้นนะหนู”
รัตน์กลับมาด้วยความกลัว เธอพบว่ากล่องสร้อยหายไปจากกระเป๋า เธอถามทุกคน ไม่มีใครเห็น
คืนนั้นเอง เสียงกระแทกดังจากใต้ถุนบ้าน จูนกรีดร้องขึ้น รัตน์กับตะวันรีบไปดู พบรอยเท้าดินเปียกเดินวนรอบเรือน รอยนั้นเล็กและแคบเกินกว่าคนปกติ
หลังจากนั้น เหตุการณ์ประหลาดยิ่งรุนแรงขึ้น ไฟดับเอง เสียงหัวเราะและเสียงร้องไห้ดังสลับในบ้าน ของใช้ถูกโยกย้ายที่เองแม้ไม่มีใครอยู่
รัตน์เริ่มจำเหตุการณ์ในอดีตได้ลาง ๆ เธอเคยมาเรือนนี้กับแม่ แม่เธอสั่งห้ามเข้าไปเล่นใต้ถุนหรือยุ่งกับศาลเด็ดขาด เธอเคยแอบเข้าไปแล้วเกิดฝันประหลาด เหมือนถูกดึงลงไปในเงามืด เธอสะดุ้งตื่นพร้อมกับความกลัวที่ฝังลึกไม่รู้จบ
ตะวันพยายามหาทางอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น “มันอาจจะเป็นสัตว์ หรือคนแกล้ง…” เขาพูดอย่างไม่มั่นใจนัก
แต่รัตน์กับจูนรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เกินกว่าจะเป็นแค่เรื่องปกติ
คืนหนึ่ง รัตน์นั่งอยู่ในห้องโถงคนเดียว เสียงกระซิบดังขึ้นรอบตัว “เธอสัญญาแล้ว…อย่าลืม…” เธอชะงัก น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว เงาดำในมุมห้องขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
ไฟดับพรึ่บ เสียงฝีเท้าดังวนรอบตัว รัตน์กลั้นหายใจ เงาดำโถมเข้าหาเธอ เธอได้กลิ่นธูปไหม้แรงจนอึดอัด พลันได้ยินเสียงร้องไห้สะท้อนในหัว “อย่าปลุกฉัน…”
แสงไฟกลับมา ตะวันโผล่เข้ามาในห้อง เห็นรัตน์นั่งร้องไห้อยู่กับพื้น
เช้าวันถัดมา รัตน์เล่าเรื่องจดหมายกับสร้อยให้ตะวันฟัง ตะวันลังเล “พี่…อาจต้องคืนของเหล่านั้นให้ศาล”
จูนสั่น “แล้วถ้าคืนไม่ได้ล่ะ…ถ้าของหายไปแล้ว”
บรรยากาศในบ้านอึดอัดยิ่งขึ้น รัตน์ฝันถึงคืนเก่า ๆ ที่แม่เธอยืนอยู่หน้าศาล ตะโกนห้ามเธอซ้ำ ๆ ว่า “อย่าเข้าใกล้เงานั้น” เธอตื่นขึ้นพร้อมกับความรู้สึกผิดฝังแน่น
รัตน์ตัดสินใจลงไปศาลคนเดียว เธอจุดธูป พูดเสียงสั่น “ขอคืนของ…ขออโหสิ…”
เงาดำโผล่ขึ้นในศาล ร่างสูงผอมยืนอยู่นิ่ง ๆ ไม่มีใบหน้า เธอกลั้นใจพูดต่อ “ฉัน…ขอโทษ ฉันลืมสัญญา” เสียงในหัวเธอกระซิบตอบ “คืนของฉัน…อย่าเอากลับไป”
พลันสายลมแรงพัด ของทุกอย่างในศาลร่วงหล่น สร้อยลูกปัดดำกลับมาอยู่ในถาดดินเผา เงาดำสลายตัวไปช้า ๆ เสียงร้องไห้กลางคืนเงียบลงนับแต่นั้น
แต่เรือนยังไม่เหมือนเดิม รัตน์ยังเห็นเงาดำในบางมุม เธอเองก็ไม่แน่ใจว่ามันหายไปจริงหรือไม่
หลายเดือนต่อมา จูนตื่นขึ้นมากลางดึก เธอเห็นรัตน์ยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองออกไปยังศาลไม้ เธอยิ้มจาง ๆ “ยังได้ยินเสียงนั้นไหม”
จูนเงียบไปนาน “ยัง…บางคืน”
รัตน์จับมือหลานแน่น มองไปที่ความมืดนอกหน้าต่าง บางอย่างในเงายังเคลื่อนไหว เธอรู้ว่าอดีตไม่อาจถูกลบได้ง่าย ๆ และเงาของบ้านนี้จะอยู่กับเธอและครอบครัวตลอดไป