เสียงกระซิบกลางรอยร้าว
ไม้กวาดเก่า ๆ ที่วางพิงข้างกำแพงโยกเยกเล็กน้อยเมื่อรินเปิดประตูบ้านร้างหลังนี้ รินหยุดหายใจแวบหนึ่ง ขณะที่อากาศเย็นวาบเหมือนกำลังถูกใครสักคนแอบมองจากเงามืดในมุมห้อง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!พลเดินตามเข้ามา เขาเหลือบมองรอบบ้านด้วยสายตาไม่ไว้ใจ “ที่นี่…เงียบเกินไปปะวะ?” พลพูดเสียงเบา
อรกับหญิงตามหลังมา อรถอนหายใจแรง เธอพยายามกลบเกลื่อนความกลัวด้วยการหยิบมือถือขึ้นมาเปิดเพลง แต่เสียงลำโพงกลับสะท้อนกับผนังเก่า ๆ จนเหมือนเสียงหลอน
รินยิ้มบาง ๆ “ก็แหละ จะได้รู้กันสักที ว่าเสียงกระซิบในบ้านร้างนี่มันมีจริงไหม”
ข้าวของในบ้านถูกคลุมด้วยผ้าขาวซีดที่เต็มไปด้วยฝุ่น ท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านหน้าต่างแตก ๆ ฝุ่นลอยระยิบในแสง รอยแตกร้าวบริเวณกำแพงด้านหนึ่งโดดเด่นกว่าที่อื่น
หญิงมองรอยร้าวนั้นแล้วขนลุก “ถ้าเจออะไร…เราจะกลับเลยได้ไหม?”
รินหัวเราะแห้ง ๆ “สัญญา…แต่ขอถ่ายรูปก่อนนะ พรุ่งนี้จะมีคนจากคณะมาดูด้วย”
พลเดินไปรอบบ้านสำรวจ เงียบไปสักพักก่อนจะตะโกนกลับมา “ข้างหลังมีห้องเก็บของอะ ของเก่า ๆ เต็มเลย เหมือนมีคนทิ้งไว้ไม่ยอมเอาออก”
อรเดินไปที่รอยร้าว เธอเอานิ้วแตะเบา ๆ แล้วหันไปหาคนอื่น “ที่หมู่บ้านนี้เคยมีใครตายแปลก ๆ ใช่ไหม?”
รินพยักหน้า “แม่บอกว่าเมื่อสิบปีก่อน มีเด็กหายไปสามคน แล้วตำรวจหาก็ไม่เจอ”
หญิงหน้าเสีย “พูดทำไมเนี่ย…เดี๋ยวคืนนี้ก็เจอสิ่งที่ไม่ควรเจอหรอก”
ความเงียบหนักอึ้งปกคลุมชั่วขณะ เสียงนกร้องแว่วมาแต่ไกล บนเพดานเห็นรอยน้ำซึมเป็นดวง ๆ เงาไหววูบไปวูบมาเมื่อแสงเคลื่อนผ่านหน้าต่าง
ตกเย็น พวกเขานั่งล้อมกันตรงห้องนั่งเล่น พลหยิบขนมออกมาแบ่ง ขณะที่อรเอาหูฟังออกจากหูแล้วหันไปซบไหล่หญิง
รินมองนาฬิกา “พรุ่งนี้เช้าเรากลับกัน แต่คืนนี้ต้องฟังเสียงให้ได้ ใครได้ยินอะไรก็บอกเลยนะ”
พลทำท่าขำกลบเกลื่อน “แล้วถ้าได้ยินจริง ๆ ใครจะกล้าตะโกนบอกวะ?”
อรพูดเสียงสั่น “ไม่เอา…อย่าพูดแบบนั้นเลย”
ม่านสีขาวที่ขาดเป็นรูปลิวไหวตามลม รินลูบผืนผ้าขาวบนโซฟา มือเธอสัมผัสกับความเย็นเยียบผิดปกติ เธอสะดุ้งแล้วรีบชักมือกลับ
หญิงเอ่ยช้า ๆ “บ้านนี้เมื่อก่อนเป็นของใครนะ?”
รินนิ่งไปแวบ ก่อนพูดเบา ๆ “เคยเป็นบ้านครูใหญ่…แต่หลังจากเด็กหายไป ก็ไม่มีใครอยู่ต่อเลย”
อรขมวดคิ้ว “แล้ว…ไม่มีใครเจอศพเหรอ?”
รินส่ายหน้า “ไม่มีเลย…แต่มีคนได้ยินเสียงกระซิบตอนกลางคืน ไม่รู้ว่าเป็นเสียงใคร”
พลลุกขึ้นยืน หันไปจ้องรอยร้าวตรงผนัง “แล้วเสียงมันออกมาจากตรงนี้ปะ?”
ขณะที่พลพูดจบ เสียงเหมือนมีบางอย่างขูดเบา ๆ ที่พื้นข้างหลัง ทุกคนหันขวับไปพร้อมกัน แต่กลับไม่เห็นอะไร
อรกลืนน้ำลาย “เราไปนอนกันเถอะ…ฉันไม่อยากอยู่ในห้องนี้นาน”
กลางคืน ทุกคนแยกเข้าห้องนอน รินเลือกห้องที่ติดกับรอยร้าวนั้น เธอนอนฟังเสียงเงียบ ๆ อยู่นาน จนเริ่มเคลิ้มหลับ
เสียงกระซิบแว่วเบา ๆ ลอดมาทางรอยร้าว “กลับมานะ…”
รินลืมตาพรึ่ง เธอหายใจรัว มองไปยังรอยร้าวในความมืด มันเหมือนมีเงาอะไรสักอย่างเคลื่อนไหวอยู่ข้างหลังกำแพงนั้น
เธอพยายามหลับตาอีกครั้ง แต่เสียงนั้นยังคงดังขึ้นเรื่อย ๆ “กลับมา…ได้โปรด…”
รินสะดุ้งลุกขึ้น เดินไปเปิดไฟห้อง แต่ไฟกลับกะพริบ ๆ อยู่แค่ไม่กี่วินาทีก่อนดับลง
หญิงเคาะประตูห้องริน “ได้ยินไหม? เหมือนมีเสียงคนร้องไห้”
รินเปิดประตูหน้าซีด “ใช่…ฉันได้ยินเหมือนกัน”
ทั้งสองเดินไปเคาะห้องพล พลโผล่หน้าออกมาอย่างงัวเงีย “อะไรอะ…จะตีสามแล้วนะ”
อรเดินตามมา สีหน้าหวาดระแวง ทุกคนมารวมกันที่โถง รินชี้ไปที่รอยร้าว “เสียงมันมาจากตรงนั้น…ฉันว่ามันไม่ใช่หนูแน่ ๆ”
พลถอนใจแรง “ถ้าอยากพิสูจน์ก็ต้องเปิดดูข้างในมั้ย?”
ไม่มีใครตอบ ทุกคนยืนนิ่งอยู่พักใหญ่ ก่อนหญิงจะพูดเสียงแผ่ว “ถ้าเราเจออะไรที่ไม่ควรเห็น…เราจะทำยังไงกันดี?”
อรตัวสั่นน้ำตาเริ่มคลอเบ้า “กลับบ้านเถอะ…เรากลับกันเถอะนะ…”
รินกัดฟันแน่น “พรุ่งนี้เช้า…อดทนอีกแค่คืนเดียวนะ”
พลเดินกลับไปที่รอยร้าว เขาเอามือเคาะเบา ๆ เงียบชั่วขณะ แล้วเสียงกระซิบกลับดังขึ้นกว่าเดิม “ช่วยด้วย…อยู่ในนี้…”
หญิงเอามือปิดปาก รินกับอรจับมือกันแน่น
พลมองทุกคน “จะเอายังไง? ถ้าไม่กล้าก็อยู่นิ่ง ๆ แต่ถ้าอยากรู้ความจริง…เดี๋ยวผมหาไขควง”
อรส่ายหน้า น้ำตาไหล เธอถอยหลังไปชิดผนังอีกด้าน หญิงมองรินด้วยความลังเล “เรา…ต้องทำจริง ๆ เหรอ?”
รินหายใจลึก “ถ้ามีใครอยู่ข้างใน…เราต้องช่วย”
พลงัดกำแพง เศษปูนหลุดลงมา เงาในรอยร้าวขยายตัวจนดูเหมือนรูปร่างของเด็กสามคนยืนซ้อนกัน เสียงกรีดร้องแว่วมาเบา ๆ
อรปิดตาไม่กล้าดู หญิงเข่าทรุดลงกับพื้น รินรู้สึกถึงความเย็นยะเยียบแทรกซึมเข้ามาในร่าง
พลกลับนิ่งงัน เงาของเด็กทั้งสามเหมือนกำลังเอื้อมมือออกมาจากรอยร้าว เสียงกระซิบกลายเป็นเสียงร้องไห้ปะปนกับเสียงขอร้องให้ช่วย
รินสั่นสะท้าน เธอพูดเสียงเบา “ใคร…ใครกัน…”
หนึ่งในเงานั้นพูดช้า ๆ “เรายังอยู่…ช่วย…พวกเรา…”
เสียงเปียกชื้นดังลอดออกมาจากรอยร้าว อรวิ่งหนีไปนอกบ้าน พลตกตะลึงทำอะไรไม่ถูก หญิงร้องไห้สะอึกสะอื้น
รินพยายามรวบรวมสติ “เรา…เราต้องทำอะไรสักอย่าง”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังจากหลังผนัง รอยร้าวเริ่มขยายกว้างขึ้น รินเดินเข้าไปใกล้พลางหลบสายตาของหญิงที่กำลังร้องไห้ เธอเอามือแตะที่รอยร้าวนั้นอีกครั้ง
ทันใดนั้นรอยร้าวเหมือนดูดรินเข้าไป เธอเห็นภาพเบลอ ๆ ของเด็กสามคนที่ถูกขังในห้องมืด พวกเขากอดกันร้องไห้ เสียงกระซิบดังล้อมรอบ “อย่าทิ้งพวกเรา…”
รินผงะถอยหลังออกมา พลจับตัวรินไว้ “อย่าเข้าไปใกล้!”
หญิงสะอื้น “มันต้องการอะไรจากเรา…”
อรกลับเข้ามาในบ้าน ตัวสั่นเทา เธอพูดเสียงเบา “เราต้องไปแจ้งตำรวจ…เราต้องบอกคนในหมู่บ้าน”
แต่เสียงกระซิบกลับดังขึ้นอีก “ไม่มีใครช่วย…ไม่มีใครได้ยิน…”
พลเริ่มหัวเสีย ตะโกนออกไป “ต้องการอะไร! พวกเราทำอะไรผิด!”
เสียงเงียบกริบลงทันที ทุกคนเหมือนถูกตรึงไว้กับที่ เงาเด็กสามคนค่อย ๆ ถอยกลับเข้าสู่รอยร้าว แต่ดวงตายังคงจ้องมองพวกเขา
คืนต่อมา ทั้งสี่คนนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ รินได้ยินเสียงคนเดินวนไปมานอกห้อง เธอลุกขึ้นเปิดประตู พบว่าหญิงนั่งร้องไห้อยู่ที่โถงบ้าน อรยืนมองไปที่รอยร้าวอย่างหวาดผวา
พลนั่งฟุบกับโต๊ะน้ำตาไหลเงียบ ๆ ไม่มีใครพูดอะไร
จนรุ่งเช้า พวกเขาตัดสินใจแจ้งตำรวจและเล่าเรื่องทั้งหมดให้ชาวบ้านฟัง แต่ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครกล้าเข้ามาในบ้านหลังนี้อีก
รินยังคงฝันถึงเสียงกระซิบทุกคืน เธอรู้ว่าความลับของบ้านหลังนี้ไม่ได้หายไปไหน เด็กทั้งสามยังคงรอใครสักคนที่ได้ยินเสียงกระซิบ…และยิ่งนานวัน รอยร้าวนั้นกลับเหมือนขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ