เสียงก้องจากปล่องไฟ
สายลมเย็นแทรกผ่านซี่ไม้เก่า ฝุ่นลอยวนในแสงแดดบาง ๆ ที่ลอดหน้าต่างเข้ามา ทิพย์ตา ค่อย ๆ วางกระเป๋าลงบนพื้นบ้านไม้ที่แผ่นบางซึ่งส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกย่างก้าว มันคือบ้านเก่ากลางทุ่งนาทางเหนือ ที่เธอไม่ได้เหยียบย่างกลับมาเกือบ 12 ปี นับแต่เรียนจบมัธยมแล้วออกเดินทางสู่กรุงเทพฯ หลีกหนีภาพจำในวัยเด็กที่ไม่อยากนึกถึงอีก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แม่ของทิพย์ตานอนซมอยู่ห้องในสุด หญิงสูงวัยน้ำเสียงอ่อนแรงยิ้มรับลูกสาวที่ห่างหาย พลางกระซิบเบา ๆ ว่า “ขอบใจที่กลับมา… อยู่ด้วยกันสักพักนะลูก” น้ำเสียงแม่เจือความกลัวบางอย่างที่สาวเจ้าสังเกตได้ เธอเลือกจะไม่ถาม
ในคืนแรก แสงจันทร์ส่องลอดปล่องไฟโบราณที่สูงทะลุหลังคาไปถึงฟ้า ทิพย์ตานั่งที่โต๊ะไม้เก่า พลางหมุนช้อนในแก้วกาแฟ เสียงขูดขีดเบา ๆ จางหายไปกับความเงียบ เธอเห็นเงาเล็ก ๆ เคลื่อนไหวอยู่ตรงปล่องไฟ ทิพย์ตาเพ่งสายตาออกไป แต่เห็นเพียงความว่างเปล่า
ในความเงียบ เธอได้ยินเสียงกระซิบประหลาดแว่วมาตามลม “…กลับมาแล้ว…” เสียงนั้นแผ่วเบาเหมือนฝัน ทิพย์ตาขนลุกซู่ รีบเดินไปปิดหน้าต่างอย่างระแวดระวัง
รุ่งเช้า ป้าจิต เพื่อนบ้านผู้แก่กว่าแม่ไม่กี่ปี เดินเอาอาหารมาเยี่ยม เห็นทิพย์ตาแล้วเธอยิ้มแปลก ๆ กล่าวคำทักทายเรียบง่าย “ตากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ลูก” ทิพย์ตาตอบเสียงเบา “เมื่อคืนค่ะ” ป้าจิตมองปล่องไฟ ก่อนกระซิบ “ระวัง…” แล้วไม่พูดอะไรอีก
ช่วงสาย เธอช่วยแม่เปลี่ยนผ้าปูเตียง แม่เอาแต่มองออกไปนอกรั้วหลังบ้าน “ระวังอย่าไปใกล้ปล่องไฟตอนกลางคืน” แม่พูดเสียงสั่น ทิพย์ตาหันไปจ้องหน้า “มัน…มีอะไร?” แม่เม้มปากแน่น ไม่ตอบ
ค่ำวันถัดมา ทิพย์ตาสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะเสียงบางอย่าง เสียงคล้ายก้อนหินตกลงบนพื้นไม้ เธอลุกเดินตามเสียงไปจนถึงหน้าปล่องไฟ เธอเห็นฝุ่นสีขาวร่วงลงมาเป็นกองเล็ก ๆ บนพื้น เลือกจะก้มลงดูใกล้ ๆ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ อีกครั้ง “ยังอยู่…ใช่ไหม”
เธอถอยหลังไปชนเก้าอี้ไม้ เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังสะท้อนกับความเงียบ ทิพย์ตาวิ่งกลับเข้าห้อง รีบล็อกประตู หัวใจเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้
เช้าตรู่ เธอออกเดินสำรวจรอบบ้าน เห็นรอยเท้าโคลนเล็ก ๆ อยู่ตรงปล่องไฟ รอยเท้าหายไปกลางพื้นไม้ ทิพย์ตายืนนิ่ง มือเย็นเฉียบ ไม่มีใครในบ้านนอกจากเธอและแม่
วันต่อมา เธอพบกล่องไม้เก่าใต้บันได ข้างในมีรูปถ่ายขาวดำรูปครอบครัว มีเด็กผู้หญิงอีกคนในรูป ยืนอยู่ข้างปล่องไฟ ทิพย์ตาตัวแข็งทื่อ ไม่คุ้นหน้าเด็กคนนั้นแต่กลับรู้สึกคุ้นแปลก ๆ
เธอเอารูปไปถามแม่ แม่ตัวสั่น ตาแดงขอบคล้ำ “อย่า…อย่าเปิดมัน…” เสียงแม่สั่นจนแทบจับความไม่ได้ ทิพย์ตากำรูปไว้แน่น พยายามจะซักต่อ แต่แม่ปิดปากเงียบ
คืนนั้น เธอฝืนใจนั่งมองปล่องไฟนานนับชั่วโมง เงาในปล่องไฟยาวขึ้น ยืดออกคล้ายแขนขาด ๆ เสียงกระซิบดังขึ้นเป็นจังหวะ “ช่วยฉัน…”
ทิพย์ตาถอนหายใจหนัก ๆ เดินตรงไปเคาะประตูบ้านป้าจิตกลางดึก “หนูขอโทษที่มากวน… ป้ารู้ใช่ไหมว่ามันคืออะไร” ป้าจิตมองผ่านไหล่เธอไปที่บ้าน มุมปากกระตุก “ของที่ลืมไว้…มันอยากให้จำ”
“หนูไม่เข้าใจ!” ทิพย์ตาเสียงดังเกินไปเล็กน้อย ป้าจิตยกนิ้วแตะริมฝีปาก “เงียบ…อย่าพูดชื่อนั้น…ถ้ายังไม่จำได้เอง”
ทิพย์ตาเดินกลับบ้านด้วยความอึดอัด บรรยากาศหนักอึ้ง เธอล้มตัวลงนอนแต่หลับไม่สนิท เสียงเคาะเบา ๆ จากปล่องไฟดังต่อเนื่อง เจ็บแปลบในอกเหมือนกำลังลืมอะไรสำคัญ
รุ่งขึ้น เธอตัดสินใจขุดค้นหาความจริงใต้ปล่องไฟ เก็บไม้เก่า ๆ ออกจากขอบเตา พบช่องว่างแคบ ๆ ที่มีเศษกระดูกนิ้วมือเล็ก ๆ กระจายอยู่ เธอหยิบขึ้นมาดู มือสั่นเทา
ขณะนั้นเอง เงาเล็ก ๆ โผล่พ้นปล่องไฟมาอยู่ข้างหลัง เสียงกระซิบใกล้หู “เจ็บ…หนาว…” ทิพย์ตาหันขวับ ไม่มีใครเห็น แต่เธอแน่ใจว่ามีบางอย่างอยู่ตรงนั้น
เธอถามแม่ตรง ๆ อีกครั้ง “แม่…เด็กในรูปเป็นใคร” แม่ร้องไห้ “แม่…ขอโทษ…แม่ทนไม่ไหว…”
ป้าจิตแวะมาเยี่ยมอีกครั้ง นั่งเงียบในครัวนาน ก่อนพูดว่า “เมื่อก่อน…มีเด็กหายไปในบ้านนี้ ไม่มีใครหาเจอ…”
ทิพย์ตายืนจ้องปล่องไฟ น้ำตาไหลช้า ๆ ภาพอดีตค่อย ๆ แทรกเข้ามาในหัว เสียงเด็กผู้หญิงหัวเราะไล่จับ เธอเห็นตัวเองตอนเด็กกับน้องสาวที่เธอไม่เคยจำได้ ทิพย์ตากอดอกแน่น
เสียงกระซิบในปล่องไฟดังชัดขึ้น “ทิพย์…เล่นด้วยกัน…” เธอสะดุ้ง ใจเต้นระรัว ภาพความทรงจำถูกกลืนหายไปนานเท่าไรแล้ว
เธอตัดสินใจนั่งรอที่หน้าปล่องไฟในคืนที่มืดที่สุด เงาเล็ก ๆ ค่อย ๆ โผล่มาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ เสียงลมหายใจเย็นเยียบปะทะผิวหนัง “หนูจำไม่ได้เหรอ…” น้องสาวที่ถูกลืม เสียงในหัวเรียกซ้ำ ๆ
ทิพย์ตาตัดสินใจขอโทษทั้งน้ำตา “พี่…ขอโทษ…พี่ลืมไปแล้ว” คำพูดสั่นเครือ เงาในปล่องไฟสั่นไหว กลายเป็นเด็กหญิงที่ยืนมองด้วยสายตาหวาดกลัวและเศร้า
ปล่องไฟสั่นสะเทือน เศษอิฐถล่มลงมา เงาในปล่องไฟหายไปชั่วขณะ เสียงกระซิบสุดท้าย “อยู่ด้วยกัน…ตลอดไป…”
เช้าตรู่ ทิพย์ตาตื่นขึ้นมาพบแม่กอดรูปถ่ายแน่น บ้านทั้งหลังเงียบสงัด ปล่องไฟถล่มเหลือแต่ซาก เธอรู้ทันทีว่าส่วนหนึ่งของความทรงจำยังคงหายไปและไม่มีวันได้คืน ทิพย์ตานั่งนิ่ง น้ำตาไหลอาบแก้ม เสียงในหัวเงียบสนิทเป็นครั้งแรก
ป้าจิตเดินผ่านหน้าบ้าน มองเธอด้วยสายตาเศร้า “บางอย่าง…ไม่ควรถูกลืม” เธอพูดแค่นั้นแล้วเดินจากไป ทิพย์ตาหันมองปล่องไฟที่เหลือแต่ซาก เงาเล็ก ๆ วิ่งผ่านแวบหนึ่ง เธอไม่ได้หันไปมองอีก
กลางคืนของหมู่บ้านกลับมาเงียบงัน ทิพย์ตารู้ดีว่าบางอย่างในบ้านหลังนี้ยังไม่จบ เพียงแต่เธอเลือกจะอยู่กับความเงียบ และเสียงก้องในใจที่ไม่มีวันหายไป