เงาหาย: บ้านร้างริมบึง
เสียงจักจั่นเงียบกริบเมื่อสุพิชชาเดินลัดทุ่งหญ้าหลังหมู่บ้าน เธอกระชับกระเป๋าเป้กับลำตัว สายลมกลางคืนพัดกลิ่นดินเปียกเข้าจมูก ในมือของเธอมีรูปถ่ายซีดจางของน้องชาย อภิสิทธิ์ เด็กชายที่หายตัวไปในคืนที่ฝนตกหนักเมื่อสองเดือนก่อน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!วสันต์กำลังยืนรออยู่บนสะพานไม้เก่า ร่างสูงผอมของเขาสะท้อนในบึงมืด ๆ แววตาเก็บงำความกังวล “แน่ใจเหรอจะเข้าไปคืนนี้” เขาถามเสียงเบา สบตากับสุพิชชาที่เดินตามหลังมา
เบนซ์กับข้าวฟ่าง เพื่อนอีกสองคนยืนล้อมวงใกล้ ๆ ข้าวฟ่างหลบตา มือบีบเสื้อยืดแน่น เบนซ์หัวเราะฝืด ๆ “จะกลัวอะไรนักวะ บ้านร้างก็แค่บ้านร้าง” แต่ประโยคนี้แทบไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศดีขึ้นเลย
ทั้งสี่เดินตัดหญ้าสูง เงาของพวกเขาเคลื่อนตัวผิดจังหวะบนพื้นดิน ขณะที่บ้านไม้สองชั้นริมบึงค่อย ๆ ปรากฏในเงามืด หน้าต่างกระจกแตกสลับแผ่นไม้ผุเปื่อยเหมือนกำลังจ้องมองพวกเขาอยู่
สุพิชชาเดินนำขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด เสียงกบร้องในบึงขาดห้วงจนน่าขนลุก เธอเปิดไฟฉายส่องเข้าไปในห้องโถง ม่านเก่าห้อยริ้วอยู่กลางห้อง กลิ่นอับของไม้ผุและฝุ่นทำให้ทุกคนต้องกลั้นหายใจชั่วครู่
วสันต์เก็บงำความลังเล เดินตามหลังเธอเข้ามา “ถ้าเจออะไรแปลก ๆ… อย่าหนีนะ อยู่ด้วยกัน” น้ำเสียงเขาสั่นนิด ๆ ข้าวฟ่างพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร
เบนซ์เดินไปเขี่ยขี้เถ้าที่เตาผิงเก่าด้วยปลายเท้า ฝุ่นฟุ้งในลำแสงไฟฉาย “ที่นี่มัน…เหมือนจะมีคนอยู่มาก่อน” เขากระซิบ ข้าวฟ่างมองตาม เสียงฝีเท้าของทุกคนสะท้อนก้องในบ้านร้าง
สุพิชชาหยิบรูปถ่ายน้องชายขึ้นดูอีกครั้ง เธอเดินเข้าไปใกล้บันไดขึ้นชั้นสอง ประตูห้องหนึ่งเปิดแง้มอยู่อย่างผิดปกติ ราวกับมีใครเพิ่งผ่านเข้าไป
เสียงแผ่วเบาราวกับคนครางดังลอดมาจากชั้นบน ทุกคนหยุดนิ่ง เบนซ์หันไปกระซิบ “ได้ยินไหม” สุพิชชาเม้มปากแน่น ก่อนเดินนำขึ้นบันไดเสียงเบา ๆ
บันไดไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดทุกย่างก้าว เสียงครางหายไป เหลือเพียงเสียงหัวใจเต้นแรงในหู ทุกคนยืนเรียงกันหน้าห้องแคบ ๆ เบนซ์กลืนน้ำลายก่อนค่อย ๆ ผลักประตูเข้าไป
ภายในห้องมีเพียงตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่กับหน้าต่างที่เปิดอ้า ผ้าม่านขาดรุ่งริ่งปลิวลงมาแตะกับพื้น สุพิชชาเปิดไฟฉายส่องไปที่พื้น เห็นรอยเท้าดินเปรอะเปื้อนลากเข้ามาใหม่ ๆ
ข้าวฟ่างยกมือขึ้นปิดปาก เสียงถอนหายใจของวสันต์ดังแผ่ว ๆ “มันเพิ่งเกิดขึ้นเองเหรอวะ…” เบนซ์หยุดคิด ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ตู้เสื้อผ้า เขาเอื้อมมือเปิดตู้อย่างช้า ๆ
ภายในตู้มันว่างเปล่า มีเพียงเงาดำของเขาเองสะท้อนบนไม้เก่า ๆ แต่เหมือนจะมีเงาอีกเงาหนึ่งเคลื่อนไหวสวนอยู่ในนั้น ทุกคนถอยหลังมองหน้ากันเงียบ ๆ
สุพิชชายืนมองรูปถ่ายในมือและรู้สึกว่าน้องชายในภาพเหมือนกำลังจ้องเธอกลับ สายตาเย็นเยียบ อึดอัดจนเธอต้องหันหลบ พวกเขาตัดสินใจกลับลงมาชั้นล่าง
เสียงลมหายใจของทุกคนดังชัดในความเงียบ เบนซ์เดินไปยังห้องครัว เขาเปิดตู้เย็นเก่า กลิ่นเน่าเหม็นโชยออกมาแต่ไม่มีอะไรอยู่ในนั้นเลย ข้าวฟ่างส่องไฟฉายไปที่ผนัง พบรอยมือเปื้อนดินเป็นทางยาว
วสันต์เดินไปใกล้หน้าต่าง หยุดนิ่งอยู่ชั่วครู่ เขาชี้ออกไปที่บึงภายนอก “มีอะไรบางอย่างอยู่ในน้ำ” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความลังเล ทุกคนมุงออกไปดูแต่ไม่เห็นอะไรนอกจากเงาสะท้อนของตัวเอง
ข้าวฟ่างเบือนหน้าหนี รู้สึกเหมือนมีสายตาจากที่ไหนสักแห่งจ้องมองอยู่ตลอดเวลา เธอกระซิบเบา ๆ “เราควรออกไปไหม” สุพิชชาส่ายหน้า “ยัง…ฉันต้องหาน้องให้เจอก่อน”
เสียงกุกกักดังมาจากห้องเก็บของหลังบ้าน ประตูไม้สั่นไหวเหมือนมีคนผลักจากด้านใน เบนซ์หยิบไม้หน้าสามเก่า ๆ มาถือไว้ วสันต์ค่อย ๆ เดินไปเปิดประตู
ภายในมีแต่ลังเก่าและเงาวูบวาบเหมือนควันดำ เงาประหลาดเคลื่อนตัวผ่านแสงไฟฉายอย่างรวดเร็ว ทุกคนถอยกรูดออกมาเงียบ ๆ ข้าวฟ่างหอบหายใจ เธอเอามือกุมอก
เบนซ์สบถในลำคอ “กูว่ามันไม่ใช่คน” วสันต์จับบ่าข้าวฟ่างเบา ๆ “ใจเย็น…มันอาจเป็นสัตว์ก็ได้” แต่แววตาเขาเองก็ไม่มั่นใจเลย
สุพิชชามองนาฬิกาข้อมือ เสียงของบึงเงียบลงราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตหลงเหลืออยู่ บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไป ราวกับบ้านกำลังกลืนกินพวกเขาทีละน้อย
ข้าวฟ่างเดินแยกไปที่ห้องรับแขก เธอเห็นแสงไฟจาง ๆ ริบหรี่ตรงผนังเหมือนใครเอาเทียนมาจุดไว้ แต่กลับไม่มีเทียนจริง ๆ เงาบนผนังดูผิดธรรมชาติ ลากยาวขึ้นถึงเพดาน
เบนซ์เดินตามมา เขาเงียบไปนานก่อนจะพูดขึ้นอย่างลังเล “มึงรู้สึกว่า…เวลาที่นี่เดินช้ากว่าปกติไหมวะ” ข้าวฟ่างไม่ตอบ ได้แต่มองแสงบนผนังที่เคลื่อนไหวเหมือนลมหายใจ
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากบันได ทุกคนหันขวับไปที่ทางขึ้นชั้นสอง เงาดำวูบหนึ่งพาดผ่านราวบันไดอย่างรวดเร็ว ทิ้งความเย็นวาบจนทุกคนขนลุก
สุพิชชาตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องเก็บของ เธอเจอกล่องรองเท้าใบเก่าที่มีชื่อของอภิสิทธิ์เขียนไว้ด้านข้าง เธอเปิดกล่อง พบแต่เศษกระดาษขาด ๆ และตุ๊กตาทำมือจากเศษผ้า
ข้าวฟ่างตามมาดูด้วย สองคนสบตากันเงียบ ๆ ข้าวฟ่างกระซิบเบา “เขาเคยมาที่นี่จริง ๆ เหรอ” สุพิชชาส่ายหน้า “ฉันไม่รู้…แต่ทำไมฉันถึงจำอะไรไม่ได้เลย”
เบนซ์กับวสันต์เดินออกไปสำรวจรอบบ้าน พวกเขาเจอแผ่นไม้ใต้ถุนหลุดออก เผยให้เห็นห้องลับที่ไม่มีใครเคยรู้จัก แสงไฟฉายสาดลงไปเห็นฝุ่นหนาเตอะกับรอยเท้าที่เหมือนมีคนเดินเข้าออกหลายครั้ง
วสันต์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกระโดดลงไปในห้องลับ เบนซ์ตามลงไปด้านล่าง ในห้องมีโต๊ะไม้เก่า ๆ และกระจกเงาบานใหญ่ที่ตั้งตะแคงอยู่ มุมห้องมีแผ่นกระดาษเก่าเขียนด้วยลายมือบรรยายถึงพิธีกรรมประหลาด
เสียงกระซิบเบา ๆ ดังขึ้นจากรอบทิศ วสันต์หันซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว เขาอ่านกระดาษเจอข้อความว่า “อย่าให้เงาของเจ้ากลืนกินใจ” เบนซ์ขนลุกวาบ รีบก้าวออกจากห้อง
สุพิชชาและข้าวฟ่างเดินกลับมารวมกลุ่ม เบนซ์เล่าเรื่องห้องลับกับข้อความประหลาดให้ฟัง สีหน้าทุกคนตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด
ข้าวฟ่างนิ่งไปนาน เธอกระซิบเบา ๆ ว่า “เงาในบ้านนี้…มันไม่ใช่ของเรา” ทุกคนมองหน้ากันเงียบ ๆ ราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่เข้ามา ไม่มีใครได้ยินเสียงนอกบ้านอีกเลย
วสันต์หยิบไฟฉายส่องไปรอบห้อง เงาบนผนังกลับเคลื่อนไหวสวนกับทิศทางของเขา ราวกับมันมีชีวิตของตัวเอง
สุพิชชาก้มมองรูปน้องชายอีกครั้ง คราวนี้ในภาพมีเงาดำลาง ๆ ยืนอยู่ข้าง ๆ อภิสิทธิ์ เธอหายใจหอบ สายตาเลื่อนลอยไปยังหน้าต่างที่ปิดสนิท
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังอยู่ด้านหลัง ข้าวฟ่างหันขวับไปทันที แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น เธอหน้าซีดเผือด จับแขนสุพิชชาแน่น
เบนซ์สังเกตว่าหน้าต่างบางบานเริ่มมีหยดน้ำเกาะอยู่ราวกับบ้านทั้งหลังกำลังชื้นขึ้นเรื่อย ๆ อากาศอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
สุพิชชาคิดถึงอภิสิทธิ์ เธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความทรงจำ บางช่วงของคืนนั้นเหมือนหายไปจากความคิด ราวกับว่าบ้านหลังนี้ขโมยเวลาไปบางส่วน
วสันต์เดินไปหยุดที่หน้าประตูบ้าน แต่กลับเปิดไม่ได้ ลูกบิดขยับไม่ขยับ ประตูเหมือนถูกล็อกจากภายนอก ทุกคนเริ่มกระวนกระวาย
ข้าวฟ่างสอดส่องสายตาไปที่เพดาน เห็นเงาดำลากยาวเหมือนใยแมงมุมปกคลุมอยู่เหนือศีรษะ เธอสะดุ้งสุดตัวเมื่อเงานั้นเริ่มขยับลงมาแตะไหล่เบนซ์
เบนซ์ตกใจ รีบถอยหลังจนสะดุดล้ม เสียงดังโป้กในความเงียบ เงาดำค่อย ๆ คลานไปตามพื้น ราวกับมันกำลังหิวโหย
สุพิชชาตัดสินใจเดินกลับไปยังห้องลับใต้ถุน วสันต์กับข้าวฟ่างรีบตามไป เบนซ์ตามมาช้ากว่าคนอื่น ภายในห้องลับ เงาสะท้อนในกระจกเงาตะแคงเริ่มเปลี่ยนรูป ชายเสื้อขาวในกระจกยืนหันหลังให้
สุพิชชาเข้าไปใกล้กระจก เธอเห็นเงาของตัวเองซ้อนทับกับเงาในกระจกอย่างประหลาด เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้น “เจ้าจำได้ไหม…คืนที่ฝนตกนั้น…”
ภาพในกระจกสั่นไหว เห็นเด็กชายยืนตากฝนอยู่ใต้ต้นไม้หน้าบ้าน ร้องไห้และพยายามเคาะประตูเข้า แต่ไม่มีใครเปิด สุพิชชากรีดร้อง เธอจำได้ว่าคืนนั้นเธอเคยปิดประตูหนีน้องเพราะกลัวฟ้าผ่า
เงาดำในกระจกค่อย ๆ หันหน้ามา เผยให้เห็นใบหน้าของอภิสิทธิ์ที่เปียกฝนและเปื้อนคราบน้ำตา ดวงตาข้างหนึ่งกลายเป็นเงาสีดำสนิท
ข้าวฟ่างกับวสันต์เริ่มได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็ก ดังสะท้อนในห้องลับ เงาดำค่อย ๆ ลามออกมาจากกระจก คลานเข้าหาพวกเขา
เบนซ์ยืนแข็งทื่อ เขามองเห็นเงาของตัวเองในกระจกค่อย ๆ เลือนหายไป ราวกับว่าบ้านกำลังขโมยตัวตนของเขาไปทีละน้อย
สุพิชชาน้ำตาไหล เธอพูดกับเงาในกระจก “ขอโทษ…ขอโทษจริง ๆ ฉันไม่ได้ตั้งใจปล่อยให้นายตากฝน…” เสียงกระซิบตอบมา “เจ้าจำได้แล้ว…แต่ข้าไม่ลืม”
เงาดำกลืนกินตัวสุพิชชา เธอทรุดลงกับพื้น ภาพในกระจกสั่นอีกครั้ง ก่อนจะเงียบสนิท
ข้าวฟ่างกับวสันต์รีบเข้าไปดึงตัวสุพิชชาออกมา แต่พบว่าเธอเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ดวงตาสีดำสนิท ไม่มีแววสติ
เบนซ์เริ่มหายใจขัด เขามองไปที่ทางออกแต่ประตูทุกบานปิดสนิท เสียงฝีเท้าที่ไม่ใช่ของพวกเขาดังวนเวียนอยู่ในบ้าน เงาดำขยับเข้าใกล้ทุกคนช้า ๆ
สุพิชชาทั้งกลัวและเสียใจ เธอโอบกอดภาพน้องชายในกระจกไว้ ร่างกายค่อย ๆ ถูกกลืนหายไปกับเงามืด
ข้าวฟ่างตัดสินใจตะโกนขอความช่วยเหลือ เสียงสะท้อนก้องไปทั่วบ้านแต่ไม่มีใครตอบกลับ เงาดำคลานมาล้อมรอบเธอกับวสันต์
วสันต์ตะโกน “พอเถอะ เราไม่ได้ตั้งใจ!” เงาดำหยุดนิ่งชั่วครู่ ก่อนจะสลายหายไปทีละน้อย เหลือเพียงความว่างเปล่าและความเงียบ
เบนซ์โผเข้ากอดข้าวฟ่าง พวกเขารู้สึกว่าความทรงจำบางอย่างขาดหายไป ราวกับไม่เคยมีอภิสิทธิ์อยู่ในชีวิตเลย
บ้านร้างเงียบสงัดเหมือนเดิม เสียงจากบึงกลับมาอีกครั้ง แต่เงาในบ้านนั้นยังคงคอยกลืนกินผู้มาเยือนคนต่อไป