เสียงกระซิบจากตึกไม้หลังเก่า
เสียงล้อรถกระบะขูดกับกรวดหยาบข้างทาง ขณะพระอาทิตย์กำลังตกดิน ย้อมขอบฟ้าเป็นสีส้มอมแดง ต้นไม้สูงทึบสองข้างทางโยกไหวตามแรงลมใบไม้เสียดสีกันเป็นเสียงซู่ซ่า พชรขยับกระเป๋ากล้องในมือ แลมองไปยังตึกไม้หลังเก่าที่ตั้งโดดเดี่ยวกลางลานหญ้ารกร้าง ตึกไม้สองชั้นสีเปลือกไม้หม่น กระจกหน้าต่างบางบานแตก บางบานยังคงมีม่านเก่าเหลืองกรังปิดบังสายตาจากภายนอก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เราต้องเข้าไปจริงเหรอวะพชร…” เสียงของพลอย เพื่อนร่วมกลุ่มวิจัยดังขึ้นขณะเธอหันมองตึกด้วยสายตาหวาดระแวง
“อาจารย์บอกว่าต้องสำรวจให้ครบทุกตึกในพื้นที่ เดี๋ยวจะตกประเด็นนะ” พชรพยายามหยอดเสียงมั่นใจแม้ใจลึก ๆ จะรู้สึกคลื่นไส้กับบรรยากาศตรงหน้า
ทีมวิจัยมีห้าคน: พชร หัวหน้ากลุ่มถ่ายภาพอาร์ตติสต์ที่กลัวความมืดแต่ไม่อยากยอมรับ พลอย นิสิตสังคมสงเคราะห์ที่เก็บความรู้สึกเก่งแต่หวาดกลัวเสียงแปลก ๆ อิฐ หนุ่มร่างสูงเงียบขรึมอดีตเด็กบ้านนอกผู้มีรอยแผลในอดีต อาย นักจิตวิทยาที่ไม่เชื่อในเรื่องผีแต่กลัวการถูกทอดทิ้ง และไผ่ นักบันทึกเสียงผู้ขี้สงสัยที่เจ็บปวดกับความลับบางอย่างของตนเอง
ประตูไม้เก่าครางแอ๊ดเมื่อถูกผลักเข้า กลิ่นอับชื้นของฝุ่นและไม้ผุคลอเคลียอยู่ในอากาศ ทุกคนหยุดยืนอยู่หน้าทางเข้าห้องโถง ท่ามกลางความเงียบมีเสียงกระซิบแผ่ว ๆ เหมือนลมรอดผ่านรูไม้ พลอยเผลอปรายตามองไปรอบห้องราวกับกำลังฟังเสียงใครสักคน
“ใครได้ยินเสียงเหมือนฉันบ้าง…” พลอยกระซิบเสียเบา คนอื่นพยักหน้าช้า ๆ ไม่มีใครกล้าตอบรับออกเสียงชัดเจน
พชรเดินนำเข้าไปข้างใน มือกำกล้องไว้แน่น เขามองเห็นภาพถ่ายเก่า ๆ บนผนัง เฟรมไม้ผุกรอบรูปบิดเบี้ยว ภาพถ่ายนักเรียนเก่าปีละคนสองคน ทั้งหมดมีแต่ใบหน้าจริงจังและสายตาที่ดูเหมือนกำลังจับจ้องออกมา
“จะเริ่มเก็บข้อมูลไหม” อายเอ่ยขึ้น เสียงของเธอสั่น ๆ เหมือนพยายามข่มความกลัว
“เออ… เริ่มจากบันทึกเสียงรอบ ๆ ก่อนดีไหม” ไผ่หยิบเครื่องบันทึกเสียงออกมาแล้วเดินสำรวจห้องโถง ทันใดนั้นประตูห้องเรียนข้างหนึ่งปิดตัวเองดัง ‘ปัง’ ทุกคนสะดุ้ง ไผ่เงยหน้ามองรอบห้อง เงาบางอย่างวูบผ่านหน้าต่างด้านใน
อิฐสบตาพชรผ่านแสงไฟฉาย “เหมือนมันเงียบเกินไป” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงตึงเครียด
ขณะที่ทุกคนเตรียมอุปกรณ์เก็บข้อมูล เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นบางครั้งเหมือนเสียงเด็กเล็ก บางครั้งเหมือนเสียงผู้ใหญ่ ทุกคนเปลี่ยนสีหน้า น้ำเสียงในบทสนทนาเริ่มสั้นและห้วนขึ้น ไม่มีใครกล้าเดินแยกเดี่ยวไปห้องไหน ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความลังเล
“พลอย… เห็นในภาพนั้นไหม คนข้างหลังมันคือใคร” อายหยิบรูปถ่ายรูปหนึ่งยื่นให้พลอย พลอยเพ่งมอง เห็นเงาคนคลุมผ้าขาวบางยืนอยู่หลังกลุ่มนักเรียน มีรอยเปื้อนดำคล้ายคราบเลือดที่มุมปาก
“ไม่… ไม่ใช่ภาพตัดต่อหรอกเหรอ” พลอยพูดเสียงแหบ
พชรเอื้อมมือแตะบ่าอิฐ “นายเคยมาที่นี่มาก่อนรึเปล่า”
อิฐลังเลก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “ตอนเด็ก ๆ ฉันเคยมาวิ่งเล่นกับเพื่อนแถวนี้… แต่ตึกนี้ไม่เคยมีใครกล้าเข้า”
อายพยายามหาไฟฟ้าแต่ไม่มี กระแสไฟในตึกดูเหมือนจะถูกตัดขาดไปนานแล้ว ทุกคนต้องใช้ไฟฉายมือถือซึ่งส่องไปทางไหนก็พบแต่เงามืดหนาทึบ พลอยเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง
“เหมือนมีใครตามหลังเราไหม” ไผ่ถามขึ้นขณะเดินไปตามทางเดินแคบ ๆ เหนือศีรษะมีรอยแตกร้าวหยาบบนฝ้าเพดาน และเสียงบางอย่างคล้ายคนลากเท้าอยู่บนชั้นสอง
ในขณะที่ไผ่กำลังจะบันทึกเสียงตรงบันได เสียงกระซิบแหลมเล็กดังใกล้หูจนเขารีบหันหลังไป ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น พลอยเดินตามมาติด ๆ ต่างคนต่างสบตา ไม่มีคำพูดใดออกจากปาก
กลุ่มนิสิตสำรวจขึ้นชั้นสอง ระหว่างเดินบนบันไดเก่า เสียงบันไดลั่นเอี๊ยดอ๊าดตลอดทาง เงาดำวูบผ่านปลายบันไดเมื่อไฟฉายกวาดไปกระทบ ทุกคนหยุดนิ่ง มองหน้ากันโดยไม่มีใครพูดอะไร
เมื่อถึงชั้นบน พวกเขาพบห้องเรียนเล็ก ๆ ที่ประตูปิดแน่น อิฐเข้าไปลองบิดลูกบิดแต่ประตูขยับไม่ได้ อายโน้มตัวฟังที่บานประตู เสียงกระซิบเบา ๆ ดังอยู่ข้างใน ความเงียบอึดอัดปกคลุมทั้งกลุ่ม
“เสียงนั้น… มันเหมือนเขาเรียกชื่อใครบางคน…” อายกระซิบ
ขณะที่พลอยง่วนกับการอ่านบันทึกเก่าในตู้เอกสาร เธอพบสมุดปกสีน้ำตาลซีดเล่มหนึ่ง หน้าปกเขียนว่า ‘บันทึกของครูแสง’ พลอยเปิดอ่าน ข้อความในหน้ากระดาษถูกขีดข่วนบางส่วน “เด็กห้อง 2/1 หายไป… ใคร ๆ ก็ว่าได้ยินเสียง… พวกเขาไม่อยากพูดถึง”
ทุกคนเงียบงัน ไผ่เอื้อมมือไปจับมือพลอยแน่นขึ้น “นายคิดว่า… เด็กคนนั้นยังอยู่ที่นี่ไหม”
เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนได้ยินชัดเจน เป็นเสียงเด็กชายร้องไห้เบา ๆ สลับกับเสียงผู้ใหญ่พูดประโยคที่ฟังไม่ออก
“พวกเราควรออกไหม” อายถามเสียงสั่น
พชรนิ่งไปขณะมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเงาคนยืนอยู่ขอบสนามหญ้าไกล ๆ เงานั้นไม่ขยับแต่เหมือนจ้องมองกลับมา
“ฉันว่า… ถ้าเราไม่รู้จักที่นี่ดีพอ เราอาจออกไปไม่ได้” อิฐพูดเบา ๆ พชรหันมาแลขวับ
กลุ่มเดินลงกลับมาที่โถงชั้นล่าง พบว่าประตูทางออกถูกปิดแน่น ไม่ว่าจะดึงผลักแรงแค่ไหนก็ขยับไม่ได้ ทุกคนเริ่มตึงเครียด ไผ่พยายามโทรศัพท์แต่ไม่มีสัญญาณ
เสียงกระซิบเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องโหยหวนสั้น ๆ ที่มุมห้อง ทุกคนหวาดกลัวจนไม่กล้าขยับตัว พลอยหยิบสมุดบันทึกขึ้นอ่านต่อ มีข้อความเขียนว่า “พวกเขาห้ามพูดชื่อ… ถ้าพูดชื่อ เด็กจะตามมา”
“ใคร… เด็กคนไหน…” ไผ่กระซิบ
ทันใดนั้นไฟฉายของอายเริ่มกะพริบ เงาดำวูบผ่านหน้าต่างอีกครั้ง ทุกคนได้ยินเสียงฝีเท้าบนพื้นไม้ใกล้เข้ามา อิฐยืนนิ่งเหมือนจมในอดีต
“นายรู้ใช่ไหม…” พชรถามเบา ๆ
อิฐหลบสายตาก่อนจะสารภาพ “สมัยเด็ก ๆ … ฉันเคยเห็นเพื่อนคนหนึ่งหายไปในตึกนี้ ไม่มีใครพูดถึงมันอีก ฉันกลัวจนไม่กล้าบอกใคร…”
ความเงียบปกคลุม ทุกคนซึมซับความรู้สึกผิดและกลัวในจิตใจ เสียงกระซิบเงียบไปชั่วขณะ
พลอยพบเศษผ้าที่ขาดวิ่นใต้โต๊ะเรียน ในผ้ามีตัวอักษรเลือดสีซีด ๆ เขียนว่า “อย่าออกเสียง” เธอสะดุ้งโยนผ้าทิ้ง
ทันใดนั้นมีเสียงเปิดประตูห้องเรียนที่ชั้นสอง ทุกคนผงะรีบมองขึ้นไป เห็นเงาคนเด็กเดินผ่านช่องไฟที่บานประตู ฝีเท้าลากช้า ๆ ตามทางเดินไม้เก่า เสียงกระซิบกลับมาอีกครั้ง คราวนี้คล้ายเสียงกระซิบในหัวของทุกคน
พลอยเริ่มทนไม่ไหว “ถ้าเรา… ถ้าเราพูดชื่อมันออกมา มันจะเป็นไง”
“อย่า!” ไผ่ตะโกนแทรก เสียงของเขาเต็มไปด้วยความกลัว
เสียงฝีเท้าหยุดตรงหัวบันได ทุกคนหยุดหายใจ เสียงร้องไห้เบา ๆ ดังขึ้นอยู่ใกล้มาก
อิฐกลืนน้ำลาย “ทุกคน… ฉันขอโทษ… สมัยเด็กฉันทิ้งเพื่อนไว้ในนี้… ฉันวิ่งหนี… ฉันเป็นคนเดียวที่รอด” น้ำตาไหลลงข้างแก้มเขาช้า ๆ
พลอยยื่นมือแตะไหล่อิฐ “เราไม่ได้ตั้งใจทำให้มันเกิดขึ้น ทุกคนกลัวทั้งนั้น”
ทันใดนั้น เสียงกระซิบในหัวทุกคนกลายเป็นเสียงตะโกนโวยวายแผดเสียงชื่อเด็กชายคนหนึ่ง ทุกคนถูกบังคับให้พูดชื่อนั้นพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว ประตูทางออกเปิดผาง เสียงลมหอบใหญ่พัดเข้ามาจนไฟฉายดับพรึบ
ในความมืด เห็นเงาเด็กชายคนหนึ่งยืนอยู่ เขาสวมชุดนักเรียนเก่าเปื้อนฝุ่น ใบหน้าซีดขาวไร้แววตา เขากระซิบ “ทำไมทิ้งฉัน…” ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบลง สายลมเยือกเย็นพัดลอดเข้ามาอีกครั้ง
เมื่อแสงไฟกลับมา ทุกคนยืนอยู่ในโถงตึกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ประตูเปิดอ้าออกสู่สนามหญ้า ไผ่เดินนำออกไป พลอย อาย พชร และอิฐเดินตามอย่างช้า ๆ ไม่มีใครพูดอะไร ทุกคนรู้ว่าบางสิ่งยังคงติดตามออกมาจากตึกนั้น
เมื่อกลับถึงรถ อิฐเหลียวหลังไปมอง เห็นเงาเด็กชายยืนอยู่ในกรอบหน้าต่างชั้นบน เพียงครู่เดียว ก่อนทุกอย่างจะกลับคืนสู่ความเงียบงัน มีเพียงเสียงกระซิบแผ่ว ๆ ลอยตามสายลม “อย่าลืมฉัน…”
เสียงกระซิบยังคงก้องในหัวของทุกคน แม้จะจากตึกนั้นมาไกลเท่าไร ความรู้สึกผิดและความกลัวไม่มีวันจางหาย — ตราบใดที่ยังมีใครจดจำชื่อเด็กคนนั้น