เสียงเพรียกเหนือเมฆาแห่งนิรันดร์
เสียงกึกก้องอันแผ่วเบาดังกระหึ่มเหนือท้องนภาสีเงินในเช้าวันหนึ่ง เปลวแสงละมุนไหววูบถักทอสอดประสานผ่านกลุ่มเมฆซึ่งลอยละล่องอยู่เหนือดินแดนที่ไม่มีชื่อ ณ แผ่นฟ้ากว้างใหญ่สุดตา เมือง “อุอารียา” ซุกซ่อนตัวอยู่บนเกาะลอยฟ้าท่ามกลางหมู่เกาะหมอก บ้านเรือนสีฟ้าขุ่นสร้างจากผลึกเปลือกเมฆและหินแก้วใสรูปทรงเรขาคณิตแตกต่าง เบื้องล่างไม่มีพื้นดิน มีแต่เกลียวหมอกต่ำหนาแน่นปั่นป่วนตลอดปี เหนือศรีษะนั้นท้องฟ้ากว้างใหญ่ ดวงดาวส่องระยิบระยับแม้ยามกลางวัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อามัน เด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีผู้แววตาเศร้าลึก นั่งเงียบอยู่ข้างหน้าต่างบ้านกลมหลังหนึ่ง เขาจ้องตะวันเดินทางท่ามกลางหมอกสีเงิน ริมกายเขาคือ “อีดรา” สิ่งมีชีวิตสุดพิสดาร—มันร่างคล้ายว่าวแบบโบราณแต่เนื้อเยื่อสีเทาเงินโปร่งแสง ดวงตากลมส่องประกายราวหยาดฝนแรกของรุ่งอรุณ มันลอยวนไปรอบๆ อามัน ชอบพ่นลมเย็นใส่แก้มคล้ายปลอบประโลมยามเศร้า
“จะไม่ไปด้วยกันหน่อยหรือ?” อีดราเอียงกาย แผ่วเสียงล่องลอยเหมือนลมเหนือฟ้า
“ฉันยังไม่พร้อม…” อามันพูดเสียงเบา เขายังเห็นหน้าของแม่และน้องๆ ในความทรงจำ แต่มันพร่าเลือนขึ้นทุกครั้งที่เขาฝัน—ครอบครัวของเขามีอยู่แสนสุขบนเกาะแห่งนี้ ก่อนอุบัติเหตุจากพายุฟ้าทำลายทุกสิ่ง เหลือเพียงเขากับอีดรา
อามันพ่นลมหายใจ สัมผัสนิ้วลงบนกระจกเมฆ หน้าต่างสะท้อนภาพตนเองในแสงอ่อน ๆ “ฉันกลัวลืมทุกอย่าง… แม้แต่เสียงหัวเราะสุดท้ายของแม่” เขาพึมพำสายตามองวิวอันพร่าเลือนของท้องฟ้าอีกครา
อีดราลอยคลอเคลียร์ ใช้ปีกลูบเส้นผมของอามันอย่างนุ่มนวล “ถ้าอยากให้อะไรไม่หายไป ต้องออกไปตามหาต้นสายของทุกเสียง…” มันวาดปีกในอากาศ เหนือศรีษะพวกเขา เมฆเริ่มม้วนตัวช้าช้า ราวกับกำลังฟังอยู่
เสียงระฆังโบราณก้องออกมาจากจัตุรัสกลางเมือง ชาวบ้านออกมารวมตัว เด็กๆ วิ่งเล่นในวงแหวนหมอก ผู้เฒ่าชี้ฟ้า เล่านิทานดั้งเดิมถึง ‘เสียงเพรียกเหนือเมฆ’ ซึ่งเชื่อว่าสามารถเรียกคืนความทรงจำที่ถูกกลืนเข้าไปในวังวนแห่งลมได้
เย็นวันนั้น อามันตัดสินใจ พับเหรียญแก้วที่ครอบครัวเคยให้ไว้ใส่กระเป๋า ผูกสายรัดข้อเท้าเพื่อไม่ให้ร่วงตกสู่เบื้องล่าง “ถ้าพรุ่งนี้เมฆเคลื่อนตัวเปิดทาง เราออกเดินทางกันนะ” อามันกระซิบกับอีดรา
ฟ้าสางในวันถัดมา ภาพเกลียวเมฆแยกเป็นเส้นทางวิบวับราวสะพานเงิน อามันกับอีดราออกเดินเหินไปด้วยกัน มุ่งสู่หมู่เกาะลอยฟ้าที่ไม่มีใครรู้จัก
ระหว่างทาง พวกเขาเดินสวนกับขบวน ‘ปักษาอาคีวา’—สิ่งมีชีวิตขนาดเท่านกกระจอกเทศ ทว่าร่างกายประกอบจากเกล็ดน้ำแข็งโปร่งใส ขนแผ่กลิ่นหอมสดชื่น มันโบยบินเรียงเป็นเกลียวคล้ายมงกุฎเหนือเกาะลอยฟ้า อีดราส่งเสียงคล้ายเชื้อเชิญ
ฝูงปักษาอาคีวาขานรับ เสียงร้องของพวกมันเจือแว่วกลมกล่อมในสายลม ทั้งหมดร่วมวงร่ายรำ ฝุ่นเกล็ดน้ำแข็งพริ้วปลิวลงมา ส่องประกายเล่นแสงอาทิตย์ เปล่งประกายล้ำค่าจนเด็กหนุ่มรู้สึกว่าโลกนี้ยังมีความมหัศจรรย์ซ่อนอยู่มากกว่าที่เขาจะเข้าใจ
ข้ามเกาะแรกซึ่งเต็มไปด้วยต้นหมอกฟูฟ่อง พวกเขาได้พบกับ “มุนายน” สาวน้อยผู้พเนจร เธอสวมหมวกกว้างปูด้วยเศษขนนกแห่งอดีต เธอลักลอบขึ้นมาแอบนอนในบ้านร้างของเหล่าตำนานเมฆ เธอซ่อนบางอย่างไว้ในตะกร้า
“อย่าเดินบนทางตรงนั้น ระวัง…มีรอยแยกแห่งความเงียบ” มุนายนเตือน อามันหยุดเท้าทันใด
รอยแยกแห่งความเงียบ คือเส้นรอยร้าวในอากาศซึ่งเมื่อก้าวข้ามไป จะกลืนเอาเสียง ความทรงจำ และความรู้สึกของผู้เดินไปพริบตาเดียว พวกเขาพลิกเส้นทาง เลี่ยงรอยแยกพร้อมกัน กลายเป็นว่าสามชีวิตต้องเดินร่วมทาง
ค่ำมืด พวกเขาปักหลักพักอยู่ใต้ต้นเมฆระยิบ วันหนึ่งเสียงฟ้าผ่ากระหึ่ม เกิดกลุ่มหมอกดำกลืนกินดวงดาวในท้องฟ้า—นั่นคือ ‘ฝูงซึมิเร’ สัตว์วิเศษที่คล้ายใบไม้สีดำแผ่กาง ปรากฏเฉพาะคืนอับแสง ซึมิเรจะดูดกลืนเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และความหวังจากสิ่งมีชีวิตทั้งหมด มวลเมฆจะกลายเป็นแผ่นเงาที่ไร้ชีวิตชีวา
“ซึมิเรจะออกล่าทุกครั้งเมื่อเสียงหัวเราะของมนุษย์หดหาย” มุนายนกระซิบ พร้อมหลบซ่อนในเงา อีดราเปล่งแสงเงินวูบวาบกันภัย
ด้วยความหวาดกลัว อามันนั่งตัวแข็ง “ทำไมฉันถึงกลัวนัก ตั้งแต่วันนั้น…ฉันกลัวจะเสียทุกคนอีกครั้ง”
“แต่ถ้านายไม่พูด ไม่หัวเราะ ไม่ร้องไห้—นายก็จะไม่มีอะไรเหลือ” มุนายนแย้มยิ้มเศร้า มือปัดผงเมฆออกจากตะกร้า เผยให้เห็น ‘ลูกแก้วบันทึกเสียง’ ที่เธอเก็บเสียงสุดท้ายของแม่เอาไว้
อามันเอียงหน้าฟังเสียงสั่นพร่าของลูกแก้ว—เป็นเสียงร้องกล่อมนอนตอนเขาเด็ก ๆ หัวใจเขาบิดเกร็ง กระนั้นกลับรู้สึกอุ่นคล้ายถูกห่มผ้าเมฆหนานุ่ม “ขอฉันฟังอีกได้ไหม?”
ในช่วงรุ่งสางต่อมา ทั้งสามเผชิญ ‘ฝนแห่งลืมเลือน’ เม็ดน้ำฝนสีรุ้งเคลื่อนไหลข้ามฟากฟ้าช้า ๆ ทุกสิ่งสัมผัสน้ำฝน จะสูญความทรงจำทีละน้อย หยดฝนนั้นตกกระทบแก้มของอามัน—เขารู้สึกวูบโหวง ราวกับบางส่วนของตนถูกกลืนหายไป
“ความทรงจำเราไม่ได้อยู่แค่ในหัว แต่ในการกระทำร่วมกับผู้อื่นด้วย” อีดราปลอบ พร้อมสยายปีกกางคลุมเขาไว้
เดินทางต่อ อามันเรียนรู้การเขียนตำนานลงบนใบเมฆ ใช้ปลายขนนกอาคีวาเป็นปากกา จารึกเรื่องราวและความรู้สึกแต่ละวันเก็บไว้ในเปลือกเมฆ รอยร้าวบนเส้นทางของพวกเขาจึงค่อย ๆ เปลี่ยนรูปร่าง บางคืนกลายเป็นสะพานเส้นเล็ก เชื่อมโยงเกาะกับเกาะ
แต่เมื่อเดินทางไกลขึ้น เขากลับรู้สึกถึงแรงต้านประหลาด เสียงกระซิบของเมฆเริ่มพูดถึง “คำสาปลบเลือน”—ทุกความทรงจำ วีรกรรม ความรัก จะถูกลบให้เหลือเพียงเสียงลมหอบเบา ๆ หากยังไม่มีใครยุติวงจรนี้ได้
กลางเกาะประจักษ์ซึ่งตั้งอยู่เหนือเส้นขอบฟ้า พวกเขาได้พบนักเล่าเรื่องแห่งเผ่าอาเร็น ผู้แก่ชราซ่อนตัวในถ้ำเมฆขาว “เราทุกคนกลัวการถูกลืม แต่สิ่งที่ลืมง่ายกว่าคือรอยแผลในหัวใจตัวเอง” เขากระซิบพลางหยิบพิณน้ำค้างขึ้นขับบรรเลง
อามันฟังท่วงทำนองอมตะ เขารำลึกถึงวันที่สูญเสียครอบครัว ความเจ็บยังทิ่มแทงใจ แต่เปลี่ยนเป็นแรงผลักดันให้เดินทางต่อ
ทว่ามิใช่เรื่องง่าย เกิดพายุเสียงสะท้อนขึ้นกลางคืน—เสียงสนทนานับร้อยนับพันของผู้จากไป ดังกระหึ่มในเมฆ อามันกับเพื่อนต้องจับมือกัน วิ่งฝ่าฝูงซึมิเรและเสียงสะท้อน พลัดตกลงมายังเกาะว่างเปล่าที่ไร้เสียง ไม่มีลม ไม่มีแสงดาว ทุกอย่างหยุดนิ่งชั่วขณะ
ที่นี่—เขาตระหนักว่า คำสาปที่แท้จริงไม่ได้มาจากเวทมนตร์ หากมาจากการที่ผู้คนปล่อยมือจากความทรงจำของกันและกัน
อีดราพยายามส่งเสียงร้องก้องไปในความว่างเปล่า เสียงนั้นสั่นไหว เบาบางยิ่งกว่าสายลม อามันร้องไห้ เผลอยกมือปิดหูแต่ในความเงียบนั้น เขาได้ยินเสียงเพรียกเลือนลางเสียงหนึ่ง—เสียงตัวเองในวัยเด็ก ร้องเรียกหาครอบครัว
ด้วยน้ำตา อามันลุกยืน กระชับเหรียญแก้วในมือ เขากอดมุนายนและอีดราไว้แน่น แล้วเริ่มร้องเรียกออกมาอีกครั้ง “ฉันคิดถึงทุกคน… ขอให้ความรู้สึกนี้ล่องลอยไกลกว่าเสียงใดในโลก”
เสียงของอามันก้องสะท้อน ฝูงซึมิเรค่อย ๆ สลายกลายเป็นฝุ่นดาว ทุกสิ่งเคลื่อนไหวอีกครั้ง เกาะเหนือเมฆกลับฟื้นคืนสีสัน หมอกขาวเปิดทางเห็นแสงอาทิตย์
เสียงฟ้าผ่าครั้งสุดท้ายดังก้อง เมื่อทุกคนก้าวข้ามรอยแยกแห่งความเงียบ เศษชิ้นส่วนเมฆขาดว่อนวางบนพื้นก่อเกิดเป็นสะพานใหม่ สายลมอบอุ่นพัดพาเสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ และความทรงจำของผู้มีชีวิตในอุอารียาและหมู่เกาะลอยฟ้าทั้งหมด
อามันเรียนรู้แล้วว่าความกลัวการสูญเสีย ไม่มีวันหายไป แต่หากเรายังกล้าแบ่งปันและบันทึกเรื่องราวของกันและกัน แม้เสียงจะจางลงในสายลม มันก็จะเคียงข้างในท้องฟ้าเสมอ
เมื่อหน้าร้อนมาถึง อามันกับมุนายนและอีดราเนรมิตงานเทศกาลบรรจุเสียง ทุกคนรำลึกถึงผู้จากไป ผูกลูกแก้วเสียงปล่อยลอยขึ้นฟ้า ให้เรื่องราวและความรู้สึกกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมฆนิรันดร์
ณ ยอดเขาแห่งสุดท้ายของเกาะฟ้า นักเดินทางรุ่นใหม่ก็ออกค้นหาคำเพรียกเสียงของตัวเอง แสงดาวและเสียงของโลกจึงดำรงอยู่—ในตำนานที่ไม่มีใครเคยถูกลืม