ตำนานแห่งป่าเรืองแสงกับเสียงเพลงของอินอูล่า
ม่านฟ้ายามค่ำคืนเหนือเมืองลอยฟ้าค่อย ๆ ปรากฏแสงเรืองรองระยิบระยับ เหล่าเมฆาขาวลอยพริ้วเหนือยอดเขา โดยมีทรงแปลกประหลาดมากมายราวภาพในความฝัน ท่ามกลางเสียงขับขานดุจขับกล่อมของผู้คน เมืองลอยฟ้ายิ่งใหญ่ราววิมาน ทุกหลังคาตกแต่งด้วยแก้วผลึกและริ้วผ้าชุดดนตรี สีสันวูบวาบราวเงาแม่น้ำที่มีชีวิต ผู้คนรื่นรมย์ในการสนทนา ทุกถ้อยคำต้องขับร้องด้วยท่วงทำนอง มิฉะนั้นจะถูกลมพัดหายไปอย่างไร้ร่องรอย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ทว่าในมุมหนึ่งของเรือนหอสูง มีเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อ อินอูล่า นั่งอยู่นิ่ง ๆ ข้างหน้าต่าง เธอพยายามขยับริมฝีปาก เศษเสียงที่เปล่งออกมาเหมือนสายลมถูกกลืนหาย เด็กๆ ด้านล่างกำลังร่วมร้องเพลงประจำเมือง อินอูล่าไม่กล้าออกไป เธอกลัวเสียงตัวเองจะล่องหายไปเหมือนทุกครั้ง ตลอดชีวิต ได้ยินแต่เสียงคนอื่น ไม่เคยมีใครได้ยินเสียงของเธอ
ค่ำวันหนึ่ง อินอูล่าเหลือบมองป่าที่เปล่งแสงอยู่ไกลลิบจากขอบเมือง เสียงพึมพำเก่าแก่ในตำนานว่า ใครได้ยินเสียงเศร้าในใจตนเอง จะต้องลงไปยัง ‘ป่าเรืองแสง’ ที่ซึ่งมี ‘หทัยแห่งแสง’ สามารถซ่อมหัวใจทุกดวงที่แตกสลาย เธอรวบรวมความกล้า ผูกริบบิ้นสีม่วงเข้ากับข้อมือ เก็บขลุ่ยเงินเก่าไว้ที่อก แล้วออกเดินทางผ่านเมฆาสู่ป่าเบื้องล่าง
พุ่มไม้แห่งแรกที่อินอูล่าย่างเท้าเข้าไปใต้แสงนวล ปรากฏหมอกสีเงินล้อมรอบ เสียงพร่ำเพลงลมพัดกระซิบใกล้หู เสียงนั้นว่าขานถึงคนแปลกหน้าที่เสาะหา ‘ของศักดิ์สิทธิ์’ อินอูล่าก้าวข้ามแนวรากไม้ที่คดโค้ง ทุกรากส่องเรืองแสงประหลาด ลำแสงเรืองรองเต้นระยิบระยับกวนนัยน์ตา อินอูล่ารู้สึกกลัวแต่ก็ทิ้งความลังเลไว้เบื้องหลัง ภายในป่า เสียงพูดคุยกันของหมู่แมลงเรืองแสงคุกรุ่นเต็มไปหมด
ขณะพักเหนื่อยใต้ต้นไม้ใบสีฟ้ายาวเรียว ก้อนกลมเล็ก ๆ มีขนฟูเบาสะบัดหางคล้ายกวางปรากฏขึ้น มันจ้องเธอด้วยดวงตากลมใสและพูดเสียงเบา “เจ้ามีเสียงในใจหรือไม่ แม่หนูไร้ท่วงทำนอง?” อินอูล่าสะดุ้งแต่ตอบเสียงพึมพำยิ่งกว่านั้น สัตว์วิเศษตัวนี้ขยิบตาแล้วบอกว่าตนชื่อ ‘ซูริซ’ อาศัยอยู่ในป่าเรืองแสง ซูริซเสนอตัวนำทาง หากเธอยินดีตอบคำถามระหว่างทาง
การเดินทางผ่านป่าย้อนแสงนั้น ทุกครั้งที่อินอูล่าเผชิญเส้นทางที่มืดมัว ซูริซจะร้องทำนองเสียงต่ำ สร้างเส้นแสงล่องหนนำหน้า ทั้งสองสื่อสารกันด้วยเสียงกระซิบและการพยักหน้า ซูริซชอบล่องลอยอยู่ในอากาศและหลบในพุ่มใบเมื่อกลัว มันหวงความลับเรื่องรากไม้ในป่า กระทั่งครั้งหนึ่ง อินอูล่าเห็นมันนิ่งนานผิดปกติ ซูริซสารภาพว่ามันเคยพลาดปล่อยให้คนหนึ่งเดินหลงไปเพราะชวนเล่นมากเกินไป ความกลัวสูญเสียจึงเกาะในใจซูริซมาตลอด
ทั้งคู่เดินผ่านลำธารแห่งแสงที่มีปลาคล้ายสายไหมส่องประกายว่ายช้า ๆ น้ำใสดังผลึกสะท้อนเส้นแสงที่ว่ายคล้ายหยาดน้ำตา โขดหินทุกก้อนมีลวดลายรูปคลื่นที่ขยับเปลี่ยน เมื่ออินอูล่าเดินใกล้ เธอเริ่มได้ยินเสียงทุ้มต่ำอยู่ใต้เท้า เหมือนเพลงที่ขลุกขลักในหัวใจตนเอง
จนวันหนึ่ง ขณะทั้งสองหยุดพักริมร่องน้ำ อินอูล่าถามซูริซว่า ‘หทัยแห่งแสง’ คืออะไร ซูริซมองไปต่างทิศ “คือสิ่งที่ทุกหัวใจมี แต่กลับไม่ต้องการเชื่อว่าตนถือครอง — คนมักคิดว่าต้องออกเดินทางหา แต่แท้จริงมันเกิดขึ้นในคืนที่เราต้องเลือกให้แสงแทนความกลัว แม้แสงนั้นบางเอื้อมเหลือเกิน”
ทั้งสองผ่านที่โล่งกลางป่า ที่ซึ่งต้นไม้สูงพากันงอเงี้ยวแปลกตากลางแสงเงาสลับ รากไม้ในพื้นพลิกตัวเป็นทางเดินวนรอบ อินอูล่าได้ยินเสียงหวีดแหลม เธอชะงัก พบว่าชาวเผ่าผิงึน ผู้พิทักษ์ป่ามายืนล้อม ชาวผิงึนเนื้อตัวสูงเรียวยืดได้ดั่งเถาวัลย์ เจรจาด้วยสำเนียงขาด ๆ ห้วน ๆ เวทมนตร์ของเผ่านี้คือการสื่อสารด้วยเงา
หัวหน้าผิงึนสอบถามเหตุผลที่เด็กหญิงต่างถิ่นมาเยือน อินอูล่าแต่สื่อสารไม่เป็นเพลงจึงถูกหัวเราะ ในขณะที่บางคนเงียบงันขณะเธอเล่นขลุ่ยเงินความเงียบแผ่ซ่าน รังสีอำพรางกระจายขึ้นรอบเธอ ผู้เฒ่าผิงึนประทับใจเสียงขลุ่ยเศร้า โอนอ่อนลงบ้าง เขาเผยว่าดินแดนเรืองแสงนี้ตกอยู่ใต้คำสาปของเสียงลวง ใครที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อเสียงในใจจะกลายเป็นเงาล่องลอยหาทางกลับคืนไม่ได้
อินอูล่าและซูริซได้รับอนุญาตให้ผ่าน เมื่อแล่นข้ามเขตของผิงึน ทันใดเกิดพายุแสงรุนแรง เสียงร้องเพลงในป่าเหมือนเพี้ยน ซูริซสะดุ้งและเร้นหาย สายลมส่งเสียงคำราม อินอูล่าต้องลุยฝ่าหมอกสีรุ้งด้วยตัวเอง แม้หัวใจหวาดกลัว เธอยังคงกุมขลุ่ยเงินแน่น เดินตามเสียงหัวใจที่เบาบางของตนเอง
ป่าลึกสั่นสะท้าน ใต้เงาไม้สูง อินอูล่าพบกับ ‘เฮมารู’ — สัตว์วิเศษรูปร่างคล้ายระฆังขนาดยักษ์ แต่โปร่งใสเต็มไปด้วยแสงและละอองดอกไม้ เฮมารูร้องเสียงสะท้อนทุกคำที่ได้ยิน ดอกไม้จะร่วงหล่นจากปากทุกครั้งเสียงโกหกดังขึ้น เฮมารูทักทายเธอด้วยเสียงกึกก้อง อินอูล่าทดลองพูดความจริงในใจ ดอกไม้เรืองแสงร่วงจากปากเฮมารูเครือเดียว ทว่าเมื่ออินอูล่าทดลองโกหก – ท้องฟ้าฉับพลันมืดลง ความเงียบชัดเจนปกคลุม
อินอูล่าขอโทษที่เธอพยายามเปลี่ยนเสียงตนเอง ไม่ซื่อสัตย์ต่อใจ เฮมารูจึงแลกรางวัลให้เธอ — แสงแรกจากเสียงใจแท้ปลอมปล่อยเป็นแสงกลมเล็กที่ลอยนำทางไปหมู่ไม้ใหญ่ใจกลางป่า
ขณะติดตามแสง อินอูล่าเริ่มร้องเพลงในใจ ไม่สนว่าดังหรือผิด จังหวะก้าวเดินประสานกับเสียงเพลงแปลก ๆ ที่บังเกิดจากหัวใจ จุดเหล่านั้นเริ่มเรืองแสงตามรอยเท้าจนเกิดทางสีเงินพาดผ่านกลุ่มพืชเรืองแสง เมื่อถึงกลางป่า เธอพบรากไม้พันกันแน่นกลางลาน ทุกเสียงรอบข้างเงียบกริบ ราวกับโลกหยุดฟังสิ่งที่กำลังจะเกิด
ซูริซปรากฏอีกครั้ง นำทางมืออินอูล่าไปแตะที่รากไม้ รากไม้เกิดสั่นไหวแล้วงอกเป็นดอกไม้สีทอง ดอกนั้นแตกหน่อกลายเป็นผลึกใสส่องแสง เงาทะมึนปรากฏขึ้น กลุ่มเงารวมร่างเป็นสัตว์ขนยาวนาม ‘มารินา’ ผู้อาศัยในเงามืดแห่งป่ามายาวนาน
มารินาเอ่ยเสียงต่ำ เต็มไปด้วยเศษเสี้ยวแห่งอดีต “ข้าคือผลแห่งคำสาป ข้ากินเสียงหัวใจที่ไม่กล้ายอมรับตนเอง อยู่กับความกลัวที่ไม่มีใครยอมให้อภัย ข้าจะปกครองป่าเรืองแสงจนกว่าเสียงให้อภัยจะมากพอจะปลดปล่อยข้า”
อินอูล่ารู้สึกหัวใจหนัก เธอนึกถึงความกลัวของตนเองต่อการไม่มีเสียง นึกถึงซูริซ นึกถึงชาวผิงึนผู้เจ็บปวดเพราะต้องซ่อนเสียงจริง เธอมองหน้า ‘มารินา’ แล้วพูดช้า ๆ “บางครั้ง สิ่งที่เรากลัวที่สุดอาจเป็นเพื่อนของเรา ถ้าเรายอมรับมันและให้อภัยตัวเอง”
เงามืดรอบมารินาสั่นสะท้าน เสียงในป่าค่อย ๆ กลับคืนมา อินอูล่าร้องเพลงเศร้าในใจตนเอง แม้เสียงจะเบาแต่มันจริงแท้ ไหลผ่านเงาและต้นไม้ ซูริซร่วมร้อง เสียงขลุ่ยเงินของอินอูล่าส่งไปทั่วป่า
ทุกเสียงซ้อนทับ จังหวะเวลาพิเศษ มารินาหลอมละลายกลายเป็นแสงขาวจางฟุ้ง ก่อนกลายเป็นเงาล่องลอยเบาสะบัดขึ้นฟ้า เสียงเพลงคืนสู่ป่าเรืองแสงอย่างบริสุทธิ์ ผู้คนในเมืองลอยฟ้าได้ยินเพลงใหม่ เป็นเสียงของอินอูล่า — งดงามและจริงใจ เธอก้าวออกจากร่มเงาของความกลัว พบกับคำตอบของ ‘หทัยแห่งแสง’ อยู่ในใจตนเสมอ
ในคืนหนึ่ง ณ ป่าเรืองแสงยังคงมีเส้นสายแสงตามรอยเท้า งอกเงยเป็นดอกไม้แปลกใหม่ อินอูล่าและซูริซเดินเคียงคู่ไปต่อในป่าแห่งเสียง ซึ่งนับแต่นั้น ตำนานของเด็กหญิงผู้ค้นพบเสียงในใจได้กลายเป็นเพลงเล่าขานไม่จบสิ้น …