ตำนานแห่งเงาหยาดรุ้ง ณ เมืองลอยฟ้าอรรจักร
เหนือม่านเมฆยามเช้าสีมุก เมืองอรรจักรลอยอ้อยอิ่งพร้อมเกลียวลมเฉื่อยที่หยอกเล่นกับปล่องหินโปร่งใส เมืองลอยฟ้านี้เรียงรายด้วยยอดป้อมรูปโค้ง มีสะพานแก้วใสพาดผ่านระหว่างเกาะลอยที่เชื่อมโยงด้วยรากไม้ฟ้าแก้ว ทุกเช้าผู้คนจะเห็นสายรุ้งพาดข้ามผืนหมอก ที่ปลายรุ้งบ้างมีน้ำค้างระยับประกายดั่งหยาดแก้ว ยามนั้น หากเงาหยาดรุ้งโฉบผ่าน จะได้ยินเสียงวิ้งวนราวขลุ่ยเงินแจ้งลงในหัวใจใครก็ตามที่พบเห็น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แต่ในรุ่งอรุณที่มืดหม่นยิ่งกว่าทุกวัน เมืองอรรจักรสั่นไหวด้วยความเงียบแฝงปริศนา ไม่มีเสียงเงาหยาดรุ้งผู้เคยแว่วปีกตามสายลม เจตน์ หนุ่มผู้เก็บตัว ผู้อาศัยอยู่ลำพังในซอกหินเขียวใต้สะพานสีคราม ลืมตาขึ้นมาโดยรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างในอากาศ
เขายืนริมหน้าต่างหินแก้ว พลางส่องออกไปยังม่านหมอก เบื้องหน้าแผ่กว้างออกไปไร้เงาแสงรุ้งและเสียงขลุ่ยที่เคยขับกล่อม เจตน์ผลักบานกระจกออก ลมพัดใบหน้าด้วยกลิ่นบางเบา เจือความกลัวที่เขาไม่เคยยอมรับมาก่อน— เขาเกลียดการสูญเสีย เพราะแต่เด็กเคยต้องลาจากครอบครัวด้วยเหตุลึกลับ คราวนี้ เมืองทั้งเมืองเงียบเหงา ก็ยิ่งขยายเงาในใจให้กว้างขึ้นอีกเท่าตัว
ที่ลานกลางเมือง เหล่าผู้อาวุโสและผู้พิทักษ์เมืองรวมตัวถกเถียงอย่างตื่นตระหนก ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดเงาหยาดรุ้งจึงหายไป เกณฑ์จำนวนหนึ่งถูกส่งออกไปค้นหา เจตน์ยืนอยู่ไกลๆ ฟังทุกถ้อยคำ บ้างบอกว่าเงาหยาดรุ้งเดินทางไกลเกินกว่าจะกลับมาได้ บ้างว่าอาจถูกปีศาจเงามืดจากขอบฟ้าอัญชันลักพาตัวไป
ในหัวเจตน์ ปั่นป่วนระหว่างความหวังริบหรี่กับความกลัว ประหนึ่งเขาถูกชะตาให้ต้องออกเดินทางด้วยตัวเอง คืนนั้น เขาตัดสินใจแบกเป้ไม้ เรืองแสงจากหญ้าฟ้าใส และออกเดินลัดเลาะจากใต้สะพานแห่งเมืองโดยไม่มีใครเห็น
เส้นทางในหมอกคือเขาวงกตที่ไร้ขอบเขต เขาเดินด้อมๆ ตามแสงฟ้ารุ้งที่เลือนรางและเสียงสายลมหวีดหวิว ท่ามกลางรากไม้ฟ้าแก้วพันเกี่ยวกับแท่นหินย้อย มีสิ่งหนึ่งปรากฏ—สัตว์วิเศษขนปุยสีไพลิน รูปร่างคล้ายกระต่ายแต่มีปีกบางใสราวเมฆและตาแต้มจุดจักรวาล เจตน์ตะลึงครั้งแรก กลัวจนย่อตัว แต่เมื่อตาสบกัน สัตว์วิเศษนั้นเอียงคอ ส่งเสียงแจ้วเหมือนเรียกชื่อเขา
“เราเรียกเจ้าว่า–บูระดา” เจตน์พึมพำอย่างเก้อเขิน สัตว์น้อยวิ่งเข้ามาคลอเคลีย กระโจนขึ้นบ่าโดยไม่ลังเล เจตน์หัวเราะออกมาอย่างเผลอใจ รู้สึกถึงความอบอุ่นเล็กๆ ที่เขาไม่ได้สัมผัสมานาน
ตลอดเส้นทางในป่าเวหามีเพียงเจตน์และบูระดา สัตว์น้อยนำทางด้วยปีกแสงสลัว พวกเขาฝ่าความมืด ฝุ่นหมอก และแรงลมปั่นป่วน ทุกย่างก้าวยากเย็นกว่าเก่า เสียงกึกก้องของสัตว์ประหลาดซุ่มตามรากฐานยิ่งทวีขึ้น จนมาถึงหุบเขาไร้เสียง—พื้นที่ต้องห้ามที่ผู้คนเล่าขวัญว่ามีปีศาจกรีดร้องซ่อนตัวอยู่
ลมในหุบเขาช่างเงียบผิดปกติ แม้บูระดาก็ยังหุบปีกซุกตัว เจตน์กลั้นหายใจ เดินอย่างระวัง อยู่ดีๆ หมอกก็วนรวมตัวกลางหุบเขา กลายเป็นร่างสีหม่นลอยคว้าง ร่างนั้นสูงชะลูด ดวงตาแฝงประกายมรกต เจตน์สู้ฟันฝ่า ไม่ถอยหนี แต่เสียงลึกลับสะท้อนขึ้นในหัวเขา “เจ้ามองหาสิ่งที่เจ้ากลัวที่สุด…หรือเปล่า”
เขากลืนลงคออย่างยากลำบาก “ข้าแค่มองหาเงาหยาดรุ้ง” เสียงเจตน์สั่นเครือ สิ่งลึกลับผุดรอยยิ้ม ล่องมาจนติดผิวหน้า “แล้วเจ้ากลัวอะไร เจตน์”
เขาไม่ตอบทันที บูระดาซุกคอ เอาหูแนบอกเจตน์ เงามืดนั้นกระซิบ “ความกลัวกินใจเจ้า เป็นรากเหง้าของหายนะเมืองลอย…”
ทันใดนั้น แสงจันทร์ผ่านม่านหมอก ตัวตนแห่งเงามืดค่อย ๆ จุดประกายรุ้งเรืองแสงขึ้นในดวงตา เงานั้นสลายกลายเป็นสายรุ้งคดเคี้ยว ม้วนตัวขยายกว้างพาให้หมอกฟุ้งสว่าง เจตน์ทรุดกายลง สั่นกลัวแต่ไม่วิ่งหนี เขาหายใจถี่ ไม่ละสายตา
บูระดายื่นจมูกชนแก้มเขาอย่างปลอบโยน เจตน์ค่อย ๆ รวบรวมความกล้า “ข้ากลัวการต้องสูญเสียอีกครั้ง กลัวต้องอยู่คนเดียว กลัวว่าถึงแม้ข้าจะหาเงาหยาดรุ้งพบ…ข้าก็อาจจะเสียมันไปอีก”
ฟ้ากลางหุบเขาแหวกเป็นปรากฏการณ์— เสียงขลุ่ยเงินดังแว่ว ลมรอบกายกลับมาแผ่วเบา แสงเรืองพราวแล่นไปตามยอดไม้ เจตน์และบูระดารุดหน้าอีกครั้ง ข้ามลำธารคริสตัลน้ำแข็งและสะพานรากไม้ลอยฟ้าไปยังพื้นที่ซึ่งว่ากันว่าเป็นแหล่งกำเนิดตำนาน —“ศาลารุ้งหลบฟ้า”
ในศาลานั้นมีแท่นหินโค้งวน ตรงกลางมีเงาหยาดรุ้ง ซุกตัวอย่างอ่อนแรง มันดูคล้ายกวางเรืองแสง ผิวหนังโปร่งสีรุ้ง ลำตัวเรียวงาม ตาเม็ดทับทิม เงาหยาดรุ้งสั่นไหว เหนื่อยล้า ราวกับต้องผ่านสงครามในใจครั้งใหญ่
เจตน์เข้าไปใกล้ ไม่เอื้อมมือแต่ย่อตัวลงต่ำ “ข้ามาเจอเจ้าได้ ข้ามีแต่ใจจริง” เงาหยาดรุ้งมองมา น้ำตาซึมเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ สัมผัสผิวเจตน์อย่างแผ่วเบา
กระแสเวทมนตร์แผ่วผ่านตัวเขา—ในห้วงวินาทีนั้น เจตน์เห็นภาพในอดีตชั่วแล่น เงาหยาดรุ้งมิใช่เพียงผู้พิทักษ์ หากแต่รับความเจ็บปวดและทรมานของความสูญเสียจากผู้คนไว้เองทุกครา จนครั้งนี้พลังใกล้หมด มันต้องการเพื่อน ต้องการผู้แบกรับบางส่วนนั้นแทน
น้ำตาเอ่อคลอ เจตน์เข้าใจเป็นครั้งแรกว่าการเสียสละและการให้อภัยต้องเริ่มจากการยอมรับความกลัวและอ่อนแอของตน “ข้ายินดีช่วยเจ้า ขอให้เจ้าได้พักบ้าง”
เงาหยาดรุ้งหลับตา สีรุ้งล้อมตัวเจตน์ บูระดาโผเข้าไปแนบ ค่อย ๆ ส่งพลังสีขาวพราวแสงเข้าสู่ใจเขา ในชั่วขณะนั้น เมืองเหนือเมฆสั่นสะเทือน มีสายรุ้งปรากฏขึ้นพร้อมกับหมอกโปร่งใสค่อย ๆ คืนมา
เจตน์ไม่ทันรู้ตัว เขาเปลี่ยนแปลงแล้ว จากชายหนุ่มที่เคยหลีกเร้น เขากลายเป็นผู้แบ่งเบาความเศร้าแก่เงาหยาดรุ้ง ทำให้มันได้พัก และเมืองได้กลับคืนฟ้า
ข่าวของการกลับมาของเงาหยาดรุ้งแพร่ไปถึงเมืองอรรจักร ผู้คนต่างออกมามองฟ้า มีเสียงขลุ่ยเงินและแสงแห่งความหวัง ชาวเมืองคุกเข่าด้วยน้ำตา เจตน์ยืนร่วมกับบูระดา ยิ้มบาง ๆ ทั้งที่หัวใจยังแฝงความกลัว แต่กลับอบอุ่นและสงบกว่าทุกช่วงชีวิตที่ผ่านมา
ตั้งแต่นั้น ตำนานแห่งเงาหยาดรุ้งถูกกล่าวขานถึงผู้เสียสละ ผู้เรียนรู้ที่จะให้อภัยและรักอย่างแท้จริง ว่าเพียงใจผู้ตื่นรู้ โลกทั้งใบจะเปลี่ยนไป เมืองอรรจักรจึงลอยระเริงเหนือเมฆา งดงามและเปี่ยมความหวังในตำนานนิรันดร์