ตำนานแห่งวารีเรืองแสง: หุบเขาแห่งดวงดาว
แสงแรกแห่งรุ่งอรุณร่วงหล่นสู่หุบเขาแห่งดวงดาว ไอหมอกขาวบางคลี่คลุมไหล่เขาและสายลมเย็นพัดผ่านต้นอัลลาเวียที่ยอดใบเป็นละอองแสงจาง ๆ ตลอดทางลาดลงสู่แม่น้ำวารีเรืองแสง แสงสีฟ้านวลชุดใหญ่ทอดตัวยาวจากตีนเขาจรดกลางหุบเขา แม่น้ำแห่งนี้มิได้สะท้อนเพียงแค่ดาวบนฟ้า หากแต่ภายในสายน้ำเองกลับมีแสงส่องเรืองดั่งคบไฟใต้ผืนธารา ทุกสรรพชีวิตในหุบเขาตื่นขึ้นพร้อมเสียงเพลงน้ำที่ไหลเนิบช้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ในเรือนทรงเตี้ยซ่อนอยู่ใต้เงาไม้ เอรินเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีแห่งชนเผ่ามิเรณาสะดุ้งตื่นจากฝันอันรบกวน มือเรียวยังสั่น สีหน้าของเขาซีดเซียวจนแม่ของเขา—อาเนรา—ถอนหายใจเบา ๆ “ฝันนั้นอีกแล้วรึเอริน?” นางกล่าวเสียงแผ่ว เอรินไม่กล้าสบตา เลือกเงียบงัน แม่ลูบศีรษะเขาเบา ๆ ก่อนช้อนดวงตาไปยังแสงวาบเรืองรองนอกหน้าต่าง
วันนี้คือคืนแรมสิบห้า วันรวมญาติและพิธีอธิษฐานใต้แสงดาว ชนเผ่ามิเรณาสืบเชื้อสายมาจากผู้เฝ้าดูวารีเรืองแสงมาหลายชั่วอายุคน เชื่อกันว่าที่แสงในสายน้ำเปล่งประกายคือ “วิญญาณแห่งการจดจำ” เมื่อไร้ผู้สวดภาวนา ดวงน้ำแห่งหุบเขาจะค่อย ๆ มืดมิดพร้อมความทรงจำถูกลบเลือน
เอรินกลัวลึก ๆ ว่าตนเองจะเป็นใครก็จำไม่ได้สักวัน เขาหลบซ่อนกลัวความเปลี่ยนแปลง ในใจยังเศร้ากับการที่พ่อเสียชีวิตจากอุบัติเหตุริมฝั่งน้ำเมื่อปีก่อน วันนี้แม่มอบหมายให้เขาเดินทางไปเก็บกลีบลิลลิซาสีทองสำหรับพิธี เอรินทอดสายตาไปยังหุบเขา ระหว่างทางเห็นเด็กสาวผมแดงนั่งใกล้น้ำ สานุร่าพี่สาวลูกหัวหน้าชนเผ่าซึ่งมักหัวเราะเยาะความขลาดของเอรินเป็นนิจ
“กลัวหรือเปล่า เอริน?” สานุร่ากระเซ้า เอรินเบือนหน้าหนี “ผมแค่ไม่อยากทำผิด คุณสานุร่าชอบหัวเราะเยาะกันทุกที” สานุร่ายิ้มมุมปาก “เธอจะกลัวไปถึงไหนล่ะ โลกนี้ไม่มีใครปลอดภัยจริงหรอก” เอรินไม่ตอบ จึงสาวเท้าถอยเพื่อไปเก็บดอกลิลลิซ่าต่อ ทันใดนั้นเสียงสายน้ำแปร่งแปลกขึ้น ลมหนาววูบหนึ่งแล่นริ้ว เอรินเหลียวมองพบเงาร่างโปร่งแสงสวนออกจากลำน้ำ มันค่อย ๆ ก่อรูป—รูปร่างคล้ายกวาง มีเขาเป็นผลึกใสแวววาว หางเป็นริ้วละอองส่องแสง นี่คือศีลาราวา—สัตว์วิเศษแห่งวารีเรืองแสงตามตำนาน
เอรินตัวแข็งทื่อ หัวใจเต้นระรัว ศีลาราวาเอียงศีรษะหันมาทอดตาส่องประกายกลับมา สานุร่าวิ่งตามมาดูแต่ผละถอยเมื่อเห็นสิ่งอัศจรรย์ “เจ้านั่น…มันจริงแท้เรอะ?” เอรินพยายามสื่อสาร ความกลัวและความสงสัยต่อสู้ในใจ “ข้า…ข้าแค่จะมาเอาดอกลิลลิซ่า” เอรินกระซิบ สัตว์วิเศษค่อยขยับเข้ามาใกล้ หยาดน้ำกลิ้งจากขนของมันราวประกายดวงดาว “ข้ารู้จักเจ้าทุกค่ำคืน ข้าคือเงาในฝันและเงาในความทรงจำของแผ่นดินนี้ เป็นเจ้าของปริศนา” เสียงศีลาราวาดังในใจเอรินแต่ไม่เห็นปากของมันขยับ
เอรินสะดุ้งเดินหน้าก้าวถอย “ข้าไม่รู้จักปริศนาใด ข้าแค่…กลัวสิ่งที่ข้าหลงลืม” ศีลาราวาขยับเข้ามาใกล้อีก ดวงตาใสของมันเต็มไปด้วยความเศร้าลึก “ในคืนนี้คำสาปแห่งความลืมเลือนจะตื่นขึ้น ใครที่มิกล้าเผชิญหน้าความทรงจำ จะถูกกลืนหาย ข้าต้องการผู้ร่วมทาง” ก่อนที่เอรินจะพูดอะไร สัตว์วิเศษเหยียดคอแล้วหายวับเข้าลำธาร ทิ้งเพียงเกล็ดผลึกเล็ก ๆ ตรงหน้า
เอรินหยิบเกล็ดนั้นขึ้นมา—รู้สึกวาบเย็นเข้าที่มือ มีร่องรอยข้อมูลแล่นผ่านเข้าสู่ใจราวฟ้าผ่า สานุร่ารีบดึงมือเขากลับ “ไปจากตรงนี้เร็ว มันต้องเป็นรางร้ายแน่ ๆ” เอรินคิดตามแต่ก็ซ่อนเกล็ดไว้ในเสื้อตัวใน พวกเขากลับมายังหมู่บ้าน นำดอกลิลลิซ่าไปวางในโถศักดิ์สิทธิ์ กลางวงพิธี ทุกคนล้อมรอบ แม่เขาเอ่ยถ้อยคำอธิษฐานใต้แสงดาว ก่อนทุกอย่างจะเปลี่ยนไป
ขณะที่โถศักดิ์สิทธิ์เปล่งแสง ทุกคนมองไปยังแม่น้ำวารีเรืองแสง จู่ ๆ แสงในน้ำก็กระพริบหายวับ เสียงน้ำหยุดนิ่ง ความมืดมิดทาบลงทั่วหุบเขา เสียงโกลาหลเกิดขึ้น บางคนร้องไห้สับสน บางคนยืนงุนงง หลายคนเริ่มพูดซ้ำ ๆ ว่า “พวกเราคือใคร? ทำไมอยู่ตรงนี้?” เอรินมองรอบตัวเห็นแม่ตัวเองกลับแม่นิ่ง ไม่พูดไม่ยิ้มราวกับลืมว่าตนมีลูก
มีแต่เอรินและสานุร่าจำเรื่องราวก่อนหน้านี้ได้เอรินกำเนิดความกลัวใหญ่หลวง สานุร่าพยายามสั่งการทุกคนแต่ไร้ผล “ต้องตามหาศีลาราวา! เฉพาะเจ้ามันเท่านั้นที่รู้วิธีปลุกแสงในสายวารี” เอรินรู้สึกหนักอึ้ง ไม่เคยอยากรับภาระเช่นนี้ ไม่มั่นใจว่าตนจะทำอะไรได้เลย
ทั้งสองออกเดินทางกลางความมืด ใช้แสงจากต้นอัลลาเวียซึ่งเรืองไฟสีจางเป็นดวง ๆ ท่ามกลางหุบเขานั้น เขาวงกตของแอ่งน้ำโบราณสะท้อนเงาทะมึน ในความเงียบ มีเสียงหายใจเบาหวิวแฝงอยู่เอรินเฝ้าถามตัวเองว่าทำไมเขาต้องเป็นคนพบศีลาราวา สานุร่ากระซิบ “เจ้ากลัวปริศนาของหัวใจตนเองมากกว่าเวทมนตร์ใดในโลกนี้เอริน ข้าสังเกตเจ้ามาตลอด”
ขณะนั้นเอง พวกเขาเจอฝูงบีเทนอร์—สัตว์ปีกวิเศษผสมผสานระหว่างผึ้งและนกกระจอก เจ้าสัตว์เล็กเหล่านี้มีขนแข็งสว่างเรืองแสงเมื่อหลับใหล พวกมันรุมล้อมสร้างแดนแห่งการหลงทาง คนที่ขลาดกลัวจะเดินต่อไม่ได้ สานุร่าเอาไม้แตะหนึ่งในนั้นแล้วร้องเสียงสูง “มันกัด!” เอรินใช้เกล็ดผลึกศีลาราวาวางลงพื้น สัตว์วิเศษทั้งฝูงกลับหลีกทาง เปิดทางไปยังลานดอกลิลลิซ่ากลางป่า
ณ ลานนั้น ศีลาราวาปรากฏอีกครั้ง เอรินรู้สึกอุ่นขึ้นมาในใจ “ข้าไม่อยากลืมอะไรอีกเลย” เอรินเอ่ย พยายามกลั้นน้ำตา “เจ้าต้องกล้ายอมรับการสูญเสีย ไม่มีใครอยู่กับเจ้าตลอดไป หากเจ้าไม่กล้าก้าวพ้นอดีต เจ้าย่อมไม่เหลืออนาคต” เสียงศีลาราวาอ่อนโยน สานุร่ามองเอรินด้วยแววตาอ่อนโยนเช่นกัน “ข้าเคยอิจฉาเจ้าที่ไม่ต้องแบกความคาดหวังอย่างข้า บางทีความกลัวก็นำพาให้กล้ากว่าใคร”
เอรินมอบเกล็ดผลึกคืนให้ศีลาราวา “ข้าอยากเปิดใจ แม้ว่าความทรงจำจะทำให้เจ็บอีกครั้ง” ศีลาราวารับเกล็ด ปล่อยแสงฟุ้งจนดอกลิลลิซ่าพลันเบ่งบาน ผลึกเล็ก ๆ แปรเปลี่ยนเป็นหยาดน้ำลอยขึ้นรวมกับละอองแสงในลำธาร แม่น้ำวารีเรืองแสงเริ่มส่องประกายอีกครั้ง สัตว์วิเศษปรายตามาที่เอริน “จดจำไว้ สิ่งที่สำคัญไม่เคยหายไปตราบที่ใจเจ้ากล้าเผชิญหน้า”
ทันใดนั้น หมอกหนาแตกกระจายเป็นรัศมี หุบเขาค่อย ๆ ปรากฏแสง ดาวบนฟ้าทอประกายราวร้อยพันดวง ทุกอย่างกลับคืนสภาพ เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ และเสียงระฆังพิธีศักดิ์สิทธิ์ดังขึ้นอีกครั้ง แม่ของเอรินวิ่งเข้าหาเขา กอดไว้ด้วยน้ำตาในแววตาเหมือนไม่มีวันลืม เอรินสบตาแม่และสายตาสานุร่ารู้สึกถึงความเข้มแข็งในใจ ตำนานหุบเขาแห่งดวงดาวพลิกบทใหม่ด้วยหัวใจกล้าหาญที่เรียนรู้จะจดจำเพื่ออยู่อย่างมีความหมาย
ค่ำคืนนั้น เอรินมองพระจันทร์สะท้อนในแม่น้ำวารีเรืองแสง ดวงดาวระยิบพราวเหนือยอดไม้ ลมเย็นโชยมาพร้อมเสียงก้าวเดินเบาของศีลาราวา “ขอบคุณ ข้าที่ทำให้แสงยังปลุกโลกนี้ได้” ศีลาราวาทิ้งรอยฝีเท้าเล็ก ๆ เปล่งแสงวาบบนฝั่งน้ำ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงจาง เลือนหายสู่สายน้ำ
รุ่งอรุณใหม่สาดแสงลงหุบเขาอีกครั้ง เอรินไม่หลบซ่อนอยู่หลังเงาไม้ แต่ก้าวไปข้างหน้ากับผู้คนและความทรงจำอันตราตรึงในหัวใจ โลกของแม่น้ำวารีเรืองแสงเปล่งรัศมีสงบบอกเล่าตำนานใหม่—ตำนานที่ชีวิตในหุบเขาจะไม่หลงลืมความหมายของการจดจำอีกต่อไป