กลางสายฝนแห่งฤดูฝัน
เสียงฝนโปรยลงบนกระจกหน้าต่างชั้นสิบหก เม็ดฝนไหลต่อเนื่องเป็นสายอย่างไม่รู้จบ เพียงขวัญเหลือบมองออกไปนอกออฟฟิศ สายลมเย็นพัดเข้ามาเมื่อมีใครเปิดประตูระเบียงข้างโต๊ะประชุม กลิ่นไอดินชุ่มน้ำแทรกเข้าระหว่างกลิ่นกาแฟกับใบไม้ในแจกัน เพียงขวัญดึงสติกลับ สายตามองแผ่นกระดาษสเกตช์ในมือที่เธอกำลังต่อสู้กับหัวใจตัวเองอยู่นาน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เพียงขวัญ พอมีเวลาคุยโปรเจกต์บ่ายนี้หน่อยไหม?” วิสุทธิ์ หนุ่มแว่นหน้าตาเรียบ เงียบขรึม เอ่ยถามขณะยืนอยู่ข้างโต๊ะ เพียงขวัญเหลือบมอง ผ่านแว่นสายตาของเขาที่ดูเหมือนจะอ่านใจคนตรงข้ามมากเกินไป
“ได้ค่ะ…ว่างค่ะ” น้ำเสียงนั้นนิ่งแต่ข้างในไหวไหว พลันเงียบกันไปชั่วครู่ ก่อนวิสุทธิ์จะถอนหายใจเบา ๆ และเดินไปเปิดคอมเตรียมไฟล์ งานนี้เป็นงานใหญ่สำหรับทั้งทีม—แคมเปญฤดูฝนสำหรับแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดัง
แสงแฟลชจอคอมสะท้อนใบหน้าเพียงขวัญ ใจเธอเต้นแรงตอนต้องนั่งเคียงข้างผู้ชายที่ไม่เคยยิ้มให้ใครโดยไม่จำเป็น พวกเขาเริ่มแลกเปลี่ยนความคิด ถึงจะพูดกันน้อย แต่นาทีนั้นเหมือนมีถ้อยคำล่องลอยในอากาศมากกว่าที่พูดจริง ๆ
“คอนเซ็ปต์ของผม…คือหยาดน้ำฝน เป็นเหมือนความหวังที่จะงอกงามใหม่” วิสุทธิ์อธิบาย สายตาตั้งใจถึงขั้นจริงจัง เพียงขวัญฟังจบ ถอนหายใจและพูดเบา ๆ ว่า “มันซ้ำ…”
เขาชะงักมอง เธอไม่หลบสายตา “ทุกแบรนด์ใช้คำว่าฝนเพื่อแสดงความหวัง เราต้องกล้าที่จะพูดอย่างอื่นบ้างไหม?”
เงียบไปอีกรอบ วิสุทธิ์ขมวดคิ้ว “แล้วสำหรับคุณ ฝนมันแปลว่าอะไร?”
เพียงขวัญนิ่งไปนานก่อนเอ่ย “สำหรับฉัน…ฝนคือสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ มันเปียก มันหนาว…แต่บางครั้งมันก็ทำให้เรากลับบ้านได้ช้าลง จนต้องอยู่กับตัวเองให้นานขึ้น”
เขาสะดุดกับคำพูดนั้น บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดจากสิ่งที่ทั้งสองคนไม่กล้าถอดใจออกมาเป็นคำพูด
เมื่อการประชุมทีมจบลงในคืนนั้น ฝนก็ยังไม่หยุดตก วิสุทธิ์และเพียงขวัญออกจากออฟฟิศพร้อมกันโดยไม่ตั้งใจ วิสุทธิ์ถือร่ม เธอไม่มีร่ม ทั้งสองหยุดที่ประตูตรงทางเดินกระจกหน้าตึก วิสุทธิ์เงียบ “จะรอฝนหยุดเหรอ?”
เพียงขวัญพยักหน้า เลื่อนมือเก็บผม “อืม”
เสียงฝนรัวใส่หลังคา ทั้งสองคนยืนข้างกันในความเงียบ เสียงรถบนถนนเบาบาง แขนของวิสุทธิ์กระตุกเบา ๆ ก่อนเอ่ยว่า “…เดินไปด้วยกันไหม” เขายื่นร่มมาให้ ครู่หนึ่งเพียงขวัญก็รับร่มมา ทั้งสองเดินคู่กัน ใต้ร่มคันเล็กที่เอียงข้างเพราะชายหนุ่มพยายามให้หญิงสาวไม่เปียกฝน
ในโรงอาหารบริษัทวันรุ่งขึ้น เพียงขวัญนั่งคนเดียว สายตามองมือถือเหมือนกำลังหาอะไรที่ไม่เคยได้มา วิสุทธิ์เดินมานั่งด้วย เธอพยายามจะยิ้มแต่ฝืนจนรู้สึกได้
“เมื่อวาน…ขอบคุณเรื่องร่ม” เธอพูดเบา ๆ
วิสุทธิ์ไม่ตอบทันที เขาแค่พยักหน้าแล้วหยิบข้าวกล่องมากิน ช่วงเวลานั้นเงียบเชียบแต่สัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนก็ราวกับใกล้ขึ้นโดยไม่ต้องเอ่ยถ้อยคำใดเพิ่ม
ช่วงเวลาดึก เพียงขวัญยังคงนั่งทำงานคนเดียว แสงไฟจากจอคอมทำให้เงาเธอยาวเหยียดบนผนัง เสียงแชทไลน์เด้งขึ้นมา—ชื่อแม่ของเธอ เพียงขวัญถอนหายใจ ข้อความถามถึงเมื่อไหร่จะกลับไปเรียนโทแบบที่บ้านหวัง เพียงขวัญจ้องจอ เหลือบมือไปคลิกไฟล์โปรเจกต์ ฝันในใจเธอต่างจากฝันที่ครอบครัวมีให้
วันถัดมา งานยังคงเดินหน้า ทั้งวิสุทธิ์และเพียงขวัญเจอกันบ่อยขึ้น เจอกันในเรื่องงาน กลางเสียงถกเถียงที่สั้นกระชับ ทุกการตอบโต้และความขัดแย้งกลับคล้ายเป็นช่องให้เปิดใจช้า ๆ
กระทั่งวันที่วิสุทธิ์ลืมสเกตช์สำคัญไว้บนโต๊ะ เพียงขวัญหยิบดู พบว่าเขาวาดรูปสวนที่ฝนกำลังตกลงมา ในสวนมีผู้หญิงคนหนึ่ง ยืนนิ่ง ๆ คล้ายเธอโดยไม่ตั้งใจ
คืนนั้น ระหว่างที่วิสุทธิ์รอรถเมล์ เธอก้าวเข้ามาหา ยื่นสเกตช์ให้เงียบ ๆ เขาจ้องหน้าก่อนจะรับไป “ขอบคุณ” สั้น ๆ
เพียงขวัญลังเลไปชั่วขณะ “คุณเคย…มีใครในสวนแบบนี้เหรอ?”
วิสุทธิ์เงยหน้ามองฝน กับท้องฟ้าสีเทา “เคย…แต่เขาไม่อยู่ตรงนี้แล้ว เพราะผมไม่ได้ฟังเขาให้ดี”
หญิงสาวเงียบลง แววตาอ่อนลง “เสียใจเหรอ”
“มันสายไปแล้ว ผมเคยเลือกทางผิด…เลยพยายามไม่ให้เกิดซ้ำกับใครอีก”
ฝนยังคงตก ทั้งสองต่างคิดถึงอดีตของตัวเอง
ความสัมพันธ์ที่เคยระวัง กลับเริ่มถักทออย่างช้า ๆ ทั้งคู่ต่างรู้สึกถึงสายใยแปลก ๆ ระหว่างพวกเขา แต่ก็ยังเลือกที่จะอยู่ในกรอบของหน้าที่และระยะห่างที่เหมือนกำแพงแก้ว
โปรเจกต์ดำเนินต่อ ความขัดแย้งระหว่างคอนเซ็ปต์ยังไม่จบลงง่าย ๆ ทั้งทีมเริ่มเครียด วิสุทธิ์ไม่ยอมเปลี่ยนธีม “ความหวัง” ส่วนเพียงขวัญอยากให้กลายเป็น “การยอมรับว่าเราควบคุมทุกอย่างไม่ได้” สุดท้ายต่างฝ่ายต่างผลัดกันอธิบาย เหตุผลสั้น ๆ ตรงไปตรงมา
วันหนึ่ง เพียงขวัญโดนติแรงจากผู้บริหารเรื่องเสนอไอเดียสวนมากเกินไป เธอหน้าเสีย วิสุทธิ์เดินสวนมาพอดี เขามองดวงตาเธอแล้วพูดเพียงว่า “ตอนผมโดนแบบนี้…ผมก็เกือบออกจากงาน” แต่เงียบไปนานก่อนพูดต่อ “แต่มีคนหนึ่งบอกผมว่า อย่าเพิ่งตัดสินอะไรตอนที่กำลังรู้สึกแย่ที่สุด”
เพียงขวัญเงียบ น้ำตาคลอ “ขอบคุณที่พูดนะคะ”
งานยิ่งเร่ง ใกล้เดธไลน์ เพียงขวัญต้องเลือกว่าจะยอมเปลี่ยนความฝันตัวเองเพื่อเซฟงาน หรือเสี่ยงยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อ วิสุทธิ์มักเลือกนั่งเงียบ ๆ ทำงานจนดึก บางคืนเขาจะเดินไปซื้อกาแฟมาเงียบ ๆ วางข้าง ๆ เธอ เขาไม่เอ่ยอะไร เพียงขวัญก็ไม่ได้พูดขอบคุณเหมือนเดิม
เย็นวันหนึ่ง เพียงขวัญโทรศัพท์คุยกับแม่ แววตาฉายความอึดอัด “แม่…ขวัญยังไม่แน่ใจ…ขวัญไม่อยากเรียนโท…” เสียงปลายสายตัดสิน “จะทำงานแค่นี้เหรอ ลูกไม่มีอนาคตเลยเหรอ”
เพียงขวัญนั่งนิ่ง หัวใจบีบรัด น้ำตาไหลแต่เงียบ รู้สึกเคว้งคว้างมากกว่าเดิม
ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนเดธไลน์ เพียงขวัญหายหน้าไปสองวัน วิสุทธิ์รู้แต่ไม่กล้าโทรหา เขาแค่นั่งเงียบ ๆ มองจอคอมแล้ววาดรูปที่ไม่มีใครได้เห็น เพื่อน ๆ ในทีมถามเรื่องโปรเจกต์แต่เขาแค่ส่ายหน้า “รอขวัญกลับมาก่อน”
คืนหนึ่ง เพียงขวัญกลับมาออฟฟิศ การ์ดพนักงานบอกเวลาเลิกงานแล้วแต่เธอยังอยู่ วิสุทธิ์เหลือบเห็นรีบเดินเข้าไปใกล้ แววตาปนโกรธ “หายไปไหนมา! ทำไมไม่บอกใครเลย!”
เพียงขวัญนิ่ง เธอกำมือแน่น “เพราะไม่มั่นใจ…ฉัน…ฉันไม่รู้ว่าตัวเองควรอยู่ที่นี่ไหม” เสียงสั่น หัวใจเต้นแรง วิสุทธิ์กัดริมฝีปาก ไม่พูดอะไรพักหนึ่ง ก่อนพูดช้า ๆ “ผมก็กลัวเหมือนกัน”
เพียงขวัญมองเขานิ่ง “กลัวอะไร”
“กลัวทำผิดซ้ำ…กลัวว่าจะไม่ได้แก้ไขอดีต…กลัวว่า…จะทำบางคนหายไปอีกครั้ง” จู่ ๆ เสียงฝนตกหนักกระแทกลงบนหลังคา เพียงขวัญน้ำตาซึม สองคนยืนนิ่งในเงียบ หัวใจต่างเต้นแรงแต่ไม่มีใครกล้าก้าวออกจากกรอบของตัวเอง
วันที่ต้องพรีเซนต์งานมาถึง ทั้งสองจับมือกันต่อหน้าทีมงานและเข้าไปในห้องประชุม ทั้งคู่แลกสายตา สื่อใจว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจะเคียงข้างกัน
การนำเสนอเป็นไปอย่างประหยัดถ้อยคำแต่จริงใจ งานที่นำเสนอคือคอนเซ็ปต์ “ฝน: สิ่งที่เราควบคุมไม่ได้…แต่ถ้าเราเดินไปพร้อมกัน เราจะไม่กลัว” เพียงขวัญพูดออกมาพร้อมเสียงสั่น ๆ
ทีมงานเงียบ ก่อนเสียงปรบมือดังขึ้น ผู้บริหารพูดเพียงว่า “ฉันชอบ มันเรียล”
หลังพรีเซนต์ เพียงขวัญออกไปนั่งที่ระเบียง วิสุทธิ์นั่งข้าง ๆ สองคนเงียบกันนานมากจนพระอาทิตย์เริ่มตก
“คุณรู้ไหมว่าทำไมเวลาฝนตกฉันถึงชอบอยู่ในออฟฟิศมากกว่าบ้าน” เพียงขวัญเอ่ย
วิสุทธิ์พยักหน้าเหมือนไม่แน่ใจ
“เพราะที่นี่…ฉันได้เป็นตัวเอง”
วิสุทธิ์ยิ้มมุมปาก เอ่ยเสียงเบา “ถ้าคุณต้องกลับบ้านเพื่อทำตามฝันนั้น…ผมจะคิดถึง”
เพียงขวัญถอนหายใจช้า ๆ จ้องตาเขา “เรา…จะเสียดายกันไหมถ้าวันหนึ่งต้องห่างกัน”
วิสุทธิ์นิ่งไปนาน เขาคิดถึงอดีตที่ปล่อยมือคนสำคัญ ตอนนี้เขาเลือกว่าไม่อยากเป็นคนแบบนั้นอีก
“ผมขอเดินข้างคุณ…แม้ว่าวันหนึ่งคุณจะต้องเลือกทางเดินของตัวเอง”
สองคนสบตา น้ำตาเพียงขวัญรื้น แต่คราวนี้เธอยิ้มเต็มที่ “ขอบคุณ…ขอบคุณที่ไม่ปล่อยมือเหมือนใครคนนั้น”
เสียงฝนซา ท้องฟ้าใสขึ้นเล็กน้อย เพียงขวัญกับวิสุทธิ์นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นนานแสนนาน แม้ไม่สารภาพรัก แต่ความรักของทั้งสองคนค่อย ๆ ชัดเจนด้วยการเลือกที่จะอยู่ ข้าง ๆ กันในวันที่ฝนยังคงโปรยลงมาไม่มีที่สิ้นสุด