ระยะห่างระหว่างเรา
เสียงฝนตกหนักเคาะกระจกหน้าต่างห้องเช่าที่ภูผานั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์ด้วยสายตาเหม่อลอย ไฟในห้องสลัว เขากุมแก้วกาแฟเย็นชืดแน่น มือสองอีกวางทับสมุดวาดรูป ภูผาค่อย ๆ ลุกเดินไปริมหน้าต่าง เหม่อมองแสงสีของถนนกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนพลางถอนหายใจยาว แสงส้มจากไฟถนนทอดเงาพาดผ่านกรอบหน้าต่าง กลืนร่างภูผาเข้ากับความเงียบว่างในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ณ ระยะทางเกือบหกร้อยกิโลเมตร เมืองจันทบุรี แอนนานอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงในห้องนอนเล็กของบ้านไม้เก่า ภาพหน้าจอโน้ตบุ๊คเป็นโปรแกรมเรียนออนไลน์พร้อมเสียงกรุ๊งกริ๊งของห้องสนทนา แอนนาเหลือบมองนาฬิกา ลังเลจะโทรหาภูผาหรือไม่ มือแตะหน้าจอมือถือแล้วชะงัก ปลายนิ้วสั่นนิด ๆ ก่อนจับลังเลใจเก็บไว้ในความเงียบ
—
สองปีก่อน ภูผาและแอนนาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรปีสอง ตึกเก่า ร่มไม้ สายลมกลิ่นฝนใหม่ ๆ ภูผานั่งอยู่อีกฟากของสวน มองผู้หญิงผมสั้นท่าทางกระตือรือร้น เขาเอียงหัวขณะเห็นแอนนาเดินตรงมา แอนนาลังเลยิ้มจาง ๆ
“ขอนั่งด้วยได้ไหม?” เธอเสียงเบา สองมือประสานหลังกล้องถ่ายรูป
ภูผายักไหล่ กวาดตาไปรอบลาน “จะนั่งก็ได้นี่”
เธอหัวเราะเบา ๆ แล้วนั่งลงข้าง ๆ หน้าจอคอมบนตักภูผาเปิดหน้าโปรแกรมออกแบบ “ดูเหมือนเครียดนะ”
“เปล่า แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย เลือกอนาคตไม่ได้อยู่ดี” ภูผาตอบพลางเหลือบมองกล้องถ่ายรูปในมือแอนนา “ถ่ายรูปเสร็จแล้วเหรอ”
“อือ — กำลังหามุมของตัวเองอยู่” เธอพูดช้า ๆ ยิ้มบาง ๆ จ้องกิ่งไม้บนหัว “แล้วนายล่ะ เคยตั้งใจเดินหาทางของตัวเองจริง ๆ ไหม”
ภูผาเบือนสายตา ถอนหายใจ “ไม่รู้สิ บางทีชีวิตมันไม่ให้โอกาสแบบนั้นหรอก”
ช่วงเวลานั้นเป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่เริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่างในความเงียบ ยังไม่มีใครพูดออกไป แต่แววตาที่แลกเปลี่ยนกันสื่อสารบางสิ่งบางอย่าง
—
เวลาผ่านไป มิตรภาพแตะขอบความพิเศษ แต่ก็ยังยืนอยู่บนขอบเขตของความสัมพันธ์ สองคนไปถ่ายรูปด้วยกันตามตลาดเช้า ตามชายหาดภูผาใช้กล้องของแอนนาถ่ายภาพ แอนนายิ้มสดใสมองเขาจากหลังเลนส์
“นายเคยคิดอยากหนีไปที่ไหนสักที่ไหม?” แอนนาเอ่ยขึ้นขณะนั่งบนทรายขาว เย็นวันฝนจะตก
ภูผามองทะเลแล้วนิ่งนาน ก้อนเมฆลอยวนเข้าหากัน “คิด…แต่ยังไม่กล้า”
ความเงียบคลืบคลาน แต่ไม่อึดอัด สายลมพัดให้แขนของทั้งสองเกือบแตะกัน แต่ไม่มีใครขยับ
“ฉันกลัว” แอนนาพูดต่อ แววตาวูบไหว “กลัวจะติดอยู่ที่เดิม กลัวทำร้ายความรู้สึกแม่”
ภูผาหันมามองเธอ แววตานั้นอ่อนโยนและเข้าใจ
—
เวลาล่วงผ่าน ภูผาได้ทุนฝึกงานที่กรุงเทพฯ แอนนากลับต้องอยู่จันทบุรีเพื่อดูแลแม่ที่ล้มป่วย เมื่อถึงเวลาต้องจากกัน ภูผานั่งซ้อนรถมอเตอร์ไซค์แอนนา เขาลังเลตลอดเส้นทางจนถึงสถานีรถไฟ
“ไปดีนะภู” แอนนากระซิบเสียงแผ่ว เธอเว้นจังหวะนาน “โทรมาด้วยล่ะ”
ภูผาหลบตา จับมือเธอ แววตามีความลังเลปนเศร้าใจ “ขอบใจนะ…สำหรับทุกอย่าง”
แอนนายิ้มสะท้าน น้ำตาคลอ แต่วางมือนั้นลงก่อนถอยกลับ ก้าวถอยหลังช้า ๆ ปล่อยให้ระยะห่างงอกงามขึ้นอย่างเชื่องช้า
—
การติดต่อกันกลายเป็นสิ่งที่ต้องฝืน ฝนตกทุกคืน ภูผาโทรหาบ้างไม่โทรบ้าง บางทีแอนนากล้าวางสายกลางคัน คำพูดกลายเป็นความเงียบแทน ต่างฝ่ายต่างพยายามประคองสิ่งที่ไม่มีชื่อเรียกนี้
ช่วงค่ำหนึ่ง หลังจบคาบเรียนพิเศษ แอนนาเดินตากฝนเข้าร้านอาหารเล็ก ๆ เธอหยิบมือถือขึ้นโทรหาภูผา เสียงปลายสายเงียบอยู่นานกว่าจะตอบ
“ภู…วันนี้โอเคไหม”
ภูผาชะงักแล้ว เหมือนเพิ่งตื่นจากภวังค์ เขามองสำเนียงเหนื่อยล้าในเสียงตัวเองผ่านสาย “ก็เรื่อย ๆ งานเยอะ นายล่ะ”
“คิดถึงนะ” แอนนายิ้มเศร้า ๆ “แต่บางทีก็เหมือนไม่มีสิทธิ์คิดถึง”
เสียงเงียบขาดหายไประหว่างเมืองใหญ่กับบ้านเล็ก
—
ภูผาเริ่มนิ่งเฉยขึ้นทุกวัน เขาเอาตัวเองจมอยู่กับงาน ฝืนฝึกงานทั้งที่รู้ว่าสิ่งที่ทำไม่ใช่ความฝัน แต่เขาไม่กล้ายอมรับ
คืนหนึ่งระหว่างงานเลี้ยงสายเทค ภูผานั่งเงียบกลางวงเพื่อน เสียงหัวเราะรอบตัวชวนอึดอัด มือถือเขาสั่นเมื่อข้อความจากแอนนาโผล่มา
“ฝนตกที่นี่ด้วย นายล่ะ”
ภูผาไม่ตอบ กำมือถือแน่น เขากลัวว่าถ้าตอบไป จะต้องสารภาพถึงความอ่อนแอในใจที่ไม่เคยบอกใคร
—
อีกฟากหนึ่ง แอนนามองแม่ผอมแห้งที่นอนอยู่บนเตียงป่วย เธอหยิบกล้องนั่งหน้าต่าง คนข้างกายเริ่มเปลี่ยนจากภูผากลายเป็นเงาสะท้อนของความฝันในวันเก่า ๆ
แม่กระซิบเสียงเบา “ลูกอย่าฝืนตัวเองเพื่อแม่เลยนะ”
แอนนาเบือนหน้าหนี “แต่ถ้าไม่มีแม่ ฉันก็ไม่เหลือใคร”
แม่หัวเราะเบา ๆ “ยังมีใครคนนั้นรออยู่นี่”
แอนนาเงียบ ไม่ตอบ หัวใจเธอเต็มไปด้วยสิ่งที่พูดออกไปไม่ได้
—
ฤดูฝนผ่าน ความเงียบค่อย ๆ กลืนกินความสัมพันธ์ ระยะห่างไม่ใช่แค่เรื่องของกิโลเมตร แอนนาเริ่มรู้สึกว่าภูผาค่อย ๆ ลางเลือนออกไป
บ่ายวันหนึ่ง แอนนาไปรับผลสอบที่มหา’ลัย เธอจ้องกระดาษสีขาวพร่ามัว มือสั่นค้าง เหมือนจะร้องไห้ เธอหยิบโทรศัพท์จะกดหาใครสักคน แต่สุดท้ายเลือกวางมันลงบนโต๊ะ
—
ภูผากำลังพรีเซ้นต์งานต่อหน้าผู้บริหาร เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ ฟังดูมั่นใจ แต่สายตานั้นวูบไหว เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งถามอะไรแหลมคม ภูผาชะงัก เสียงกรณีค้าง คิ้วขมวด เขาหลบตาทุกคน คำถามนั้นย้อนกลับมาหาตัวเอง — ถามว่า “นี่ใช่ชีวิตที่ภูอยากได้จริง ๆ ไหม”
หลังงาน ภูผาออกมาเดินลุยฝนคนเดียว หยาดน้ำไหลอาบหน้า เขาเดินช้า ๆ แต่ไม่กลับห้อง
—
อีกเดือนผ่านไป แอนนารู้ข่าวว่าภูผาได้รับข้อเสนอทำงานต่อ เธอไม่ได้รับการติดต่อจากเขาเป็นสัปดาห์ ราวกับทุกเธอหายไปในสายฝน
วันนึง แอนนาพยายามโทรหารอบสุดท้าย รอสายยาวจนเสียงตอบรับอัตโนมัติขึ้นมา เธอกอดเข่าอยู่นานในความมืด น้ำตาไหลเปียกหมอน
—
ฝ่ายภูผา เขานั่งเหม่อมองสมุดวาดรูป ในนั้นมีภาพแอนนาเต็มไปหมด เขาหยิบกล้องถ่ายรูป เงาสะท้อนรอยยิ้มของแอนนาในวันวานฉายชัดในหัวใจ เขาเอามือขยี้ตา นั่งนิ่งยาว รู้สึกเหมือนด้านในกำลังจะขาดความหมาย
ภูผาเดินไปเปิดคอม เขียนอีเมลถึงแอนนา พิมพ์ลบ พิมพ์ลบอยู่หลายรอบ สุดท้ายเขาทิ้งอีเมลเปล่า ๆ นั้นแล้วปิดคอมเงียบ ๆ
—
เดือนสุดท้ายก่อนฤดูร้อน แม่ของแอนนาอาการดีขึ้น เธอค่อย ๆ ลุกมานั่งหน้าต่าง แอนนาไปหางานอดิเรกใหม่ พยายามตั้งใจอยู่กับปัจจุบัน พอหัวค่ำ เธอเดินผ่านหอประชุมเก่าที่มหา’ลัย พบว่ามีการจัดนิทรรศการภาพถ่ายนักศึกษา
แอนนาเข้าไปดู พลันสายตาเธอก็สะดุดอยู่ที่ภาพถ่ายชุดหนึ่ง — เป็นภาพชายหนุ่มกำลังมองออกไปนอกหน้าต่าง เหมือนกำลังรอคอยใครสักคน
เธอเดินเข้าไปใกล้ ภายในเครดิตของภาพนั้นสลักชื่อ “ภูผา ทาริกานนท์”
หัวใจแอนนาวูบ ความทรงจำเก่า ๆ พลิกปลุกเธอขึ้นมาอีกครั้ง
—
คืนนั้นแอนนาตัดสินใจโทรหาภูผาอีกครั้ง เสียงสายสัญญาณยาวก่อนที่ภูผาจะรับสาย
“แอน…” เสียงของเขาแผ่วแต่แน่นอน “เราคิดถึง — คิดถึงมาก ๆ แต่เรากลัวว่าจะพังมันถ้าเดินหน้าต่อ…”
แอนนานิ่งฟัง ลมหายใจขาดห้วง “ฉันก็กลัว… กลัวว่าถ้ารอมันต่อไป ทุกอย่างจะสายเกินไป”
ภูผาหายใจเข้าลึก “เราอาจไม่กล้าพูด…แต่ตั้งแต่วันนั้น โลกเรามันเริ่มห่างออกไปเอง”
แอนนาเสียงสั่น “มันยังไม่สายถ้าจะเริ่มใหม่ จริงไหม”
ภูผาเงียบอยู่นานก่อนตอบเสียงเศร้า “ถ้าไม่ลอง เราจะรู้ได้ยังไง”
—
ฤดูร้อนมาถึง หลังจากความเงียบและการรอคอย ภูผาหอบกล้องและสมุดวาดรูปนั่งรถไฟข้ามคืนเพื่อกลับมาหาแอนนา เสียงกุกกัก ๆ ของรางรถไฟเสียดสีกับใจเขา มือเขาสั่นเมื่อจับกระเป๋าแน่น
วันเช้า เมืองจันทบุรี อากาศสดใส เงาแดดลอดผ่านไม้เก่า ภูผายืนลังเลอยู่หน้าบ้านแอนนา ก้าวแรกที่เขาก้าวเข้ามาทำให้หัวใจสั่น
ประตูบ้านเปิด แอนนายืนนิ่ง สีหน้าตกใจแต่ดวงตาสว่าง “ภู…”
เขาเอ่ยเสียงช้า “เรามาเพราะไม่อยากให้เธอเดินคนเดียว…อีกต่อไป”
แอนนากระอึกกระอัก “ฉันก็…ไม่อยากเดินคนเดียวแล้ว”
ภูผาทำท่าจะก้าวเข้าไปอีก แต่ชะงักน้ำตารื้นที่ขอบตา
“ขอโทษที่หายไป… ขอโทษที่ไม่กล้าทำตามหัวใจ”
แอนนาเช็ดน้ำตาตัวเอง พยักหน้าเบา ๆ “ฉันให้อภัยนาย…และให้อภัยตัวเองด้วย”
ทั้งสองคนยืนอยู่ด้วยกัน ท่ามกลางแสงเช้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนขอบฟ้าใหม่ ระยะห่างระหว่างหัวใจทั้งคู่สั้นลงในที่สุด
พร้อมก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน — ไม่ใช่เพราะทุกอย่างสมบูรณ์แบบ แต่เพราะพวกเขาเลือกจะให้อภัย เติบโต และเริ่มต้นใหม่…ด้วยกัน