เงียบงันในฤดูฝน
เสียงฝนพรำอย่างเอื่อยเฉื่อยในเช้าวันจันทร์ บนชั้นสิบเอ็ดของอาคารสำนักงานกระจกสีฟ้า สายฝนไล้ผ่านกระจกจนมัว มายาวนานไม่หยุด เป็นฤดูฝนปีที่สองที่อัญชัญใช้ชีวิตบนเดสก์ท็อปเนิบ ๆ ของฝ่ายการตลาด หญิงสาววัยยี่สิบเจ็ด ชอบอยู่ในกรอบของตัวเอง ไม่พูดมาก ใส่หูฟังขาวฟังเพลงบรรเลง ฟังจนทำนองเดิมกัดกินความเงียบในใจจนกลบทุกเสียงรอบข้าง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เธอมองออกไปเห็นผู้ชายที่ยืนกุมแก้วกาแฟที่มุมห้อง ต้นกล้า เด็กจบใหม่ที่เพิ่งย้ายมาแผนกนี้ได้สองเดือน รอยยิ้มแบบไม่แน่ใจในตัวเอง เดินเข้ามาอ่านบอร์ดประชาสัมพันธ์ใกล้ประตู แล้วเหลือบสบตาอัญชัญชั่วครู่ ก่อนจะหลบไปอย่างประหม่านิด ๆ
“ขอโทษครับ… พี่อัญ” เขาเดินเข้ามาพร้อมเอกสาร “โจทย์แคมเปญที่ต้องร่วมกัน… เอ่อ อาจจะต้องปรึกษาด้วยครับ”
อัญชัญเงยหน้าสำรวจ พร้อมพยักหน้า แต่ไม่พูดอะไร เย็นชาเสียจนต้นกล้าลูบท้ายทอยอย่างประหม่า
“ผมไม่อยากรบกวนอะไรมาก… แต่มันโจทย์ยากมากเลยนะครับ” เสียงเขาค่อย ๆ เบาลง
นิ้วมืออัญชัญลากเอกสารมาดู เธอเหลือบมองต้นกล้า แล้วเปิดคอมโมชั่นไฟล์อย่างเคยชิน ความเงียบระหว่างทั้งสองก่อตัวอย่างแปลกประหลาด ต้นกล้ากำเอกสารไว้แน่น พยายามกลบความอึดอัดด้วยการไอเบา ๆ
“คุณอยากเริ่มตรงไหนก่อน”
“เอ่อ ผมนึกประเด็นไม่ออกเลย…”
เธอผ่อนลมหายใจยาว ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “เริ่มจากจุดที่คุณคิดว่าตัวเองถนัดที่สุด” เงียบไปชั่วอึดใจ “ไม่ต้องกลัวผิด”
ต้นกล้าหันมายิ้มเก้อ ๆ เขาดูกระตือรือร้นขึ้นมานิดหน่อย ทว่าในแววตายังมีเงาความกลัวความล้มเหลวบางอย่างซ่อนอยู่
ช่วงบ่ายนั้น ทั้งสองนั่งประสานสายตากันน้อยมาก แต่เสียงกระดาษปะทะกับเคาน์เตอร์ โต๊ะทำงาน และการแลกเปลี่ยนคำพูดสั้น ๆ เป็นจังหวะชีวิตที่อึดอัดแต่น่าประหลาดใจอย่างอบอุ่น อัญชัญรู้ตัวว่าตัวเองกำลังตั้งกำแพงกับเด็กรุ่นน้องคนนี้ ทั้งด้วยวัย และอดีตความล้มเหลวในรักที่ฝังใจ
“พี่อัญ พรุ่งนี้… จะประชุมด้วยกันไหมครับ” ต้นกล้าดึงเสียงเบาหวิวแต่จริงจังเมื่อเตรียมเอกสารเสร็จ “ขอโทษ… ถ้ามันวุ่นวาย”
เธอมองสบตาเขานานกว่าปกติ “ถ้างานเดิน ฉันวุ่นได้”
เขายิ้มบาง คำพูดของเธอเหมือนเย็นชา แต่ก็มีอะไรอ่อนโยนซ่อนอยู่ลึก ๆ
กลางคืนฝนที่ไม่ได้หยุด เธอกลับถึงห้องเล็ก ๆ ในคอนโด มืออ่อนแรงวางเอกสารลงกับโต๊ะ เงาสะท้อนจากกระจกหน้าต่าง เผยภาพผู้หญิงที่ไม่เคยกล้ามองตาตัวเองนาน ๆ
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ไลน์กลุ่มงานวุ่นวาย “ขอโทษครับ ส่งไฟล์ผิด ขอส่งใหม่” ข้อความของต้นกล้า เธอถอนใจ ขยับนิ้วตอบเพียง “โอเค” สั้น ๆ แต่หัวใจกลับเต้นแรงอย่างน่าประหลาด วันแรก… ของการมองเห็นบางอย่าง
วันต่อมา ในห้องประชุมแสงขุ่นมัวจากฟ้าที่ไม่มีดวงอาทิตย์ อัญชัญนั่งหัวโต๊ะ ใบหน้าราบเรียบ ต้นกล้านั่งข้าง ๆ ดูวุ่นวายเล็กน้อยกับโน้ตบุ้กและไฟล์พรีเซนต์ เขาหันมาสบตาเธอสั้น ๆ เหมือนขอความมั่นใจ เธอพยักหน้าให้เบา ๆ
“ตอนแรก… ผมขออนุญาตลองเล่าไอเดียครับ” เขากระแอมเบา ๆ หยุดหายใจชั่ววินาที
“เขายังพูดไม่ค่อยเก่ง” เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งกระซิบขำในห้อง เธอปรายตามองอย่างไม่พอใจ แต่ไม่ได้พูดอะไร
ต้นกล้าพูดต่อแบบลังเล “เราอยากทำแคมเปญที่… คนอยู่ใกล้จะเข้าใจกันมากขึ้น ตอนนี้สังคมมันเหมือนไกลกัน เพราะมือถือ…”
เสียงอัญชัญแทรกขึ้น ไม่ดังนักแต่หนักแน่น “ดี แต่ต้องหาตัวอย่างจริงจัง ทำรีเสิร์ชด้วย”
เขายิ้มบางอย่างพอใจ สายตายังคงเลื่อนหลุดจากเธอ เหมือนกลัวจะเปิดเผยอะไรในใจ
หลังประชุม ต้นกล้าตามเธอออกจากห้อง เธอหยุดรอหน้าเครื่องกาแฟ
“ขอบคุณที่ช่วย… เมื่อกี้”
“แค่ทำให้”
“แต่… ผมเกือบไปไม่รอด”
อัญชัญเผลอยิ้ม “เธอจะไม่รอดจริง ๆ ถ้าไม่ซ้อมกับฉันสักสองสามเท่า”
ทั้งสองหัวเราะบาง ๆ ในใจ มันเป็นครั้งแรกที่เสียงหัวเราะในที่ทำงานรู้สึกไม่ห่างเหิน
วันเวลาผ่านไป โปรเจ็กต์ที่ทั้งสองต้องร่วมกันพูดคุย ล้มลุก คล้อยตามฝนในฤดูนี้ ต้นกล้าพยายามพิสูจน์ตัวเองในการทำงาน อัญชัญก็ขยับตัวเองให้อ่อนโยนมากขึ้นทีละน้อย ๆ แม้อดีตจะยังตามตอกย้ำในใจ
บ่ายหนึ่งวันหนึ่ง ฝนข้างนอกตกหนักเสียงดังจนต้องตะโกนคุยกันในห้องทำงาน
“เราทำรีเสิร์ชเสร็จแล้วครับ แต่…” ต้นกล้าอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ พยายามหาคำพูด
“แต่?”
“ผมไม่แน่ใจว่ามันดีพอ… หรือเปล่า”
อัญชัญยกคิ้ว “ไม่แน่ใจอะไร”
“กลัวไม่ผ่าน… ผมกลัวเสียหน้า”
เธอไม่พูดอะไรนาน ก่อนจะเอ่ย “ฉันก็เคยกลัว ตอนนี้ก็ยังกลัว”
ต้นกล้าชะงัก หันมองเธอด้วยแววตาฉงน
“กลัวอะไรครับ”
“กลัวผิดซ้ำแบบเดิม กลัวจะล้มเหลวอีก…”
เขายิ้มแหย “งั้นเราก็เป็นทีมเดียวกันสินะ”
เขาเงียบไปสักพัก ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ “พี่อัญ… ผมเคยทำให้โปรเจ็กต์มหาลัยล้มไม่เป็นท่า …เลยกลัวจะมีแต่เรื่องผิดพลาด”
“อย่ายึดติด” เธอตอบเสียงเบากว่าทุกที “บางที ความผิดพลาดก็สอนเรามากกว่าความสำเร็จ…”
ต้นกล้าพยักหน้า หยิบแฟ้มรีเสิร์ชขึ้นมาอ่านต่อ ทั้งคู่ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ ไม่ใช่ความเงียบที่ว่างเปล่า
คืนวันศุกร์เสียงฝนยังไม่หยุด อัญชัญนั่งจมกับแสงไฟสลัวในห้องคอนโด ไถโทรศัพท์แล้วเลื่อนเจอรูปเก่า ๆ ที่ถ่ายกับอดีตแฟน รอยยิ้มเก่าในอดีตมันกัดกินจิตใจจนมือสั่น เธอวางโทรศัพท์แล้วจ้องเพดาน มองหยดน้ำเกาะหน้าต่างนาน ๆ
ในอีกฝั่งหนึ่ง ต้นกล้านั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในห้องเช่าราคาถูก ใบหน้าครุ่นคิด สายตาห่างเหินจากหนังสือในมือ พลิกหน้ากระดาษหลายครั้งแต่ว่าใจไม่ได้อยู่ตรงนั้น เขาเปิดแชทดูข้อความที่เธอโต้ตอบ โอเค สั้น ๆ ย้ำแล้วซ้ำอีกจนไม่กล้าทักไปต่อ
“มันยากกว่าที่คิดนะ…” เขาพึมพำกับตัวเองแล้วหลับตา ปล่อยให้เสียงฝนกล่อมความกลัวในใจที่ไม่มีใครรู้
เช้าวันต่อมา แผ่นฟ้าขมุกขมัว ต้นกล้ามาถึงสำนักงานเร็วเป็นพิเศษ เขาฝึกพูดงานหน้ากระจกห้องน้ำ เหงื่อเปียกขมับ มือสั่นน้อย ๆ ตลอด เขาเปิดโน้ตเซฟประโยคซ้อม ก่อนจะเดินออกไปเจออัญชัญถือกาแฟยืนอยู่
“ห้องประชุมว่างมั้ย จะลองพรีเซนต์ให้ฟังก่อนได้” เธอพูดขณะจิบกาแฟ ไม่สบตา
เขาตกใจ “ได้ครับ! เดี๋ยว— เอ่อ… ต้องขอบคุณที่ให้ลอง”
เธอนั่งฟังเขาพูดจนจบหลายรอบ ใช้คำว่าดีบ้าง ติชมหนักบ้าง แต่ไม่เคยอ่อนข้อ เห็นต้นกล้าเครียด เธอวางมือแตะบ่าเบา ๆ “จงมั่นใจในไอเดียตัวเอง อย่ากลัวเสียงคนอื่นมากกว่าตัวเอง”
เขายิ้มเศร้าเล็กน้อย “แล้วพี่ไม่กลัวเหรอ?”
“กลัว… แต่ถ้ากลัวจนไม่เดินต่อ มันก็จะไม่มีทางเปลี่ยน”
เสียงฝนดังขึ้นอีกรอบเหมือนเน้นถ้อยคำ
ช่วงเวลากลางวัน ขณะโปรเจ็กต์ใกล้จะต้องส่ง อัญชัญและต้นกล้านั่งวางสไลด์ต่อกัน ทะเลาะเบา ๆ เรื่องแนวคิดในประเด็นหนึ่ง
“ผมว่าสีสันควรสดใสขึ้นนะครับ คนดูจะได้รู้สึกบวก”
อัญชัญส่ายหน้า “ฉันว่าซอฟต์กว่าเดิมดีกว่า…”
ทั้งคู่เงียบ ต่างคนต่างดึงดัน ทั้งเสียงฝนและเสียงหัวใจกลบกันจนไม่อาจพูดอะไรออกมาในทันที
“แล้ว… เราจะตัดสินยังไงล่ะครับ”
“ลองทำทั้งสองแบบ แล้วเปรียบเทียบ” เธอยืนยันเสียงนิ่ง
ต้นกล้าคอแข็งนิด ๆ “โอเคครับ” แต่ในใจเขารู้สึกกลัวจะทำให้เธอไม่ชอบ มันเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่หาคำตอบไม่ได้
กลางคืนวันนั้น ทั้งคู่นั่งอยู่ในออฟฟิศจนทุกคนกลับหมด เงาไฟดวงเล็กส่องเหนือโต๊ะทำงานสองคน เสียงฝนหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนเหมือนวันเวลาชะลอตัว
“พี่เคยมีช่วงเวลาที่ไม่อยากเชื่อในตัวเองอีกมั้ย” เขาเอ่ยถามแบบไม่มีบท ไม่มีแบบแผน
อัญชัญนิ่ง นานกว่าทุกครั้ง “เคย… มีบ่อยเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องเดินไปข้างหน้า… เพราะไม่มีทางกลับ”
ต้นกล้าพยักหน้าเบา ๆ มือขยี้หัวตัวเอง คำพูดของเธอเข้าไปวนเวียนในใจเขานาน
หลังส่งงานโปรเจ็กต์รอบแรก ทั้งสองได้รับคำวิจารณ์ใหญ่: ข้อดีคือแนวคิดจริงจัง ข้อเสียคือโทนยังไม่ลงตัว หัวหน้าให้เวลาปรับอีก 7 วัน
“คราวนี้ถ้าไม่ดี… คงต้องเปลี่ยนคน” อัญชัญพูดกับตัวเองเสียงเบาแต่ต้นกล้าได้ยิน
“ถ้าเปลี่ยนคน… แล้วเราจะเป็นยังไงต่อ”
ความเงียบปกคลุม
“ไม่รู้” เธอตอบจริงจัง
แต่หลังจากนั้น อัญชัญกลับทำตัวเปลี่ยนไป เธอยิ้มง่ายขึ้นกว่าเดิม โทรชวนต้นกล้าไปนั่งร้านกาแฟวันหยุด ทำงาน ปรับสไลด์อย่างไม่เร่งเร้า มีเสียงหัวเราะมากขึ้น แม้ยังมีอดีตคอยกีดกันใจจนเธอกล้าพูดกับเขาตรง ๆ ไม่ได้
“พี่อัญ…”
“ว่า?”
“เคยคิดจะย้ายงานมั้ยครับ บางคน… เขาว่าอยู่ที่เดิมนานเกินไปอาจลืมฝันตัวเอง”
เธอพยักหน้า “…แต่ฉันยังไม่พร้อมจะเริ่มใหม่”
“ผมเอง… กลัวเหมือนกัน กลัวล้มแล้วต้องกลับมาเริ่มอีกครั้ง”
“กลัว แต่เดินต่อได้ ก็ชนะแล้ว” เธอกระซิบ คราวนี้ไม่หลบตา
เขายิ้มจาง ๆ ความกลั่นกรองผุดขึ้นในใจเป็นครั้งแรก
กลางฝนที่ยังคงตกต่อ ความรู้สึกบางอย่างงอกเงียบขึ้นระหว่างทั้งคู่ ต้นกล้าเริ่มส่งข้อความมาปรึกษาเรื่องงานบ่อยขึ้น อัญชัญตอบยาวขึ้นจากเดิมทีละน้อย ๆ และทุกครั้งที่หัวเราะหรือพิมพ์อิโมจิหัวใจ หัวใจเขาก็เต้นผิดจังหวะ
แต่มันไม่เคยมีคำพูดตรง ๆ มีเพียงรอยยิ้มส่งผ่านหน้าจอและสายตาอ่อนโยนเมื่อเจอกันที่โต๊ะกาแฟ
สุดสัปดาห์วันหนึ่ง ทั้งคู่ต้องออกหาข้อมูลนอกสถานที่ในตลาดนัดแถวชุมชน เสียงฝนพรำเบา ๆ ตลอด ใต้ร่มเพียงคันเดียวที่แชร์กัน อัญชัญและต้นกล้าต้องเดินชิดกันมากขึ้น
“อัญชัญ… ผมถามอะไรได้มั้ย”
เธอเอียงคอเล็กน้อย “ลองถามดู”
“ถ้า… ถ้าในอนาคต อยู่ที่นี่ไม่ดีจริง ๆ จะกล้าก้าวออกไปมั้ย”
เธอเงียบไปนาน ดูเหมือนจะตัดสินใจลึก ๆ ก่อนตอบ “ขึ้นอยู่กับว่า… ข้างนอกรออะไรอยู่”
เขาพยักหน้าเบา ๆ “ผมก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าข้างนอกมีอะไร รู้แต่ตอนนี้มีพี่อยู่ด้วย ผมรู้สึก… อุ่นใจ”
ทั้งคู่หัวเราะกลบความงุนงง ร่มที่ถือไว้สั่นนิด ๆ เมื่อมือทั้งสองแตะกันโดยบังเอิญ
ตลาดวุ่นวาย สายฝนพร่าวางในความทรงจำอย่างชัดเจนกว่าทุกสิ่ง ต้นกล้าและอัญชัญช่วยกันถามแม่ค้า หาข้อมูล ถ่ายรูป จดโน้ตเงียบ ๆ ไปเรื่อย ๆ มีแต่เสียงพูดกันสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยสายตาเข้าใจที่ต่างฝ่ายส่งให้กัน
ตอนเย็นวันนั้น เมื่อโปรเจ็กต์เกือบสมบูรณ์ ต้นกล้าเสนอจะเดินไปส่งอัญชัญขึ้นรถไฟฟ้า
“ขอบคุณที่อยู่ด้วย… ตลอดนี้”
เธอหันมามองเขาตานิ่ง ๆ ไม่ตอบอะไร รอจังหวะข้ามถนนเสียงฝนกลบทุกคำ
“พี่… เคยอยากพูดอะไรแล้วไม่กล้าพูดมั้ย” เสียงต้นกล้าฝังในสายฝน
เธอฟัง อยู่นานจนคิดว่าเธอจะไม่ตอบ “เคย…”
“อย่างตอนนี้” เขาสบตาเธอ เงียบ คล้ายอยากสารภาพแต่ไม่แน่ใจ
“ฉันก็เหมือนกัน” เธอพึมพำ อากาศห้วงหนึ่งเหมือนค้างนิ่ง
ประตูรถไฟฟ้าปิดลง จังหวะที่ทั้งสองยืนแยกฝั่งกัน คนละชานชาลา… ต่างหันกลับมามองกัน เงียบ
อาทิตย์ต่อมา เป็นวันพรีเซนต์โปรเจ็กต์จริง ความกดดันหนักแน่นกว่าทุกครั้ง โต๊ะประชุมอึมครึม หัวหน้าและทีมงานนั่งล้อมรอบต้นกล้า อัญชัญนั่งข้างกันต่างคนต่างมือเย็น
เสียงต้นกล้าเริ่มต้น “เราทุกคน… คงเคยกลัว ความผิดพลาดในอดีต”
เสียงอัญชัญเสริม “แต่ถ้ากลัวจนไม่ขยับ เราจะไม่มีวันพบทางใหม่”
การนำเสนอจบลงท่ามกลางเสียงปรบมือ หัวหน้ายิ้มให้ “ดีมาก… ความจริงใจมันส่งถึงคนอื่นได้จริง ๆ”
ขณะทั้งหมดเดินออกมา ต้นกล้ายื่นมือให้แตะมืออัญชัญระหว่างเดิน เธอไม่ปฏิเสธ
คืนวันนั้น ฝนตกหนัก อัญชัญหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเขียนบางอย่างที่อัดแน่นมาหลายเดือน
“ต้นกล้า… ขอบคุณที่กล้าทำให้ฉันเชื่อในตัวเองใหม่อีกครั้ง”
เขาตอบว่า “พี่ทำให้ผมเชื่อว่าคนเราสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ แม้จะกลัวแค่ไหน”
ทั้งคู่กลั้นใจ ไม่พูดคำว่ารัก ไม่รีบร้อน แต่รู้ว่ามีบางอย่างเติบโตขึ้นในรอยร้าวเก่า ๆ
เช้าวันหนึ่ง ฝนหยุดตก ฟ้าเริ่มเปิด อัญชัญกับต้นกล้ายกกาแฟมานั่งริมหน้าต่าง
“เราจะอยู่ข้างกันไปแบบนี้… สักพักได้มั้ย” ต้นกล้าเอ่ยเบา ๆ
“นิ่ง ๆ ไปก่อน… ก็ไม่ได้แย่นะ” เธอเสริม
ไม่มีคำพูดมากกว่านั้น แค่แบ่งปันความเงียบอันอบอุ่น ในวันธรรมดาที่ฤดูฝนค่อย ๆ ลาจากไป…