กรณีศึกษา: ระยะห่างระหว่างเรา
เสียงฝนกระทบหลังคาที่พักกลางมหาวิทยาลัยค่ำคืนนี้ ดังก้องแตกท่ามกลางความเงียบ อคินพิงหัวกับกระจกหน้าต่าง ลมหายใจพร่าเล็กน้อยพลางมองหยดน้ำใสไหลเป็นเส้น เขายังคงถือปากกากับสมุดจดโน้ตไว้แน่น มือขวาเขียนลวกๆ วาดเส้นไปเรื่อยเหมือนเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องราววุ่นวายของโลก นาฬิกาข้อมือแสดงเวลาตีหนึ่งครึ่ง ทำไมเขายังไม่ง่วง นี่คือช่วงเวลาชอบสงบ ไม่ต้องหลบสายตาใคร ไม่ต้องตอบข้อความผู้คนในกลุ่มรายงาน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ขณะกำลังแต่งประโยคใหม่ ประตูไม้ก็เบาแอ๊ด มีเสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้น อคินหันไปเห็นพิมพ์รุ้ง สาวผมเปียยาว ในชุดกันฝนสีเหลืองซีดถือแปลนสถาปัตย์กับม้วนกระดาษหนา เธอวางของหนักอึ้งไว้ข้างๆ ก่อนทิ้งตัวลงนั่งที่ม้านั่งไม้ยาวใต้หน้าต่างตรงข้ามเขา แม้จะไม่ใช้เพื่อนสนิทแต่ในชั้นปีเดียวกันก็หลบสายตากันไม่ง่าย
“ดึกขนาดนี้ยังทำงานอีกเหรอ” เธอเอ่ยก่อน มุมปากแตะยิ้มบางๆ พร้อมเสียงลมหายใจถอนไหว ๆ
“ก็ไม่หลับน่ะ เลยเขียนไปเรื่อย” อคินตอบ กลั้นหัวเราะนิดหนึ่ง “พิม ทำแปลนอีกแล้วเหรอ งานต้องส่งพรุ่งนี้?”
พิมพ์รุ้งพยักหน้าช้า ๆ ลูบกระดาษให้เรียบ แล้วนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยเสียงเบา “เคยคิดไหมว่าฝนทำให้เวลาช้าลง”
อคินหัวเราะหึ ๆ พลางเขยิบสมุดเข้าหาตัว “สำหรับคนที่รีบส่งงาน ฝนคงเหมือนจรวดมากกว่านะ”
ทั้งสองหัวเราะเบา ๆ ในความเงียบของดึกฝนตก ราวกับมีบางอย่างอ่อนโยนแค่ปลายนิ้วสัมผัสต่อกัน ทั้งที่ใจของทั้งคู่ต่างทิ้งอดีตไว้กับตัวเอง
แสงตีสลับในห้องเช้า อคินกำลังเดินไปห้องบรรยายมือหนึ่งจับกาแฟ อีกมือถือสมุด ตามาใต้คล้ำ เดินสวนกับพิมพ์รุ้งที่ยืนหาวนั่งกอดแฟ้มแนบอก ควันกาแฟเธอลอยเบา ๆ ความเงียบเคลื่อนไปในระยะสองเมตร
“เมื่อคืนออกไปกี่โมง” พิมถามเสียงแผ่ว ๆ
“ตีสองกว่า ๆ เห็นเธอยังหลับอยู่ที่โซฟาเลย ไม่ปลุกนะ” อคินตอบด้วยท่าทีรู้สึกผิดนิด ๆ
“ขอบคุณที่ไม่ถ่ายรูปแกล้งลงกลุ่ม” เธอยิ้ม ดวงตากระพริบเบา ๆ
แม้แววตาจะเป็นกันเอง แต่อคินสังเกตเห็นรอยเหนื่อย ๆ บางอย่างในแววตา ราวกับมีความทุกข์เล็ก ๆ ที่ยังพูดไม่ออก
ในคาบวิชาเลือก อคินแอบมองพิมพ์รุ้งที่นั่งแยกตัวอยู่ขอบห้อง เสียงหัวเราะของเพื่อนๆ ดังกลบเสียงดินสอขีดบนสมุด เธอไม่ค่อยพูดกับใคร แต่ดูขยันและขึงขังทุกครั้งที่พูดคุยเรื่องสถาปัตย์ ทว่าเมื่อใดที่บทสนทนาแตะถึงเรื่องบ้านหรือครอบครัว เสียงเธอจะเบาลงอย่างเห็นได้ชัด
บ่ายแก่ ๆ อคินเดินผ่านบอร์ดนิทรรศการกลางลาน เจอพิมพ์รุ้งยืนจัดผลงาน แม้มีเหงื่อไหลแต่เธอยังขยับมือทำงานต่อไม่หยุด
“ต้องการคนช่วยยกไหม” เขาถามขรึม ๆ
“ถ้าไม่รีบไปเขียนนิยาย ก็ช่วยได้” เธอพูดกระซิบ เบี่ยงหน้าหนีเล็กน้อย
เขาเดินเข้าไปช่วย ยกเฟรมไม้หนักทีละชิ้น นิ้วทั้งสองสัมผัสถูกกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ต่างชะงัก มองตากันเพียงครู่หนึ่งก่อนถอนสายตากลับ
หลังเลิกกิจกรรม พิมพ์รุ้งยืนเก็บของ อคินมองเธอแล้วยิ้ม เธอพูด “อย่าใจดีนัก เดี๋ยวทนความใจร้ายไม่ไหว” เสียงนั้นปนระบายขัน ๆ กับขมขื่นบางอย่าง
“ใครใจร้ายกับเธอเหรอ?” เขาถาม
“ตัวเองรึเปล่า” เธอตอบกลับเร็ว โดยไม่ได้มองหน้า
หัวค่ำคืนนั้น ทั้งสองนั่งที่ร้านข้าวต้มข้างทาง อคินมองพิมพ์รุ้งเงียบเนิ่นนาน เสียงจราจรข้างถนนคลอเบา ๆ
“เวลาคนดูเหมือนเข้มแข็ง มันก็ไม่ใช่เสมอไปนะ” อคินพูดขึ้นพอให้ได้ยิน
“แล้วถ้าใจไม่เข้มแข็งจะทำอย่างไร” เธอหยุดตะเกียบค้าง ใช้สายตามองไกล ๆ ไม่สบตาเขา “ก็ต้องฝืนไปก่อนมั้ง ไม่มีเวลาอ่อนแอกับใคร”
ความเงียบลากยาว เสียงฝนอีกคืนหนึ่งพร่างพรู อคินกลั่นคำพูด กลับเป็นแค่ “เวลาไม่ไหว บอกได้ตลอดนะ”
พิมพ์รุ้งเพียงพยักหน้าเบา ๆ ไร้คำขอบคุณ แต่รอยยิ้มเล็ก ๆ มุมปากแสดงความกล้าเล็กน้อยที่ให้เขารับรู้ความเปราะบางนั้น
ในวันสอบกลางภาค พิมพ์รุ้งแววตาขึงตึงขึ้นเมื่อแม่โทรตามบอกให้กลับบ้านด่วน เธอขอออกจากห้องสอบเร็วกว่าคนอื่นเพราะเตรียมตัวกลับบ้านต่างจังหวัด อคินถามเสียงอ่อน “มีอะไรให้ช่วยไหม”
“ไม่มีใครช่วยฉันแทนครอบครัวได้หรอก” เธอสบตาเขาตรง ๆ นิ้วมือกำโทรศัพท์แน่น
ระหว่างทางกลับหอพัก พิมพ์รุ้งตั้งใจอ่านสมุดไปเรื่อยๆ ขณะที่คุยโทรศัพท์กับน้องชาย อคินใจหนึ่งอยากจะคุยโทรปลอบใจอีก แต่ทำได้เพียงส่งข้อความสั้น ๆ
“สู้ ๆ นะรุ้ง ถ้ามีอะไรให้ช่วยบอกได้เสมอ”
พิมพ์รุ้งอ่านข้อความ พลิกมือถือในมือ เก็บรอยยิ้มไว้หลังจอ เธอไม่ได้ตอบทันที ก้มหน้าตั้งใจเดินต่อ
คืนวันหนึ่งอคินนั่งจับนิ้วด้วยความประหม่า เพื่อนในกลุ่มส่งรูปเขากับพิมพ์รุ้งเวลาช่วยกันทำงานนิทรรศการ คนแซว ‘วางแผนจีบหรอ’ อคินไม่ตอบ บางอย่างเต้นในอกที่กลัวว่าคำแซวไร้เดียงสาอาจเลยเถิดไปกันใหญ่
วันต่อมา พิมพ์รุ้งมองอคินเว้นระยะห่างกว่าที่เคย ท่ามกลางเสียงพูดคุย นั่งนิ่งเงียบริมวง เธอเลือกเดินกลับหอหลังคุยงานเสร็จ มือจับสายเป้แน่น อคินมองตาม แม้อยากเดินไปด้วยแต่ก็หยุดแค่มองไกล ๆ
บ่ายวันสอบผ่านมา ข่าวลือกระจายว่าอคินได้รับคัดเลือกเป็นนักเขียนเข้าร่วมโครงการใหญ่ที่กรุงเทพฯ หลายคนแสดงความยินดี แต่สายตาพิมพ์รุ้งกลับสั่นไหว ส่วนลึกเธอเห็นทั้งความดีใจและความหดหู่ นั่นอาจหมายความว่าเขาต้องไปไกลขึ้นอีก
ยามอาทิตย์ตก ทั้งสองนั่งห่างกันบนม้านั่งริมสนาม อคินมองหนังสือในมือไม่อ่าน ขณะที่พิมพ์รุ้งเงียบงัน
“จะไปเมื่อไหร่” เธอถามเสียงเบาแทบไม่ได้ยิน
“อีกเดือนกว่า ๆ” เขาตอบ สายตายังจ้องพื้นหญ้า “จริง ๆ ก็ยังไม่แน่ใจเลย”
เธอพยายามคลี่รอยยิ้ม แต่ริมฝีปากกระตุก ปล่อยให้น้ำหนักใจตกอยู่ในช่องว่างระหว่างคำพูด
“ฝันของเธอใหญ่กว่าที่นี่เยอะเลยนะ” พิมพ์รุ้งบอกช้า ๆ
“แล้วฝันของเธอล่ะ” อคินพูดติดๆ ขัดๆ “ทำงานสถาปัตย์ในจังหวัด ทำบ้านให้แม่กับน้อง? หรืออยากไปไหนแบบไร้ขอบเขตเหมือนฉัน”
“ฉันไม่มีทางเลือกเยอะ” เธอหัวเราะหวิว เสียงแหบ “แต่ไม่ได้เกลียดมันหรอก”
“บางทีระยะห่างมันไม่ได้มีแค่ระยะทางนะ” อคินกล่าวออกมา ลมเย็นโยกใบไม้เหนือหัว ราวกับอากาศเองยังไม่กล้าบอกว่าจะพาใจทั้งสองไปกันได้ไหม
ตลอดสัปดาห์หลังจากนั้น ทั้งสองห่างกันมากขึ้น อคินจมกับงานเขียนและเตรียมตัวโครงการใหญ่ พิมพ์รุ้งใช้เวลาส่วนใหญ่กับงานครอบครัวและโปรเจกต์จบ แม้จะได้พบกันในกลุ่มแต่สนทนาเพียงเรื่องงาน สายตาบางทียังลอบมองกันเมื่อคิดว่าอีกฝ่ายไม่ได้สังเกต
เพื่อนสนิทรู้สึกถึงความอึดอัดแต่ไม่มีใครกล้าพูดตรง ๆ เย็นวันหนึ่งขณะเก็บของหน้าอาคารเรียน อคินหยิบหนังสือหล่นพื้นคืนให้พิมพ์รุ้ง มือสองข้างแตะกันโดยไม่ตั้งใจ เธอชักมือเร็วกว่าเคย ต่างเงียบงันนาน
“อยากคุยแต่ไม่รู้จะพูดอะไร” อคินเอ่ย เหยียดยิ้มจาง ๆ
“ก็ไม่ต้องพูดทุกอย่างหรอก” เธอหลบตา
“กลัวถ้าพูดทุกอย่างแล้วจะไม่มีอะไรเหลือ” อคินสารภาพพลางกลืนน้ำลาย
“ฉันเข้าใจ” พิมพ์รุ้งตอบเสียงเบากว่าเก่า ราวกับกำแพงใจบาง ๆ ลดความสูงลงทีละนิด
คืนก่อนวันสุดท้ายของเทอม อคินส่งข้อความไปหาพิมพ์รุ้ง ทั้งที่ลังเลใจมากว่าควรหรือไม่ ‘อยากเจอ พรุ่งนี้’
เงียบเป็นชั่วโมง พิมพ์รุ้งตอบกลับเพียงสั้น ๆ ‘โอเค เจอกันตรงสนามหญ้าเดิม’
แสงจันทร์คืนรุ่งส่องโคมข้างสนาม ทั้งสองเดินสวนกันมาจากคนละทาง พิมพ์รุ้งใส่เสื้อสเวตเตอร์สีอ่อน หน้าตาคล้ายเหนื่อย อคินแต่งตัวลวก ๆ มากับเป้ใบเล็ก ทั้งสองหยุดตรงกลางฟุตบาท ท่ามกลางเสียงใบไม้ไหว
“พรุ่งนี้จะกลับบ้านแล้วเหรอ” อคินถามพร้อมกลืนน้ำลาย
“ใช่ ต้องรีบกลับไปดูแม่ ยังไม่ได้จัดการอะไรหลายอย่าง” เธอหันหน้าหลบแสงไฟ
“แล้ว…อคินจะไปโครงการใช่ไหม”
“ยังไม่รู้ รู้แต่ไม่อยากทิ้งที่นี่ ไม่อยากทิ้ง—”
เสียงนั้นขาดห้วง เงียบงัน ครู่หนึ่งก่อนเขาเอ่ยเบา ๆ “ไม่อยากทิ้งเธอ”
พิมพ์รุ้งสบตาเขา น้ำตาเริ่มคลอพราย “แต่เราห้ามกันไม่ได้ใช่ไหม ถ้าต่างมีทางที่ต้องไป”
อคินสูดลมหายใจลึก “บางทีเราคงกลัวจะเสียกันไปมากกว่ากลัวจะพยายาม”
ความเงียบยาวเกินกว่าคืนไหน ๆ ต่างยืนนิ่งอยู่สักพัก ก่อนอคินพูดว่า “ขอแค่ได้อยู่ข้าง ๆ เธอบ้าง ไม่ต้องเป็นคำสัญญา ไม่ต้องฝืนอะไรมากพอใจแค่นั้น”
“เราไม่รู้อนาคต แต่วันนี้ขอแค่กล้าด้วยกันได้ไหม” พิมพ์รุ้งยิ้มช้า ๆ น้ำตายังเปื้อน
ในอ้อมกอดเงียบงันที่ริมสนามคืนนี้ สองใจไม่แน่ใจอะไรสักอย่าง นอกจากรับรู้ว่าอย่างน้อย ทุกความกลัวเจ็บปวดกับความฝันที่สวนทางกัน จะพาเขาและเธอเติบโตและกล้าเดินต่อบนทางที่เลือกด้วยตัวเอง
แสงไฟสนามค่อยๆ ดับ เหลือแต่สองร่างยืนเคียงข้าง ทั้งที่รู้ว่าข้างหน้าอาจมีระยะห่างใหม่ ๆ รออยู่ แต่วันนี้กล้าถักทอสายใย และยอมปล่อยให้หัวใจเลือกเส้นทางเอง