ระหว่างบรรทัดใจ
เสียงนาฬิกาดิจิทัลในห้องพักหญิงคณะศิลปกรรมดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันตอนตีสอง ขิมนั่งเหม่ออยู่หน้าโต๊ะหนังสือ จ้องภาพร่างสีน้ำที่ยังไม่เสร็จ ริมฝีปากเม้มแน่นเพราะสมองว่างเปล่าไม่มีไอเดีย ทั้งที่ผลงานต้องส่งชิ้นสุดท้ายในอีกสิบสองชั่วโมงข้างหน้า โทรศัพท์สั่นแจ้งเตือนข้อความไลน์ “ยังไม่นอนอีกเหรอ” ภูผาทักมาอีกแล้ว เหมือนทุกคืนที่ขิมเหนื่อยใจ ภูผา—เพื่อนสนิทปีสี่คณะวิศวกรรม อยู่หอชายฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ขิมลังเลก่อนพิมพ์ตอบสั้น ๆ ว่า “ยังอะ งานไม่เดินเลย” ปลายนิ้วแตะลายเมฆสีฟ้าบนปกสมุด เขาบอกจะโทรหาถ้าว่าง ขิมตัดสินใจพิมพ์ “ไม่เป็นไร เครียดเฉย ๆ” ก่อนจะวางมือถือไว้ข้างเตียง ลมแรงจากแอร์พัดผ่านผ้าม่านบาง ๆ เส้นผมขิมปลิวกระจัดกระจาย พริบตานั้น น้ำตาแห่งความกลัวล้มเหลวก็ตกลงบนกระดาษขาว
ขิมกดแชทออก แล้วพลิกสมุดมาวาดใหม่ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นการโทรไลน์จากภูผา เธอลังเลจะรับหรือไม่ สุดท้ายก็กดรับ “ไอ้ขิม แกโอเคเปล่า” เสียงอีกฝ่ายฟังดูเป็นห่วง
“ก็…ไม่รู้ดิ แค่รู้สึกไม่มีอะไรดีพอเลย ไอเดียมันเดินไปไม่ถึงไหน ทั้งที่ต้องส่งตอนเที่ยงพรุ่งนี้” ขิมเสียงเบา
“เอางี้ แกเปิดกล้องสิ ฉันอยากดูหน้าคนท้อแล้ว” ภูผาหัวเราะตลก ๆ ขิมยิ้มบาง ๆ ก่อนจะยกกล้องขึ้นส่อง มองเห็นใบหน้าภูผาที่อยู่ในเสื้อยืดเก่า ๆ ทำผมยุ่ง ๆ กับรอยยิ้มมุมปากแบบประจำ
“ขิม แกเก่งจะตาย เห็นไหมว่าทำอะไรสำเร็จตั้งเยอะแล้ว มันก็คืออีกวันหนึ่งเท่านั้น” ภูผาพูดคล้ายจะปลอบใจ แต่เสียงเขาเจื่อนอย่างเห็นได้ชัด
ขิมนิ่งเงียบ ริมฝีปากจะแย้มรอยยิ้มขอบคุณ แต่ก็ทำไม่ออก หัวใจจุกเพราะรู้ดีว่าภูผาแรงบันดาลใจคนเดียวที่ขิมเหลืออยู่ในชีวิตมหาวิทยาลัย
“แก…ไม่รู้หรอกว่าฉันกลัวขนาดไหน” ขิมกระซิบ ภูผาเงียบไปครู่หนึ่ง เห็นเพียงสายตามั่นคงที่ส่งมาในจอ
“ฉันก็กลัวเหมือนกัน แค่คนละอย่าง แกกลัวจะล้ม ฉันกลัวจะ…เสียเพื่อนไป”
ขิมหลบตา เปลี่ยนเรื่อง “คิดชื่อวิจัยจบยังเนี่ย ฉันต้องรีวิวให้แน่ ๆ เลย”
ภูผายิ้มหลบ ๆ “ยังเลย กำลังคิดว่าจะศึกษา AI วิเคราะห์เพลงโปรดแบบที่แกชอบบ่นว่าชีวิตมันต้องมีเพลงประจำวันอะไรแบบนั้น”
ขิมหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา ภูผาจ้องดูไล้เส้นผมขิมบนจอ “แกนอนได้แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันซื้อกาแฟไปให้ เช้า ๆ เจอกันหน้าอาคารอ่ะ”
ขิมพยักหน้า จังหวะเสียงโทรศัพท์วางสาย เธอสบตาตัวเองในกระจก หัวใจสับสนว่า…เหตุผลใดกันแน่ที่เธอรอจะเห็นเขาทุกวัน
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ขิมเดินตัวปลิวไร้แรงเข้าอาคาร คิ้วขมวดเพราะยังหาคำตอบในชิ้นงานตัวเองไม่เจอ ภูผายืนรออยู่ใต้ต้นก้ามปู มือซ้ายถือแก้วกาแฟ มือขวากำลังอ่านหนังสือ
“เฮ้ ได้กาแฟดี ๆ มาแล้ว วันนี้ขอให้ผ่านนะ” ภูผายื่นแก้วมาให้ ขิมรับมา เผลอแตะนิ้วมือกับปลายนิ้วเขา เงียบไปชั่วอึดใจ
“ขอบใจ…ถ้าไม่ได้แก ฉันคงไม่รอด” ดวงตาขิมวูบไหว
ภูผาวางหนังสือ เอียงตัว ยกไหล่ “ก็มีกันแค่นี้ จะทิ้งได้ไง”
ขิมกัดริมฝีปากตัวเอง แล้วชะโงกดูภาพร่างสีน้ำในกระดาษที่แนบมากับสมุด ภูผาเห็น “จะขอให้ฉันวิจารณ์ไหมล่ะ ระวังจะเสียใจนะ”
“ขอเถอะ อยากฟังความจริง” ขิมยื่นงานให้ ภูผาพลิกดูรอยเส้นที่ยังว่างเปล่าในบางส่วน
“ตรงมุมนั้น ฉันเห็นแกหลบตาตัวเอง เหมือนยังปิดอะไรไว้”
ขิมอึ้ง เขินจนพูดไม่ถูก รีบคว้ากระดาษคืน “ก็…คงงั้น”
ภูผาขำในลำคอ ขิมพยายามซ่อนความกลัวล้มเหลวไว้ใต้เปลือก ความคิดสับสนปนกับใจเต้นแรงในเวลานั้น…
วันต่อมา ขิมไปหาเพื่อนร่วมกลุ่มที่คาเฟ่เพื่อคุยโปรเจกต์ แต่ระหว่างนั่งพูดคุยอยู่นั้น ขิมรับสังเกตได้ว่าตัวเองเช็คโทรศัพท์บ่อยผิดปกติ แม้ภูผาจะไม่ได้ทักมาเลยสักครั้ง
“ขิม ทำไมแกเหม่อจัง?” กวาง เพื่อนสนิทในกลุ่มถามขึ้นด้วยรอยยิ้มกวน
ขิมส่ายหน้า รีบเปลี่ยนเรื่อง “เปล่า แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย…เรื่องส่งงานน่ะ” น้ำเสียงเธอฝืนสดใส
“แน่นะ” กวางจ้อง ขิมแสร้งหัวเราะ
ตลอดบ่ายขิมจินตนาการเรื่องไร้เหตุผลในหัว—ภูผากำลังทำอะไร กำลังคุยกับใครหรือเปล่า? ความรู้สึกแปลก ๆ เมื่อเห็นชื่อเขาออนไลน์ไม่กล้าทักทำให้ขิมหวาดระแวงในใจแบบไม่รู้ตัว
เย็นวันเสาร์ ขิมกับภูผานัดกินข้าวร้านข้างมหาวิทยาลัย เหมือนเดิมทุกสุดสัปดาห์ ขิมมาก่อนและนั่งเลือกเพลงรอ เมื่อภูผามาถึงก็ทิ้งตัวลงตรงข้าม เหนื่อยจากการสอบวิชาเพิ่ม
“ขอโทษ รอนานไหม คนเยอะว่ะ”
“ไม่หรอก ฉันเพิ่งมา”
ภูผาฝืนยิ้มพลางเปิดเมนู “ตามสั่งเหมือนเดิมนะ ไม่เปลี่ยนใจเลยเหรอ”
ขิมหัวเราะ “เรื่องบางอย่างไม่ต้องเปลี่ยนก็ได้ อย่างน้อยก็อาหาร” สองคนสบตาเงียบ ราวกับมีอะไรค้างคาในอากาศ
ระหว่างกินข้าว ขิมสังเกตได้ว่าภูผาพูดน้อยกว่าปกติ เขาเหมือนกำลังกลืนบางประโยคลงคออยู่หลายครั้ง
หลังอาหาร ภูผาเดินไปส่งขิมหน้าหอหญิง ท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดและลมเย็น “ขิม แก…คิดว่าชีวิตหลังเรียนจบจะเป็นแบบไหน”
ขิมเงียบไปนาน “ยังไม่รู้ รู้แค่ว่าอยากทำอะไรที่มีความหมาย…แต่ก็กลัวพลาดอีก”
ภูผาก้มหน้า เดินเคียงโดยไม่พูดอะไรอีกจนถึงประตูหอ
“ฝันดีนะขิม”
ขิมไม่ได้ตอบทันที เพียงมองแผ่นหลังภูผาที่เดินจาก เพิ่งรู้ตัวว่าหัวใจสั่นจนพูดไม่ออก
เดือนต่อมาสองคนเริ่มยุ่งกับโปรเจกต์จบ ขิมเจอกันกับภูผาน้อยลง ทุกครั้งที่เจอเหมือนจะมีเรื่องคาใจอยู่แต่ไม่มีใครพูดถึง ขิมรู้สึกขุ่นมัวใจขึ้นมาดื้อ ๆ
เย็นวันหนึ่ง ภูผาส่งข้อความ “ขิม ว่างไหม มีเรื่องอยากคุย” ขิมใจหวิว
ใต้ต้นก้ามปู ภูผายืนรอ ขิมเดินไปหา สายตาสองคนหลบกันไปมา
ภูผาหยิบจดหมายซองหนึ่งยื่นให้ “ฉันได้ทุนเรียนต่อที่ญี่ปุ่น…ถ้าฉันไป แกจะโอเคใช่ไหม”
ขิมตกใจ ใจร่วงไปทั้งแถบ เงียบยาว
“มันคือโอกาสของแกนี่…”
ภูผายิ้มเศร้า “แต่ฉันกลัว ฉันเคยเลือกผิด ฉันทิ้งอะไรที่สำคัญเพราะอยากพิสูจน์ตัวเอง แต่พอเหลือแค่แก…ฉันไม่แน่ใจเลย”
ขิมกุมมือแน่น หัวใจปวดชา เงียบจนเสียงลมหายใจดัง “ฉันก็กลัวเหมือนกัน แต่…มันไม่ยุติธรรมหรอกที่จะขอให้แกอยู่ ฉันไม่อยากเป็นแบบนั้น”
สายตาทั้งคู่เต็มไปด้วยคำที่ไม่ได้พูดออกมา
ภูผาคลี่ยิ้มขื่น “ขอโทษนะ ฉันดูเห็นแก่ตัวเกินไป”
“เปล่าเลย แค่…ฉันไม่อยากเสียเพื่อนคนเดียวที่เข้าใจทุกอย่างในตัวฉัน” ขิมเสียงสั่น
ภูผาเงียบ สบตาขิมนานกว่าทุกครั้ง แต่สุดท้ายกลับพูดเพียงว่า “ขอบคุณนะที่เข้าใจ”
นับจากวันนั้น ขิมจมกับการอ่านหนังสือและวาดภาพจนหัวใจว่างเปล่า เวลาเห็นภูผาทักมาก็ตอบแบบห้วน ๆ ทุกอย่างในบทสนทนากลายเป็นเรื่องผิวเผินไม่มีเนื้อหา
ภูผารู้สึกได้ เขาเองก็เริ่มคุยงานกับอาจารย์มากขึ้น อยู่ห่างจากขิมมากขึ้น แม้ใจอยากพูดคุยเหมือนเดิม แต่ความหมางเมินที่สะสมทำให้แต่ละวันหนักขึ้นทุกที
วันรับปริญญา ขิมยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน สองมือกอดช่อดอกไม้แน่น มองหาใครบางคนในสายตา ภูผาเดินตรงเข้ามาหาในชุดครุย ใบหน้าซ่อนแววเศร้าไว้บาง ๆ
“ยินดีด้วยนะ ไอ้ขิม แกรอดจนได้” ภูผาหยิบกล่องของขวัญขนาดเล็กใส่มือขิม
“ขอบใจ…แกเด็กทุนญี่ปุ่นแล้วนี่” ขิมพูดติดขัด
“แต่แกก็คือขิม—ศิลปินผู้กล้าล้มแล้วลุกไง” ภูผามองเข้าไปในตาสั่น ๆ
ขิมนิ่ง หยิบกล่องขึ้นมาเปิด เป็นพู่กันพร้อมแท่งหมึกญี่ปุ่น “เอาไว้สร้างสิ่งใหม่ ๆ ต่อไปนะ”
ความเงียบขยายยาว ภูผาหายใจลึก “ฉันจะคิดถึงแก…มึงรู้ใช่ไหม”
ขิมเงยหน้าขึ้น น้ำตารื้นแต่ยังยิ้ม “ฉันก็…คิดถึง แกไปเถอะ ฉันอยากเห็นแกฉลาดที่สุดในโตเกียวแล้วค่อยกลับมา”
สายตาทั้งคู่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ต้องกลืนลงไป ขิมพยายามพูดติดตลก “แต่ถ้ากวนประสาทใครที่โน่นจนโดนไล่กลับมา อย่าลืมซื้อน้ำชาญี่ปุ่นมาฝากด้วย”
ภูผาหัวเราะทั้งน้ำตา “รับทราบครับ คุณศิลปิน” สองมือสัมผัสกันแผ่วเบาก่อนจะคลายออกเหมือนไม่อยากจากลา
เวลาผ่านไป—ฤดูเปลี่ยน ขิมเริ่มได้จัดแสดงงานเดี่ยวครั้งแรกที่แกลเลอรีเล็ก ๆ ในเมือง ภาพสีน้ำที่จัดแสดงล้วนสะท้อนช่วงเวลาทั้งสุขและเศร้าตลอดสี่ปีของขิม
ในงานวันแรก ขิมยิ้มรับดอกไม้จากเพื่อน ๆ และอาจารย์ ระหว่างนั้น มีชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดสูทเรียบง่ายถือกล่องของขวัญเล็ก ๆ เดินเข้ามาหา
“นึกว่าจะลืมสัญญาเรื่องน้ำชาไปแล้ว” เสียงภูผาดังขึ้น
ขิมตกใจ น้ำตาเอ่อขึ้นมาในทันที “แก…กลับมาตั้งแต่เมื่อไร ไม่บอกกันบ้าง”
ภูผาส่งยิ้มละมุนตา “เพิ่งมาถึงเลย รีบแวะหาเพื่อนศิลปินก่อน”
ขิมมองตรงเข้าไปในตาเขา เงียบไปนาน “แก…เคยคิดไหม ระหว่างเพื่อนกับคนรักต่างกันตรงไหน” เสียงสั่นไหวแต่เปิดเผยใจที่ค้างคามานาน
ภูผาอึ้ง อึดอัด เงียบอยู่นาน “ฉันไม่แน่ใจ แต่รู้แค่ว่าเวลาที่ไม่ได้คุยกับแก มันไม่มีความหมายสำหรับฉันเลย”
ความเงียบคั่นกลางผู้คนวุ่นวาย ขิมยิ้มทั้งน้ำตา “ถ้าฉันกล้าบอกตั้งแต่วันนั้น เราจะเป็นอย่างนี้ไหม”
ภูผาคว้ามือขิมมากุมแน่นกว่าเดิม น้ำเสียงสั่น “ยังไม่สายใช่ไหม…”
ขิมหัวเราะทั้งน้ำตา พยักหน้า
เวลาต่อจากวินาทีนั้นเต็มไปด้วยคำพูดที่ไม่ได้ใช้บ่อยในอดีต แต่ชัดเจนที่สุดในใจ—ไม่ใช่ระหว่างบรรทัดอีกต่อไป, แต่เป็นจังหวะเดียวกันของหัวใจสองคนที่กล้าร่วมเส้นทางใหม่