กลิ่นของสายฝนที่ยังไม่จาง (The Scent Still Lingers After The Rain)
เสียงฝนแรกโปรยปรายลงกระทบหน้าต่างออฟฟิศบนชั้น 16 ละอองน้ำบาง ๆ สะท้อนแสงไฟนีออนพร่า ฝนเดินเข้าบริษัทโฆษณาชื่อดังพร้อมรองเท้าผ้าใบเปียกโชก ในมือกอดแฟ้มงานแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและกังวล เธอเพิ่งสังเกตเห็นคราบน้ำขังใต้เท้า ชายหนุ่มผมยุ่งในเสื้อฮู้ดสีเทานั่งข้าง ๆ โต้๊ะรีเซฟชั่น เขามองแฟ้มงานของเธอพลางยิ้มมุมปาก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แฟ้มของฝนจะรอดไหมเนี่ย?” เขาเอ่ยเสียงเบา คล้ายจะพูดกับตัวเองแต่ก็ให้ฝนได้ยิน ฝนเงยหน้า ชะงักและหลบสายตา
“เอ่อ…ยังดีค่ะ เพราะยังไม่ได้เปิดดูเลย” เธอตอบกลั้วหัวเราะแห้ง ๆ
ชายหนุ่มส่ายหน้าน้อย ๆ แล้วดึงเสื้อกันฝนที่ตัวเองถอดไว้เมื่อครู่ยื่นให้ “เช็ดเท้าก่อน เดี๋ยวพื้นเปียก”
ฝนยิ้มจาง ๆ พลางรับมา ขอบคุณเบา ๆ ยังไม่ทันพูดจบ เสียงเลขาหน้าสำนักงานตะโกนเรียก ทั้งสองหันไปมอง
“น้องฝน? ห้องครีเอทีฟอยู่ทางนี้ค่ะ วันนี้อาร์ตไดฯ ริวจะเป็นคนดูแลเทรนนะคะ”
ฝนเดินตามเลขาห่าง ๆ กระแอมเบา ๆ ก่อนหันไปมองริวอีกครั้ง รู้ทันทีว่าผู้ชายเมื่อครู่เป็นริว คนที่จะดูแลเธอในช่วงฝึกงาน สามวินาทีแรกฝนคิดว่าเขาคงหยิ่ง แต่ยังไม่มีเวลาตัดสินใจใด ๆ มากกว่านั้น เธอเลือกเงียบและเดินต่อ
ห้องครีเอทีฟเต็มไปด้วยบอร์ดไอเดีย สมุดร่างรูป และกระดาษโน้ตแปะกระจัดกระจาย ริวเปิดโน้ตบุ๊กเสียงดังคลิก ๆ ขณะที่ฝนยังยืนเก้ ๆ กัง ๆ
“นั่งก่อนสิ” ริวพูดโดยไม่เงยหน้าจากหน้าจอ ไหล่ของเขากระตุกเล็กน้อย ฝนหยิบเก้าอี้ เบียดเข้าไป
“นี่แฟ้มพอร์ตของน้องฝนใช่มั้ย?” ริวถามโดยเอื้อมมือหยิบแฟ้มไปเปิดดู หน้าไม่แสดงอารมณ์
ฝนพยักหน้า เธอกำลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่เห็นสายตาจ้องเขม็งของริว เหมือนจับผิด เธอลังเล “ถ้ามีอะไรแนะนำ บอกหนูได้เลยนะคะ”
“งั้น…ถ้าคิดว่าโลโก้แคมเปญนี้มันน่าเบื่อ ก็บอกตรง ๆ เลยได้ใช่มั้ย?” ริวหยิบงานออกมาชูขึ้น
ฝนชะงัก ใจสั่น ริวมองนิ่ง ๆ เธอพยายามตั้งหลัก
“ถ้าส่วนตัว หนูรู้สึกว่า…มันซ้ำของตลาดค่ะ” เธอพูดเสียงเบา ท้ายประโยคมีสะกดกลั้นกลัวผิด—ริวอมยิ้มเล็ก ๆ วางแฟ้มลงช้า ๆ
“ดี ตรง ๆ แบบนี้แหละ” ริวกระตุกยิ้มพลางปิดแฟ้ม
วันถัดมา ฝนเริ่มงานจริง ช่วงเช้าริวป้อนโจทย์งานใหม่ แต่ละโจทย์เหมือนหลุมพราง ฝนเงียบกว่าปกติ มือสั่น ฝึกทำงานบนโปรแกรมภาพกราฟฟิกอย่างช้า ๆ ริวเดินมาเงียบ ๆ มองหน้าจอ
“อะไรที่ติดขัด?” ริวถามเสียงนิ่ง ฝนสะดุ้ง หันมามอง
“หนู…กลัววางไม่ถูกค่ะ”
ริวขมวดคิ้ว “ถ้ากลัวก็ลองให้มันผิดไปเลย รู้รึเปล่า ศิลปะบางทีมันเกิดจากสิ่งที่คนกลัวจะทำ”
เขายืนกอดอก เงียบไปครู่ เธอพยายามลากกรอบสีผิดตำแหน่ง ริวไม่พูดอะไรต่อ ปล่อยให้ลองผิดเอง ฝนเหลือบมอง แอบยิ้มเล็ก ๆ ในหัวใจ
กลางวันที่คาเฟ่ใต้ตึก ฝนนัั่งงุนงงกับสูตรกาแฟบนกระดาษ ริวขยับเข้ามานั่งตรงข้ามไม่เอ่ยทัก ฝนลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนเปิดบทสนทนา
“พี่ริวเขียนประกวดสติกเกอร์ไลน์เองเหรอคะ?”
ริวสบตาเธอสั้น ๆ คำถามนั้นจี้ใจดำ “…ใช่” เขาตอบสั้น ฝนหัวเราะเบา ๆ เจอช่องว่างให้ต่อบทสนทนา
“เมื่อก่อนหนูเคยลองทำแต่ไม่กล้าส่ง กลัวจะโดนหัวเราะอะค่ะ” ฝนพูดพลางก้มหน้ากดโทรศัพท์
ริวยิ้มนิดหนึ่ง “โดนหัวเราะมันก็แค่เสียงดัง ไม่เจ็บเท่าโดนดูถูกหรอก”
ฝนเงียบ มือกำแก้วแน่นขึ้น เธอเคยโดนดูถูกจากเพื่อนรุ่นพี่เมื่อปีที่แล้ว ไม่เคยบอกใคร ริวเหลือบมอง เหมือนว่าสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างแต่ไม่ถามต่อ ทั้งสองนั่งเงียบ แต่น้ำเสียงและแววตาต่างเข้าใจกันบางส่วน
หลายสัปดาห์ผ่านไป ฝนกับริวเหมือนจะเข้ากันไม่ได้ ความคิดเห็นมักสวนทาง ฝนชอบดีไซน์สดใสแต่ริวเน้นเรียบง่าย มีวันหนึ่ง ฝนเสนอไอเดียใหม่ในที่ประชุม ริวติงกลางวง “คิดว่าถ้าลูกค้าโตเป็นผู้ใหญ่ เขาจะเล่นกับสีขนาดนี้เหรอ?”
ฝนพูดไม่ออก โอกาสใหม่เหมือนจะดับลงต่อหน้าทุกคน บรรยากาศแน่นิ่ง ริวสบตาเธอครู่หนึ่งราวกับเปิดโอกาสสุดท้าย
“ถ้าฝนคิดว่าสีมันสื่อเรื่องหลากหลาย ก็เอามาประกอบกับไอเดียนี้ได้เลย ลองให้เห็นจริง ไม่ใช่แค่ในกระดาษ” ริวเว้นจังหวะ
วันนั้นฝนกลับหอ ร้องไห้อย่างเงียบงัน เธอไม่แน่ใจตัวเองมาถูกทางหรือไม่ มือถือดังขึ้น มีข้อความจากริว “เอาตัวอย่างที่ขอส่งมาก่อนเที่ยงคืน”
ฝนกัดฟัน ลุกมาทำงานต่อทั้งน้ำตา ความกดดันบีบรัด เธอลังเลแต่เลือกสู้
วันรุ่งขึ้น ริวดูผลงานของฝนอย่างเงียบ ๆ ก่อนหันซ้ายขวาแล้วพูดเสียงเบา “กล้าแล้วนี่”
ฝนยิ้มบาง ๆ คำชมสั้น ๆ ทำให้อะไรบางอย่างในอกละลายลง
มีวันหนึ่ง หลังเลิกงาน ฝนกับริวนั่งจับกลุ่มคุยกับทีม ริวดูนิ่งเฉยแต่ก็ช่วยห้ามเพื่อนในทีมล้อฝนแรงเกินไป ฝนสังเกตว่าเขาไม่เคยหัวเราะเสียงดัง ไม่เคยเปิดช่องให้ใครเข้าหาเกินจำเป็น มีบางอย่างในแววตาเขา ดิ่งลึกและเจ็บปวด
ฝนลังเลอยู่พักหนึ่ง กล้าเอาถุงขนมเล็ก ๆ มาวางตรงหน้าริว “ของฝากวันหยุดนะคะ”
ริวมอง แต่ไม่ได้ขอบคุณ แค่ดึงถุงขนมไปแบ่งกินต่อหน้าเธอ
บางวันฝนเห็นริวแวบหายไปที่ระเบียงตอนฝนตก เธอลองเดินตามไป เห็นเขายืนสูบบุหรี่เงียบ ๆ หลบมุม คนเดียว ฝนเดินเข้าไป แต่ไม่กล้าทัก
เสียงฝนตกพรำ ๆ คล้ายฉากหนัง ริวหันมากะทันหัน เห็นฝนยืนหลบขอบหน้าต่าง เขาถอนหายใจ “ฝนกลัวฟ้าร้องเหรอ?”
ฝนหัวเราะแต่แววตาคล้ายจะร้องไห้ “เปล่าค่ะ แต่ถ้าอยู่คนเดียวกลัวตัวเองร้องไห้มากกว่า”
ริวมองเงียบ ๆ ก่อนหันกลับ เธอยืนอยู่ข้าง ๆ สองคนนิ่งงันในบรรยากาศฝนพรำ
หลังฝึกงานครบสามเดือน งานใหญ่ในบริษัทเริ่มเข้ามา ริวโหมงานหนักขึ้น ฝนถูกรถไฟฟ้าชนใจด้วยความอึดอัด เมื่อเห็นข่าวในบริษัทว่าริวเคยมีแฟนร่วมงานที่เลิกกันไม่สวย จนทั้งคู่พยายามหลีกเลี่ยงกันตลอด
ฝนเริ่มสังเกตว่าเวลาพูดถึงความสัมพันธ์ ริวไม่เคยมองตาใคร วันหนึ่ง ฝนถามตรง ๆ เมื่อเห็นแววตาเหนื่อยล้าของเขาในช่วงดึก
“พี่… เคยคิดย้อนกลับไปมั้ยคะ ว่าทำไมของบางอย่างถึงไม่เวิร์ค?”
ริวชะงัก เงียบไป “บางอย่างมันก็ไม่เวิร์คตั้งแต่แรก…แต่เราชอบคิดว่ามันยังซ่อมได้น่ะ”
ฝนอึ้ง เธอรู้สึกเหมือนเห็นอีกแง่มุมของเขา เธออยากถามมากกว่านั้นแต่เลือกเงียบ
มีอยู่วันหนึ่ง ฝนถูกหัวหน้าทีมอื่นตำหนิว่าไฟล์งานมีจุดผิด ริวเข้ามาช่วยตัดบทให้โดยไม่พูดอะไร เขาแค่พยักหน้า ฝนเดินตาคลอไปหลังออฟฟิศ ริวตามออกมาแต่เว้นระยะไว้
“อย่าเอาความกลัวไปซ่อนกับคำขอโทษ” ริวยืนข้าง ๆ พูดทิ้งไว้เพียงเท่านั้น
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาขึ้นแบบเงียบ ๆ ในขณะเดียวกัน ทั้งสองต่างมีความลับที่เปิดเผยไม่ได้ ฝนไม่เคยกล้าบอกแม่ว่าอยากเป็นนักออกแบบจริงจังเพราะครอบครัวยังฝังใจภาพลูกสาวทำอาชีพมั่นคง ส่วนริว แอบเขียนการ์ตูนส่งไปยังเว็บไซต์ต่างประเทศโดยใช้นามแฝงเพราะกลัวคนในบริษัทจะหัวเราะที่เขาไม่ประสบความสำเร็จ
คืนหนึ่ง ระหว่างฝนกับริวยืนดูงานดีไซน์ด้วยกัน ฝนอดพูดไม่ได้ “ถ้าหายกลัวซักวันหนูอยาก…ขอทำในสิ่งที่แม่อยากให้ภูมิใจในตัวหนูจริง ๆ”
ริวเงียบไปนาน สุดท้ายเอื้อมมือมาแตะมือเธอเบา ๆ “มันไม่มีวันหายกลัวหรอก แต่จะมีวันหนึ่งที่เรายอมอยู่กับความกลัวนั้นได้”
จู่ ๆ ฝนได้รับโทรศัพท์จากแม่ เรื่องที่แม่รู้ว่าฝนทำงานทางนี้ แม่ไม่พอใจ ฝนเริ่มเครียด ริวเห็นเธอร้องไห้ในห้องประชุม เขาไม่พูดอะไร เพียงวางผ้าเช็ดหน้าไว้ข้าง ๆ ฝนควบคุมตัวเองไม่ได้ จึงเลือกเว้นระยะจากเขาชั่วคราว
ริวทุ่มเทงานจนดึก ความเงียบเหงายิ่งกัดกิน ทุกครั้งที่คิดถึงอดีตกับแฟนเก่าเขามักจะเลือกเดินเรื่อยเปื่อยใต้ฝนเพื่อหลบความเจ็บ ฝนเองก็เข้าใจมากขึ้นแต่ก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ เธอกลัวต้องเป็นตัวแทนของผู้หญิงอีกคนในใจเขา
เวลาผ่านไปทั้งสองห่างเหินกัน ฝนพยายามทำงานคนเดียว ริวเองเหมือนจะตั้งใจตัดขาดความรู้สึกที่เคยมีให้ เธอลังเลจะทักแต่ก็กลัวว่าเขาจะผลักไส เธอลงเอยด้วยการเลิกพูดคุยกับเขาไปหลายวัน ริวก็ไม่พยายามแก้ไขอะไร
ช่วงนี้บริษัทต้องเสนอผลงานระดับประเทศ ฝนได้รับโอกาสนำเสนอผลงานเป็นครั้งแรกแต่ไม่มีริวคอยช่วย เธอสั่นและเกือบพูดผิด ริวแอบฟังอยู่นอกห้องแต่ไม่เข้าแทรก เพียงยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นเธอเอาตัวรอดได้เองเป็นครั้งแรก
หลังประชุมจบ ฝนเดินกลับไปที่โต๊ะ เปิดคอมพิวเตอร์ ริววางโน้ตไว้สั้น ๆ ว่า “ทีนี้กล้าหรือยัง” ฝนกลั้นน้ำตาไม่อยู่
ต่อมา ฝนพบแฟ้มงานบางอย่างที่ริวลืมทิ้งไว้ แฟ้มเต็มไปด้วยสติกเกอร์ ไอเดีย และชื่อปลอมนักวาดคนนั้น เธอจำได้ว่าเคยเห็นชื่อฝรั่งนี้ในวงการการ์ตูนออนไลน์ ฝนลังเลมาก เธอคิดจะเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยความลับ
ฝนเลือกเก็บไว้เงียบ ๆ เธอทักข้อความไปหาเจ้าของนามแฝงในเว็บไซต์สั้น ๆ ว่า “ชอบผลงานค่ะ” ไม่นานหลังจากนั้น ริวเดินมาหาเธอที่ระเบียง เขาตัดสินใจสารภาพกับฝนว่าเขาคือนักวาดคนนั้น
“รู้แล้วหรือยังว่าเราเปราะบางขนาดไหน?” ริวพูดพลางหลบสายตา ฝนรับฟังโดยไม่ซักซ้ำ เธอยิ้มเล็กน้อย “เปราะบางก็ยังยืนได้ค่ะ”
วันที่งานใหญ่มาถึง ฝนต้องพูดหน้าห้องสัมมนาระดับประเทศ ริวมองอยู่นิ่ง ๆ อีกฝั่งของออดิทอเรียม ฝนพูดจนจบ น้ำตามีแค่รอยยิ้มแห่งความกล้า แม่ของเธอแอบเดินเข้ามาดูแบบไม่ให้รู้ตัว ช่วงบรรยายจบ ฝนพบว่าคราวนี้แม่ไม่ได้ดุ เธอยืนเขิน ๆ อยู่ที่ทางเดิน ริวแกล้งเดินห่าง ๆ แล้วเอามือผลักหัวเบา ๆ
“วันไหนใจไม่กล้า กลับมาเดินเล่นใต้ฝนกับพี่ได้เสมอ”
ฝนยิ้มกว้าง น้ำตาคลอ ก่อนถอนใจ “หนูยังกลัว—แต่จะลองอยู่กับมันต่อไปค่ะ”
สองคนเดินไปท่ามกลางฝนโปรยปราย ความสัมพันธ์ที่มาจากความเข้าใจจริงในทุกความกลัว ทุกความผิดหวัง และการให้อภัยตัวเองอย่างช้า ๆ