ตำนานแห่งแสงฉายาและเงาของอาลัวร์
ทุกค่ำคืนนี้ในดินแดนอาลัวร์ลอยตัวบนก้อนเมฆ สีฟ้าเงินสดใส เรืองรองด้วยแสงฉายาที่หล่นละอองลงมากระทบหลังคาบ้านของผู้คน ดวงอาทิตย์ที่นี่ไม่เคยลับฟ้า เป็นแสงจางไม่ร้อนอบอ้าว ไม่มีวันตก แต่แปลกที่ทุกครั้งที่คนเดินเงาเหล่านั้นกลับทอดตัวตามติดไม่ยอมปล่อยห่าง แม้ในห้องนอนที่ไร้แสง เงาก็ยังคงเฝ้าจ้องนิ่งเงียบ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!คืนหนึ่ง ลูน่า เด็กหญิงผมสีเทาประหลาดนั่งซ่อนขาใต้เก้าอี้ไม้ริมหน้าต่าง เหม่อมองเงาของตัวเองที่นอนทอดอยู่บนพื้นเงียบเชียบ ดวงตาแข็งแข็งดุจหิน แต่ริมฝีปากเม้มแน่น ราวกับกลัวถ้อยคำที่อาจหลุดรอดไปจากใจ เธอเกลียดเงานั้นที่สุด เงาที่ไม่เคยมีเสียง ไม่เคยปลอบโยน ไม่เคยหัวเราะแม้เธอจะร้องไห้ออกมาอย่างเงียบงัน
ตามตำนานของอาลัวร์ แต่ก่อนนี้ทุกเงาสามารถพูดคุย ร้องเพลง ร้องไห้ หรือแม้แต่หัวเราะกับเจ้าของเพื่อเป็นเพื่อนได้ ทว่าเมื่อแสงฉายาแห่งฟ้าถูกค้นพบโดยทวยเทพผู้ลุ่มหลงพลัง พวกเขาได้แบ่งแสงนั้นให้ประชาชนทุกหลังคาเรือน แต่กลับลืมไปว่า เงาก็คืออีกครึ่งหนึ่งของผู้คน จึงเกิดคำสาปกล่าวว่าทุกเงาจะไร้เสียง เหลือเพียงความเปล่าเปลี่ยวในความมืดมิด
ลูน่าได้ยินเรื่องนี้จากยายแก่ประจำหมู่บ้าน มีแต่ผู้กล้าเท่านั้นจึงจะกล้าออกเดินทางข้ามแนวเมฆ เพื่อค้นหา ‘ซิลห์’ – สัตว์วิเศษที่เชื่อกันว่ากินเฉพาะแสงและสร้างเงาใหม่ได้ ลูน่าฝันว่าหากเธอได้พบซิลห์ เงาของเธอคงจะร้องเพลงให้เธอฟังเหมือนเมื่อก่อน เธอจึงตัดสินใจว่า จะออกเดินทางเพื่อตามหาความจริงแม้จะหวาดกลัวเพื่อแลกกับเสียงหัวเราะใหม่ ๆ
รุ่งเช้าหมอกบาง ๆ ห่อหุ้มหมู่บ้านกลางอากาศ ลูน่าเก็บขนมปังแห้ง กระเป๋าเล็ก และกล่องไม้ขีดไปด้วย—ของมีค่าชิ้นเดียวจากแม่ที่จากไป เธอออกเดินทางลัดเลาะเส้นทางสายหมอกขาว เลาะริมแม่น้ำแห่งความทรงจำที่สายน้ำลอยตัวระยิบระยับดั่งเส้นไหม หนุนนำด้วยเสียงชาวเมืองที่ดังมาเป็นระยะ เหล่าเงาเงียบเคลื่อนตัวไหลตามเธอมา แต่ก็ยังเงียบ…
เดินผ่านขอบเมฆขาวสะอาด เข้าสู่ป่าแก้วเหลี่ยมยอดแหลม ภายในนั้น ต้นแก้วแผ่รากแก้วยื่นแตะบนน่านฟ้า ใบไม้เป็นแก้วใสส่องประกาย เธอพบ ‘ออนดรา’ นกแก้วเนื้อแก้ว ผู้พูดได้ทุกภาษา แต่น้ำเสียงไร้ชีวิตชีวา “เจ้าเด็กหญิง ช่างกล้าหาญ—หรืออาจจะโง่—ที่เดินทางคนเดียวข้ามป่า”
ลูน่าตอบเบา ๆ ว่าตนไม่กลัว เธออยากให้เงาของตนร้องเพลงได้ ออนดรายิ้มเยาะและบินวนรอบไหล่เด็กสาว “เงาของเจ้าจะใช้เสียงได้อีกครั้ง หากเจ้าตามหาสิ่งที่ต้องการจริง ๆ แต่ระวัง อย่าให้แสงฉายาพรากหัวใจของเจ้าระหว่างทาง”
หลังจากผ่านป่ากระจก ลูน่าเจอกับสิ่งกีดขวางแรก ‘สายลมลูกแก้ว’ ที่แสบผิวหนังราวคมมีด เธอเบือนหน้า หอบเหนื่อยพยายามฝ่าแรงลม เงาของเธอทอดยาวกว่าปกติราวตั้งใจร่ำไห้ แต่ไร้เสียง ลูน่าเอื้อมมือกระชับสายสะพายแน่น ยิ้มฝืนและเดินต่อไป แม้จะหวาดกลัวว่าวันหนึ่งเธออาจกลายเป็นเงาไร้ตัวตนจริง ๆ
ระหว่างหยุดพักที่ซุ้มรากแก้วร่มเย็น ลูน่าได้พบกระต่ายแสงจันทร์—หนึ่งในสัตว์วิเศษผู้ได้ชื่อว่ามองเห็นความกลัวจากลมหายใจ กระต่ายเอียงหูฟังเสียงหัวใจเด็กหญิง เขากระโดดเข้ามาใกล้แต่ก็ไม่พูดอะไร ส่งเพียงก้อนแสงนุ่มนิ่มให้ เธอยกมือรับ พลันรู้สึกถึงความอบอุ่นบางอย่างที่อยู่ภายใน แต่ความกลัวในใจกลับไม่จางหาย
เด็กหญิงเดินทางอีกไกล ผ่านภูเขาคริสตัลที่กึกก้องด้วยเสียงในอดีต เธอเริ่มได้ยินเสียงกระซิบแว่วมาจากเงาอื่น ๆ ที่เกาะอยู่บนผนังแก้ว มันไม่ใช่คำพูด แต่เป็นเสียงเพลงเศร้า หวานเศร้า “เงา…เงา…จะกลับมาไหม?” ลูน่ากลั้นน้ำตา เธอกลัวว่าคงไม่
ในที่สุด ท่ามกลางหมอกเข้มลึกสุดตา ลูน่าได้พบซิลห์—สัตว์วิเศษในตำนาน รูปร่างคล้ายเงาควันโปร่งแสง มีขนคล้ายพู่แสงวูบไหว ไม่ใหญ่ไม่น้อย—และมีดวงตาสองข้างที่หมุนเปล่งประกายได้ทุกสี
ซิลห์เคลื่อนตัวครอบเงาของลูน่าไว้ เงาของเธอสั่นระริกจนแทบหายไป ลูน่าสั่นเทาปากคอสั่น “ขอ…ขอเงาของข้าคืน ขอเสียงมันคืนให้ที” ซิลห์เอียงหัวพร้อมเสียงก้องในใจ “ทำไมเจ้าจึงต้องเสียงของเงาอีกครั้ง?”
ลูน่าอ้ำอึ้ง หลบตา “ข้า…กลัวความเงียบ ข้ากลัวว่าหากข้าไม่มีเงา ข้าก็จะไม่มีใคร แม้แต่ตัวเอง…”
ซิลห์โน้มตัวลง เงาของมันคล้ายจะกลืนแสงทั้งหมด เด็กหญิงเริ่มรู้สึกเย็นเยียบขึ้นเรื่อย ๆ ซิลห์เอ่ยช้า ๆ “ทุกเงาย่อมเกิดจากแสง เจ้าไม่อาจได้เงาที่สมบูรณ์ หากเจ้ากลัวแสงของตน”
ลูน่าสะอื้น มือกระชับกล่องไม้ขีดแน่น เธอจุดไม้ขีดหนึ่งก้านเล็ก เงาของเธอสั้นลงเล็กน้อย มีเสียงกระซิบเบา ๆ จากเงานั้น เธอตกใจ เสียงครั้งแรกที่เธอเคยได้ยินจากเงาของตน “ไม่เป็นไร…เรายังอยู่ตรงนี้เสมอ”
ซิลห์ร้องเสียงกังวาน มันกลายเป็นแสงวาบใหญ่ ก่อนแตกสลายเป็นละอองแสงทั่วท้องฟ้า ทุกเงาในดินแดนอาลัวร์ส่งเสียงได้อีกครั้ง แต่เสียงเหล่านั้นไม่ได้เป็นเสียงร้องไห้หรือหัวเราะลม ๆ แล้ง ๆ หากเป็นเสียงหัวใจและความกล้าหาญที่แท้จริง
ลูน่ากลับคืนบ้าน เสียงของเงายืนเคียงข้างรอยเท้าเล็ก ๆ ของเธอ เธอไม่เคยกลัวเงาของตนอีกเลย นับแต่นั้นมา เด็กทุกคนในอาลัวร์ออกเดินทางตามหาเสียงของเงาตนเอง เมื่อพบแล้วจะรู้ว่า เสียงนั้นอยู่ในหัวใจของตนเองเสมอ ดินแดนเหนือเมฆจึงกลับมาสมดุลอีกครั้ง